
5 ปีที่ขัดแย้ง
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เราได้ยินคำว่า “การพัฒนาที่ยั่งยืน”
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เราได้ยินคำว่า “การพัฒนาที่ยั่งยืน”
โดย..วีระศักดิ์ โควสุรัตน์
บ่อย...แต่ก็แทบจะไม่เคยเห็นว่า รัฐไหนประเทศใด โดยเฉพาะช่วงที่กำลังพัฒนาจะสามารถดำเนินนโยบายนี้ได้อย่างแท้จริง
จริงอยู่ บางชาติในยุโรปอาจคุยว่า วันนี้นโยบายและการปฏิบัติของรัฐ ร่วมกับประชาชนของเขา ใช้วิถีชีวิตที่เป็นการพัฒนาที่ยั่งยืน แต่ถ้าเจาะประวัติของการพัฒนาประเทศนั้นๆ แล้ว
ก็จะพบว่ามีช่วงที่ชาตินั้นๆ ได้ทำอะไรเพื่อให้ได้ผลประโยชน์ด้วยวิธีไม่ยั่งยืนทั้งนั้น จะด้วยวิธีล่าอาณานิคม ค้าทาส แม้ในยุคสมัยใหม่ก็มีการเอารัดเอาเปรียบด้วยข้อกฎหมาย เอาพวกพ้องก่อนหลักการ เลือกปฏิบัติ เป็นต้น
ในช่วงหลัง อีกคำที่ถูกนำเสนออยู่เนืองๆ คือ กระแสสีเขียว กระแสรักษ์โลก และอะไรๆ ที่ดูใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อม เช่น เศรษฐกิจสีเขียว ด้วยว่าปัจจุบัน ผู้คนยอมรับโดยดุษณีแล้วว่า “ภาวะโลกร้อน” เกิดจากรูปแบบของการผลิต และการบริโภคที่ไม่เขียว ไม่รัก และไม่ใส่ใจต่อโลก
จุดนี้เองที่ทำให้ชาติพัฒนาแล้ว (ซึ่งวันนี้รักโลก) และเศรษฐกิจกำลังหดตัว จึงอ้างหลักการระมัดระวังล่วงหน้า หรือ Precautionary Principle เรียกร้องประเทศกำลังพัฒนาที่กำลังขยายตัวทางเศรษฐกิจ ต้องอย่าปล่อยควัน ปล่อยก๊าซ ปล่อยของเสียใส่โลก (อย่างที่ชาติพัฒนาแล้วเคยทำ) บ่อยครั้งที่ใช้เรื่องเหล่านี้เป็นข้ออ้าง เพื่อเล่นงานทางการค้าต่อประเทศกำลังพัฒนาซะเลย
หรือบางทีชาติพัฒนาแล้ว ก็ให้โปรแกรมอุดหนุนอุตสาหกรรมที่เป็นสีเขียวของตัว เพื่อให้มีแต้มต่อในการแข่งขัน ซึ่งขัดต่อหลักการที่เคยสั่งสอนชาติกำลังพัฒนาว่า รัฐควรปล่อยให้เอกชนแข่งขันกันเองอย่างเป็นธรรม โดยรัฐไม่ควรถือหางใคร เพราะจะทำให้การแข่งขันไม่เป็นธรรม และมีบทลงโทษในกฎหมายการค้าระหว่างประเทศ
ชาติกำลังพัฒนา จึงหันมาอ้างบ้างว่า พวกฉันก็ควรมี “สิทธิในการพัฒนา” บ้างสิ...ก็ในเมื่อประวัติของชาติพัฒนาแล้ว ล้วนเคยทำเลวร้ายต่อสิ่งแวดล้อม...เพราะฉะนั้นตาฉันล่ะ...แกก็อย่าโวยมาก
ชาติพัฒนาแล้วจึงหยิบยกข้อพิสูจน์ทางวิทยา ศาสตร์สารพัดมายืนยันว่า ถ้าเราชาวโลก มัวแต่เถียงกันเรื่องสิทธิ แต่ไม่ร่วมกันแก้ไขให้ถูกกลไกทางนิเวศทั้งหมด จะถึงจุดล่มสลาย และทุกชีวิตก็จะไม่เหลืออยู่ดี
ในที่สุด มีการเสนอว่า น่าจะใช้หลัก “ความรับผิดชอบร่วมกันในระดับที่แตกต่าง” หรือ Common but Differentiated Responsibilities.
ถ้าเรียกให้นักเลงหน่อยก็คงเข้าข่าย “...ไม่ว่าจะย้อนไปไกล หรือจะย้อนไปไม่นาน ทั้งแกและฉันก็ได้ทำสิ่งผิดมาทั้งนั้น และเราก็ควรจะปรับปรุงตัวเองกันเสียใหม่ เราอาจไม่ต้องทำเหมือนๆ กัน และอาจทำไม่ต้องเท่ากัน หรือพร้อมกัน แต่เราจะหันไปลด ละ เลิก ความเลวร้าย ที่เคยทำอย่างไม่รับผิดชอบ และหันมาพัฒนาวิธีที่สร้างสรรค์ให้กับตัวเองอย่างต่อเนื่อง โดยอาจเรียนรู้วิธีที่สร้างสรรค์จากกันและกันด้วยซ้ำ...”
แหม...ถ้าฝ่ายต่างๆ ทั้งในและที่แอบอยู่ริมๆ การเมืองไทยจะคิดและเรียนรู้ได้อย่างเรื่อง กระแสรักษ์โลกข้างต้น ก็ดีสินะ...เอาความจริงมาพูด และเอาความจริงใจมาคุยกันไปเรื่อยๆ
เถียงกันได้แต่ไม่ด่ากัน ยันกันด้วยหลักคิด แต่ไม่ยึดติดกับฝ่ายให้ความเที่ยงธรรมนำ ไม่ใช่ย้ำแต่คำที่ให้ประโยชน์ตัว ขัดแย้งกันได้ แต่ไม่ทำร้ายกัน...
ฝันร้าย...ที่รายล้อมมา 5 ปี จะได้หายไปเสียที







