
ทีดีอาร์ไอชำแหละประกันสังคมอยู่ไปไร้ทางรอด...ยุบทิ้งดีกว่า
น่าเป็นห่วงแทนผู้ประกันตน 9.4 ล้านคนเป็นอย่างมาก
โดย...วิทยา ปะระมะ
น่าเป็นห่วงแทนผู้ประกันตน 9.4 ล้านคนเป็นอย่างมาก เพราะเสถียรภาพของกองทุนประกันสังคมในอนาคตสุ่มเสี่ยงต่อการล่มสลาย คาดการณ์กันว่าภายในปี 2586 กองทุนจะเข้าสู่ภาวะติดลบ
หากสำนักงานประกันสังคม (สปส.) ไม่เร่งกำหนดมาตรการแก้ปัญหา ผลกระทบอย่างจังจะตกอยู่กับมนุษย์เงินเดือนวัย 25 ปี ที่พบว่าเงินจะหมดกองทุนในขณะที่ตัวเองเกษียณพอดี
วรวรรณ ชาญด้วยวิทย์ ผู้อำนวยการวิจัยด้านหลักประกันทางสังคม มูลนิธิสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) เสนอว่า ทางออกของปัญหาคือ ควรยุบกองทุนชราภาพใน สปส.ทิ้ง เพราะไม่อาจหนีพ้นภาวะขาดทุนไปได้ และควรโอนเงินส่วนนี้ไปให้กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) หรือกองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) เป็นผู้บริหารแทน
สำหรับการรักษาพยาบาลให้โอนผู้ประกันตน 9.4 ล้านคน ไปอยู่ภายใต้การจัดการของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) และให้ สปส. ทำหน้าที่บริหารสิทธิประโยชน์หรือสวัสดิการสังคมด้านอื่นๆ แทน
“ถ้ายุบกองทุนชราภาพ ปัญหาขาดทุนในอนาคตก็จบ เพราะจะเหลือสิทธิประโยชน์ให้รับภาระน้อยลง สปส. จะดูแลแค่จ่ายชดเชยเมื่อเจ็บป่วยกับการประกันการว่างงาน ซึ่งปริมาณงานระดับนี้เหมาะกับที่ สปส.จะดูแล และเงินสมทบในสิทธิประโยชน์ยังเก็บเหมือนเดิม แต่ผู้ประกันตนจ่ายน้อยลงเหลือแค่ 0.5% เพราะหักเงินสมทบสำหรับบำนาญชราภาพออก 3% และเงินสมทบสำหรับการรักษาพยาบาลอีก 1.5%”
เหตุที่วรวรรณเสนอแนวคิดนี้เพราะพิจารณาแล้วว่า สปส.คงไม่อาจเปลี่ยนแปลงขนาดใหญ่ได้ ทั้งด้านการเงินและการบริหาร โดยเฉพาะด้านการเงินนั้นเป็นที่ทราบดีว่ารายรับและรายจ่ายของกองทุน สปส.ไม่สมดุลกัน
“จะหวังให้ผู้บริหาร สปส. มาแก้ไขก็คงทำได้ไม่เต็มที่ เพราะติดอยู่ในโครงสร้างระบบราชการ และไม่ใช่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียโดยตรง” นักวิชาการรายนี้ระบุ
สำหรับด้านการบริหารนั้น วรวรรณ มองว่า เป็นความผิดพลาดของกฎหมายประกันสังคม ที่ร่างออกมาแล้วโครงสร้างการปกครองบิดเบี้ยวไปหมด เพราะเปิดช่องให้เอาเงินกองทุน 10% มาใช้ในการบริหารจัดการได้ ซึ่งแต่ละปี สปส.ใช้เงินในการบริหารจัดการประมาณ 3,000-4,000 ล้านบาท โดยไม่ต้องรับผิดชอบต่อรัฐสภา
“ผู้บริหารสามารถนำเงินนี้มาจัดการได้ตามใจชอบผ่านคณะกรรมการเพียง 15 คน” วรวรรณ กล่าว
นอกจากนี้ ยังมีประเด็นผลประโยชน์ทับซ้อน โดยกรรมการบางคนเปิดบริษัทแล้วก็ได้รับงานกับประกันสังคม วรวรรณตั้งข้อสังเกตว่า กระบวนการจัด ซื้อส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องเกี่ยวกับเอกสาร และระบบคอมพิวเตอร์ งบจัดซื้อจัดจ้างเกี่ยวกับกระดาษและระบบสารสนเทศเกิน 50% ของงบจัดซื้อหมด
“จะหวังให้ผู้ประกันตนจะออกมาผลักดันยิ่งเป็นไปได้ยาก เพราะตัวแทนลูกจ้างที่นั่งอยู่ข้างในบอร์ด สปส. ได้ประโยชน์จากระบบเดิมมากกว่า ส่วนลูกจ้างอื่นๆ อีก 10 ล้านคน เป็นสิ่งที่จับต้องไม่ได้ ไม่มีการรวมกลุ่ม ระบบสหภาพอ่อนแอ ฉะนั้นจะให้เกิดแรงผลักดันจากลูกจ้างเป็นเรื่องที่ยากมากถึงขั้นที่เป็นไปไม่ได้เลย”
ด้วยโครงสร้างการบริหารที่ฝังรากลึกเช่นนี้ วรวรรณพยายามมองหาแรงผลักที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงโครงสร้าง สปส. และได้ข้อสรุปว่าต้องเกิดจากแรงผลักในระดับนายกรัฐมนตรีเท่านั้นเพราะตัวรัฐมนตรีกระทรวงแรงงานก็ได้รับประโยชน์จากระบบเดิม
อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาท่าทีของรัฐบาลชุดนี้แล้ว วรวรรณ เห็นว่า รัฐบาลชุดนี้ไม่ค่อยเน้นเรื่องสวัสดิการ แต่ไปเน้นเรื่องค่าจ้างขั้นต่ำ เน้นเรื่องค่าครองชีพ ซึ่งคิดว่าน่าจะพยายามเบี่ยงแนวนโยบายจากประชาธิปัตย์เพื่อไม่ให้ดูเหมือนเป็นการลอกการบ้านกัน ฉะนั้นในระยะ 1-2 ปีนี้ คงไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ







