
9ล้านล.กระตุ้นจ้างงานมะกัน กระสุนนัดสำคัญหวังผลเลือกตั้ง2012
ความวิตกกังวลมากที่สุดในวิกฤตเศรษฐกิจสหรัฐ
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ
ความวิตกกังวลมากที่สุดในวิกฤตเศรษฐกิจสหรัฐขณะนี้คือความหวั่นเกรงที่ว่า เศรษฐกิจสหรัฐจะกลับเข้าสู่ภาวะถดถอยอีกระลอกหนึ่ง ซึ่งมีความเป็นไปได้สูง เนื่องจากเศรษฐกิจที่ต้องใช้แรงขับเคลื่อนจากการบริโภคของประชาชนในประเทศแห่งนี้ กำลังเผชิญหน้ากับปัญหาเรื้อรังของการว่างงาน โดยอัตราการว่างงานในสหรัฐเดือนล่าสุด ส.ค.ยังอยู่สูงกว่าระดับ 9.0% ที่ 9.1% เป็นระดับสูงสุดในประวัติศาสตร์
ขณะที่การแก้ไขปัญหาเงินเฟ้อ ถือเป็นภาระหน้าที่อันดับ 1 ในจีนแต่สำหรับสหรัฐแล้ว การสร้างงานให้กับชาวสหรัฐเพื่อกระตุ้นการบริโภคให้ฟื้นตัวอีกครั้งนี้นั้นถือเป็นภาระที่สำคัญยิ่งกว่า และสำคัญที่สุดสำหรับประธานาธิบดี บารัก โอบามา ที่ไม่เพียงแต่เป็นการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจที่ตรงจุดที่สุดแล้ว ยังเป็นความพยายามเพื่อต่ออายุของการเป็นประธานาธิบดีในสมัยหน้าด้วย
จึงไม่ใช่เรื่องแปลกนักที่ผู้นำผิวสีรายนี้ จะเสนอแผนการสร้างงานครั้งใหม่เมื่อวานนี้ด้วยงบประมาณกระตุ้นมากถึง 3 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (9 ล้านล้านบาท) และกำลังถูกมองว่าน่าจะเป็นความพยายามเฮือกสุดท้ายของโอบามาแล้วก่อนที่สหรัฐจะเข้าสู่ฤดูการเลือกตั้งประธานาธิบดีในปี 2012
ภายในแผนการกระตุ้นการจ้างงานล่าสุดนั้น ครอบคลุมถึงการตัดลดภาษีให้กับครัวเรือนชนชั้นกลาง และภาคธุรกิจ และยังจะเข้าไปกระตุ้นในการก่อสร้างในโครงสร้างสาธารณูปโภคต่างๆ ทั่วประเทศ เช่น การซ่อมแซมถนน สะพาน ตลอดจนโครงสร้างสาธารณูปโภคอื่นๆ
หากพิจารณาลงไปในรายละเอียด จะเห็นว่าเป็นการแก้ปัญหาที่ตรงจุด การลดภาษีให้กับครัวเรือนชนชั้นกลาง และลดภาษีให้กับภาคธุรกิจนั้นถือเป็นการกระตุ้นโดยตรงที่จะสร้างกระแสไหลเวียนของทุนให้มากขึ้นทั้งในกลุ่มผู้บริโภคหลักของประเทศให้มีกำลังซื้อมากขึ้นเพื่อจะเปิดทางให้ภาคธุรกิจเกิดการขยายตัว และมีกำลังพอที่จะจ้างงานเพิ่ม
เช่นเดียวกันกับการกระตุ้นในโครงการก่อสร้างที่จะทำให้เกิดการจ้างงานใหม่ๆ โดยตรงขึ้นเช่นกัน
เป้าหมายของแผนการในครั้งนี้ แน่นอนว่า โอบามาจะต้องผลักดันให้ผ่านร่างกฎหมายกระตุ้นการจ้างงานให้ทันภายในปลายปีนี้ เพื่อฉุดให้ตัวเลขการว่างงานของสหรัฐปรับตัวลดลงให้ได้ในช่วงกลางปีหน้า ซึ่งจะส่งผลสำคัญต่อคะแนนนิยมในตัวโอบามาเองก่อนที่จะเริ่มฤดูการเลือกตั้งประธานาธิบดี
หากพิจารณาลงไปในรายละเอียดของช่วงระยะเวลาดังกล่าวของแผนการกระตุ้นการจ้างงานล่าสุดนี้ ยิ่งจะเห็นว่า โอบามา และเดโมแครตกำลังจะได้ทั้งขึ้นทั้งล่อง ไม่ว่าข้อเสนอนี้จะผ่านหรือไม่ผ่าน การพิจารณาของสภาคองเกรสก็ตาม
ต้องอย่าลืมว่า สถานะของโอบามาในขณะนี้เปรียบเสมือนกับ “เป็ดง่อย” ที่แม้จะเป็นหัวหน้าคณะรัฐบาล แต่เสียงส่วนใหญ่ในสภาถูกชิงไปอยู่ในมือ ของฝ่ายตรงข้ามคือพรรครีพับลิกันมาตั้งแต่การเลือกตั้งกลางเทอมเมื่อเดือน พ.ย.ปีที่แล้ว
แผนการกระตุ้นเศรษฐกิจมูลค่า 8 แสนล้านเหรียญของโอบามาฉบับก่อนหน้านี้ เคยถูกสภาคองเกรสซึ่งรีพับลิกันครองเสียงส่วนใหญ่ตีกลับมาแล้ว เนื่องจากเห็นว่าเป็นการใช้จ่ายที่เปลืองเกินไปในขณะที่ประเทศกำลังเจอกับวิกฤตหนี้สาธารณะที่พุ่งไปมากกว่า 14.3 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ
ความเป็น “เป็ดง่อย” ของโอบามายังสะท้อนให้เห็นในความแตกแยกในการพิจารณาเพิ่มเพดานการกู้ของรัฐบาลในสภาคองเกรสในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมานี้ด้วย ซึ่งกว่าที่จะผ่านพ้นไปได้ก็เกือบจะทำให้สหรัฐกลายเป็น “หนี้เสีย” แบบเฉียดฉิว
กระนั้นก็ตาม ดังที่กล่าวไว้ข้างต้น โอบามา กำลังถือไพ่เหนือกว่ากับการเสนอแผนกระตุ้นการจ้างงาน 3 แสนล้านเหรียญสหรัฐในครั้งนี้
ประการแรก แน่นอนว่า จะเป็นการกู้ชื่อครั้งสำคัญของโอบามา ถ้าสภาคองเกรสผ่านร่างกฎหมายดังกล่าวไปได้ และประกาศใช้ได้จริง ซึ่งหากกระตุ้นดังกล่าวได้ผล อัตราการว่างงานของสหรัฐปรับตัวลดลงได้จริงในกลางปีหน้า ก็จะยิ่งถือเป็นความสำเร็จชิ้นโบแดงของสหรัฐ และจะกลายเป็นเครื่องมือหาเสียงชิ้นสำคัญของเดโมแครต และโอบามาตลอดจนถึงวันเลือกตั้ง
อนาคตเก้าอี้ประธานาธิบดีสมัย 2 ของโอบามาที่คนสหรัฐกำลังส่ายหน้าปฏิเสธอยู่นั้น จะกลับมาฟื้นคืนชีพอีกครั้งในทันที
ประการที่สอง หากสภาคองเกรสภายใต้การครองอำนาจของรีพับลิกัน แสดงการขัดขวางอย่างเต็มที่ดังเช่นที่เคยเป็นมานั้น ก็อาจจะถูกโอบามาใช้เป็นประเด็นโจมตีว่า นโยบายการแก้ไขปัญหาว่างงานซึ่งเป็นวาระที่สำคัญที่สุดของชาตินั้น สุดท้ายก็ถูกสกัดกั้นด้วยความใจแคบของรีพับลิกันที่เห็นผลประโยชน์ทางการเมืองมากกว่าที่จะเห็นแก่ชาวอเมริกันโดยรวม
จึงพูดได้ง่ายๆ ว่า โอบามากำลังได้ผลประโยชน์ทั้งขึ้นทั้งล่องไม่ว่าข้อเสนอนี้จะผ่านหรือไม่ผ่านก็ตาม
แม้ว่าในข้อเท็จจริงแล้วการบริหารงานแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ ตลอดจนการกระตุ้นเศรษฐกิจของโอบามาในช่วงที่ผ่านมาจะถือว่าล้มเหลวมาตลอดก็ตาม
อีกทั้งแม้ว่า หากร่างกฎหมายฉบับนี้จะผ่านการพิจารณา และแม้ว่าอาจจะทำให้ตัวเลขการว่างงานลดลงได้บ้างก็จริง แต่ก็จะเป็นการกระตุ้นในระยะสั้นๆ เท่านั้น ที่ในอีกด้านหนึ่งนโยบายการกระตุ้นครั้งนี้ก็จะยิ่งจะซ้ำเติมปัญหาการขาดดุลงบประมาณของรัฐบาลมากขึ้น
แผนการกระตุ้นสร้างงาน 3 แสนล้านเหรียญสหรัฐครั้งนี้ จึงอาจจะถูกมองว่าไม่ได้ส่งผลต่อการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของสหรัฐอย่างเป็นจริงเป็นจังนัก แต่ที่สำคัญกว่าก็คือ การเป็นไพ่ใบสุดท้ายของโอบามาเพื่อชิงความได้เปรียบทางการเมืองก่อนจะถึงการเลือกตั้งประธานาธิบดีในปลายปีหน้าเท่านั้น โดยที่อเมริกันชนก็เป็นเพียงตัวประกันของนักการเมืองต่อไป







