
ใช้กม.ฟอกเงิน ถอนโคนแก๊งค้ายานรก
พลันที่ พล.ต.ต.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง นั่งแป้นเป็น รักษาราชการแทน
โดย...วัสยศ งามขำ
พลันที่ พล.ต.ต.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง นั่งแป้นเป็น รักษาราชการแทน ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 ก็เริ่มเร่งสะสางอาชญากรรมในพื้นที่ พร้อมกับผุดโครงการต่างๆ หนึ่งในนั้นคือ การจัดการกับปัญหายาเสพติดแบบถอนรากถอนโคน
ที่ไม่ใช่แค่การไล่ล่าบรรดาวายร้ายที่รับหน้าเสื่อเป็นผู้ค้าหรือการล่อซื้อโดยใช้สายลับเท่านั้น แต่เขาเชื่อว่าขบวนการนี้ จะหายไปจากพื้นที่ได้ อยู่ที่การบังคับใช้กฎหมายอย่างเต็มรูปแบบ นั่นจึงเป็นที่มาของการนำกฎหมายฟอกเงินมาใช้อย่างเฉียบขาดในพื้นที่ภาคกลาง ซึ่งถือเป็นทุ่งยาเสพติดแห่งหนึ่งที่มากไปด้วยการระบาดของยานรกหลายประเภท
ปัญหายาเสพติดในภาพรวมมีความรุนแรง เพราะในพื้นที่ภาค 1 ที่ครอบคลุมจังหวัดในพื้นที่ภาคกลาง ยังเป็นสังคมชานเมืองรอบปริมณฑล ใครๆ ก็กล่าวหาว่าเป็นแหล่งพักยาเสพติด ซึ่งก็เป็นจริง ยาเสพติดจะถูกลำเลียงมาจากทางภาคเหนือ ก่อนเข้ากรุงเทพฯ ต้องผ่านเส้นทางนี้
พล.ต.ต.คำรณวิทย์ ขยายความถึงสภาพปัญหายาเสพติดในพื้นที่ว่า ก่อนหน้านี้มีคดี โจ๊กจิ๊บ แก๊งไผ่เขียว ที่เป็นเอเยนต์ยาบ้ารายใหญ่ในภาคกลาง ทั้งคู่เติบโตมาจากเด็กวัยรุ่นธรรมดาๆ จนกลายมาเป็นมาเฟียยาบ้ารายใหญ่
นอกจากนี้ ยังก่อเหตุยิงผู้อื่นอย่างคึกคะนอง นำไปสู่การฆ่ากันตายหลายคดีที่เกี่ยวพันกับยาเสพติด ในช่วงนี้รัฐบาลมีนโยบายมุ่งเน้นการปราบปรามยาเสพติด จึงสั่งการให้เร่งตรวจสอบ และนำคดีเก่าๆ มาดูรายละเอียด โดยแก้กันทีละจุดอย่างลึกซึ้ง
จึงสั่งเป็นนโยบายไปให้ทุกโรงพักรับทราบ โดยกำหนดให้ 1.ทุกโรงพักต้องรายงานผลการจับกุมคดียาเสพติดทุก 5 วัน หากโรงพักไหนไม่แจ้งผลการปฏิบัติ ชุดปราบปรามยาเสพติด จะเรียกมาชี้แจงเป็นรายบุคคล 2.ให้ขยายผลการจับกุมในทุกคดี ขยายผลจากผู้เสพไปยังผู้จำหน่าย แล้วนำผู้เสพไปบำบัด
3.เปลี่ยนเทคนิคการจับกุมยาเสพติด เพื่อกำจัด “ความต้องการเทียม” ไม่มุ่งเน้นในเรื่องการล่อซื้อยาเสพติด เพราะเชื่อว่าการล่อซื้อเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดความต้องการเทียม ขบวนการค้ายาจึงผลิตยาบ้ามากขึ้นเพื่อขายให้กับสายลับ หากเจ้าหน้าที่รัฐล่อซื้อได้ก็ดีไป แต่หากล่อซื้อไม่ได้ ยาก็ถูกกระจายไปขายในพื้นที่
“ประการสุดท้ายสำคัญมาก นั่นคือ ตำรวจไม่เคยตัดวงจรเงินของขบวนการค้ายา ไม่ว่าจะเป็นรายเล็ก รายใหญ่ ถ้าไม่ใช่รายใหญ่ระดับหัวโจก ผู้ต้องหาพวกนี้จะทำผิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพราะยังมีขุมทรัพย์ในการสู้คดี แม้จะติดอยู่ในคุก แต่ก็มีเงิน เราจึงต้องยึดเงินขบวนการเหล่านี้ให้ได้ ป้องกันการกลับมาค้าอีกครั้ง และได้รับโทษอย่างสมบูรณ์แบบ” พล.ต.ต.คำรณวิทย์ กล่าว
ด้วยเหตุนี้ทำให้ เขาต้องเรียกตำรวจหนุ่มนักกฎหมายดีกรีเนติบัณฑิตอย่าง พ.ต.ท.อุเทน นุ้ยพิน รองผู้กำกับการ กองกำกับการ 3 ศูนย์สืบสวนตำรวจภูธรภาค 1 มาขัดเกลายกเครื่องกฎหมายเกี่ยวกับยาเสพติดใหม่ทั้งหมด โดยประสานกับ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) อย่างใกล้ชิด เพื่อปัดฝุ่นกฎหมายฟอกเงินมาใช้อย่างเป็นรูปธรรม เพื่อที่จะขุดโคนรากของขบวนการค้ายาเสพติดในภาคกลางให้หายไปในไม่ช้า
พ.ต.ท.อุเทน บอกว่า การที่จะหยุดเครือข่ายอาชญากรรมได้ เราต้องตัดวงจรของเงิน ทำให้ต้องรวบรวมกฎหมายทั้งหมดมาใช้ในการกำจัดขบวนการนี้ ต่อไปนี้นอกเหนือดำเนินคดีอาญากับผู้ที่ถูกจับกุมแล้ว ตำรวจในโรงพักของภูธรภาค 1 จะใช้ พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 และ พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาใช้ด้วย
“ต่อไปผู้ต้องหาคดียาเสพติดไม่ว่าจะเสพหรือขาย เมื่อถูกจับกุมจะต้องเจอดอกที่ 2 ไม่ได้เจอแต่คดีอาญาเท่านั้น แต่จะต้องถูกยึดทรัพย์ด้วย ไม่ว่าทรัพย์นั้นจะอยู่ในชื่อใครก็ตาม ถ้าตำรวจตามได้ โดนยึดหมดแน่นอน ไม่เว้นแม้แต่เงินที่นำมาใช้ประกันตัวเอง” พ.ต.ท.อุเทน บอกอย่างเฉียบขาด หลังเตรียมร่วมกับ ปปง. อบรมข้อกฎหมายให้ตำรวจทั้ง 140 โรงพักในพื้นที่ทราบรายละเอียด
โครงการสัมมนาเชิงปฏิบัติการการบูรณาการ การปฏิบัติตาม พ.ร.บ.ฟอกเงิน ระหว่างวันที่ 15-17 ก.ย. ที่โรงแรม เอเชีย แอร์พอร์ท จ.ปทุมธานี จึงเกิดขึ้น โดยผู้เข้าอบรมนั้นจะเป็นตำรวจระดับสารวัตรหรือรองสารวัตร โรงพักละ 1 นาย ต่อไปตำรวจเหล่านี้จะทำหน้าที่เป็นผู้เชี่ยวชาญเมื่อมีคดีเกิดขึ้น
นี่คือมาตรฐานการดำเนินคดียาเสพติดของตำรวจภูธรภาค 1 ภายใต้หลักสำคัญคือ ตำรวจต้องไม่หยุดสืบสวนดำเนินคดี จึงเป็นเรื่องที่ต้องจับตาดูว่า หากมีการยึดทรัพย์อย่างเป็นระบบแล้ว ขบวนการค้ายายังกล้าหืออีกหรือไม่







