
ผอ.ทีวีไทยยํ้ามีฝ่ายการเมืองจุ้นสื่อ
สภาฯตั้งคำถามการทำงานทีวีไทย "เทพชัย หย่อง"แจงวางตัวกลาง ชี้มีการเมืองบางฝ่ายจ้องล้มไทยพีบีเอส
สภาฯตั้งคำถามการทำงานทีวีไทย "เทพชัย หย่อง"แจงวางตัวกลาง ชี้มีการเมืองบางฝ่ายจ้องล้มไทยพีบีเอส
เมื่อเวลา 17.00น. ในการประชุมสภาผู้แทนราษฏร โดยมีนายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฏร ทำหน้าที่ประธานการประชุม หลังจาที่ประชุมพิจารณ์กระทู้ถามสดเสร็จสิ้น ได้รับทราบรายงานผลการปฎิบัติงานประจำปี2553 องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย ซึ่งการอภิปรายของสมาชิกได้แสดงความเห็นต่อบทบาทและการดำเนินการของสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส อย่างกว้างขวางต่อการแสดงบทบาทการทำหน้าที่ของสื่อสารมวลชน อาทิ ประเด็นการสัมภาษณ์พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในช่วงที่มีการรายงานผลการเลือกตั้ง 2554 การไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) เมื่อวันที่ 19 พ.ค. 53 ที่ยังคงมีการเสนอข่าวสถานการณ์ โดยไม่ทำตามคำสั่งของศอฉ.ที่ให้เกิดมิวสิควีดิโอรักชาติและระงับการเผยแพร่ข่าว
ทั้งนี้ นายชวน หลีกภัย สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า แม้จะมีอุปสรรคมาก แต่เชื่อว่าสถาบันแห่งนี้จะเป็นสมบัติที่คนไทยมีส่วนได้ภาคภูมิใจ ตนจึงหวังว่าจะได้เห็นในสิ่งที่ดี การเป็นองค์สื่อที่มีรายได้จากรัฐ ไม่ต้องพึ่งเอกชนถือเป็นส่วนที่สถาบันแห่งนี้จะเป็นความภาคภูมิใจ ตนเคยเสนอคณะกรรมการบริหารให้สถาบันแห่งนี้เป็นที่ภาคภูมิใจของคนไทยด้วย การใช้ชื่อเป็นภาษาไทย จึงหวังว่าคณะกรรมการบริหารจะพิจารณาเรื่องนี้อีกครั้ง นอกจากชื่อสถานีเป็นภาษาไทยควรให้ชื่อรายการเป็นภาษาไทยด้วย
ขณะที่ นายเทพไท เสนพงศ์ สส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า เป็นไปได้อย่างไรที่ผู้บริหารสถานีจะอนุมัติให้นักข่าวไปดูไบ เพื่อสัมภาษณ์นักโทษหนีคดี แล้วถ้านักโทษหนีคดีคนอื่น อยากใช้สื่อสาธารณะเหมือนนักโทษหนีคดีที่ดูไบคนนี้จะได้หรือไม่ เพราะนักโทษคนอื่นออกทีวีต้องพรางให้หน้าเบลอ แต่นักโทษที่ดูไบให้สัมภาษณ์ผ่านรายการตอบโจทย์ไม่มีการอำพรางหน้าตา ทั้งที่หน้านักโทษคนนั้นไม่ต่างอะไรกับเขียงหมู ดังนั้น การไปสัมภาษณ์ครั้งนี้ต้องได้รับการอนุมัติงบจากผู้บริหารสถานีแน่นอน วันนี้ (8ก.ย.) เป็นการเมืองที่มีสงครามสื่อค่อนข้างรุนแรง ไม่ว่าสื่อแท้หรือเทียมล้วนเป็นอาวุธที่สำคัญทางการเมืองอย่างยิ่ง
ภายหลังการอภิปรายนานกว่า 3 ชั่วโมง นายเทพชัย หย่อง ผู้อำนวยการองค์การแพร่ภาพและกระจายเสียงสาธารณะ ชี้แจงว่า ขณะนี้มีนักการเมืองบางกลุ่มเคลื่อนไหวให้ออกกฎหมายกเลิกไทยพีบีเอส โดยให้เห็นผลว่าประชาชนบางส่วนไม่ค่อยพอใจการทำงาน สถานีเห็นว่าประเทศที่เป็นประชาธิปไตยควรมีสื่อที่เป็นอิสระ กล้าเปิดโปงทุกกลุ่มในสังคม โดยไม่มีใครสามารถเข้ามาครอบงำได้ สื่อที่เป็นอิสระเป็นหัวใจของประชาธิปไตย ไทยพีบีเอสมีกลไกและหลักประกันในการตรวจสอบตัวเองได้ ไม่ให้คนในองค์กรเอาองค์กรไปแสวงหากำไรได้ เลิกฝันเสียทีว่าสักวันหนึ่งจะกลับไปเป็นหมือนเดิม สังคมยอมรับองค์กรนี้ว่าเป็นสื่อสาธาณะไปแล้ว จากเวทีที่จัดกับภาคประชาชน ประชาชนส่วนหนึ่งได้รู้สึกไปแล้วว่าไทยพีบีเอสเป็นสื่อของเขา
นายเทพชัย กล่าวว่า ส่วนที่ไปสัมภาษณ์พ.ต.ท.ทักษิณ เพราะยุทธศาสตร์ทิศทางการเดินทั้งหลายสื่อมวลชนทุกประเภทมองตรงกันว่าพ.ต.ท.ทักษิณเป็นคนที่ทรงอิทธิพลที่สุดที่ทำให้พรรคเพื่อไทยชนะเลือกตั้ง เรื่องไปสัมภาษณ์อาชญากรหรือไม่ ตนคงไม่อยากไปสัมภาษณ์คนที่เป็นหุ่นยนต์หุ่นกระบอกที่ถูกชักใยอยู่แน่นอน ซึ่งไม่ต่างอะไรกับที่สื่อไปสัมภาษณ์นายปิ่น จักกะพาก นายราเกซ สักเสนา หรือที่บีบีซีไปสัมภาษณ์ไออาร์เอ หรือลูกน้องของบินลาเดน
“ส่วนที่มีผู้อภิปรายกล่าวหาว่าผมทำงานเข้าข้างเผด็จการ ผมไม่เห็นด้วยกับการยึดอำนาจ ผมไม่ได้เขียนคอลัมน์สนับสนุนให้ทหารปฏิวัติ แต่ผมมาทำที่นี่เพราะเชื่อในสื่อสาธารณะ เงินเดือนผมหายไปครึ่งหนึ่งจากที่เดิม ส่วนนายสุทธิชัย หยุ่น พี่ชายผมเป็นสื่อที่สังคมยอมรับ ในยุคที่มีรัฐบาลเสียงข้างมากใช้อำนาจเงินซื้อสื่อได้ มีการส่งญาติที่สนิทมากมาคุยกับผม ว่าเนชั่นอย่าโจมตีรัฐบาลได้ไหม ถ้าไม่โจมตี อยากได้อะไร แต่เราไม่รับเงินหรืออะไรทั้งสิ้น”นายเทพชัย กล่าว
ส่วนกรณีที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์การไม่ทำหน้าที่ตามคำสั่งของ ศอฉ.เพราะเราปฏิบัติตามคำสั่งของศอฉ.มาโดยตลอด สิ่งที่ไทยพีบีเอสนำเสนอรายการสดมากกว่าการเผยแพร่มิวสิควีดิโอรักชาติ แต่รายงานความรู้สึกของคนที่กำลังสิ้นหวังถือเป็นการทำหน้าที่สื่อมวลชนที่จะทำหน้าที่บนหลักการของสื่อสาธารณะ
ท้ายที่สุดหลังการอภิปรายกว่า 5 ชั่วโมง ที่ประชุมรับทราบรายงานฯดังกล่าว จากนั้นนายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง ซึ่งทำหน้าที่ประธานได้สั่งปิดการประชุมในเวลา 19.45 น.







