posttoday
ถวิลเปิดใจช้ำ การเมืองลุอำนาจ ระวังกฏแห่งกรรม

ถวิลเปิดใจช้ำ การเมืองลุอำนาจ ระวังกฏแห่งกรรม

08 กันยายน 2554

นายถวิล กล่าวว่า ประเด็นแรก สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ ที่รัชกาลที่ 6

นายถวิล กล่าวว่า ประเด็นแรก สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ ที่รัชกาลที่ 6

ทรงมีพระปณิธานให้เป็นองค์กรที่คณะมนตรีได้มาปรึกษาหารือกิจการที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงและการป้องกันราชอาณาจักร ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา อดีตเลขาธิการฯ หลายท่านได้สร้างคุณประโยชน์และเกียรติประวัติไว้ และดูแลงานความมั่นคงมาตลอด แต่สิ่งที่อดีตเลขาธิการ สมช. ได้สั่งสอนอบรมมาคือ เราจะต้องซื่อสัตย์ต่อประเทศชาติ ผลประโยชน์ของประชาชน เพราะฉะนั้นเลขาฯ สมช. ทุกท่านได้ทำงานให้กับรัฐบาลทุกยุคทุกสมัย

ประการที่ 2 ผมเป็นมนุษย์ปุถุชนธรรมดา มีความรู้สึกทั้งเสียดาย เสียใจ สงสัย และไม่เข้าใจ ซึ่งเสียดายอยู่สองสามเรื่อง แต่ไม่ได้เสียดายในตำแหน่งนี้ เพราะในวันหนึ่งต้องพ้นจากตำแหน่งนี้ไปตามหลักเกณฑ์ของทางราชการ

สิ่งที่เสียดายคือ ได้ร่วมงานกับท่านรองเลขาธิการฯ ผู้บริหารทุกระดับ รวมทั้งเจ้าหน้าที่ และกำลังปรับการทำงานขององค์กร พัฒนาการทำงานของเจ้าหน้าที่ให้มีความเป็นมืออาชีพ จึงเสียดายที่ไม่มีโอกาสเหล่านั้นแล้ว ขณะเดียวกันได้ริเริ่มงานไว้หลายเรื่อง และมั่นใจว่าถ้าได้มีโอกาสทำงานเหล่านั้นในอีก 12 ปีข้างหน้า จะเกิดประโยชน์ต่อประเทศชาติเป็น อย่างมาก

 

ถวิลเปิดใจช้ำ การเมืองลุอำนาจ ระวังกฏแห่งกรรม

ทั้งนี้ นายถวิล ยังกล่าวอีกว่า สิ่งที่เสียใจคือ ตำแหน่งเลขาฯ สมช. เป็นตำแหน่งที่รัฐบาลควรใช้ในการประสานนโยบายและใช้ในด้านความมั่นคง เพื่อให้เกิดผลดีกับประเทศ ตำแหน่งนี้ควรเป็นตำแหน่งที่มีเกียรติภูมิ มีศักดิ์ศรี แต่กลับถูกใช้แค่เป็นที่รองรับและแก้ไขปัญหาทางการเมือง เพื่อให้มีการแต่งตั้งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ตามที่ฝ่ายการเมืองต้องการเท่านั้น

“ผมทำงานตั้งแต่เป็นข้าราชการผู้น้อย ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้พูดชัดเจนว่าผมไม่มีความผิดหรือบกพร่องอะไร”

ประการที่ 3 ผมเสียใจกับความพยายามให้ผมพ้นตำแหน่งนี้ไป จนกระทั่งมีมติ ครม. ที่ออกมาในทำนองว่า ฝ่ายการเมืองบางท่านบางส่วนมีอคติลุแก่อำนาจ มีท่วงทำนองที่เยาะเย้ยถากถาง ซึ่งนายกรัฐมนตรีไม่เคยออกมาปกป้องดูแล ทั้งที่ผมเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาท่าน

นายถวิล กล่าวว่า สิ่งที่สงสัยมี 3 เรื่อง คือ 1.ถ้อยแถลงของฝ่ายการเมืองบางท่านที่บอกว่า ผมทำงานกับรัฐบาลที่แล้วในศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) เมื่อเปลี่ยนรัฐบาลใหม่ก็ไว้ใจไม่ได้ เอาไว้ไม่ได้ ความจริงผมควรจะทำหนังสือย้ายตัวเองตั้งแต่แรกด้วย ข้อความเหล่านี้ทำให้สงสัยว่า ผมไม่เคยทำงานให้พรรคการเมืองพรรคใด ผมย้ำเสมอว่าทำงานให้กับรัฐบาลไม่เคยทำงานให้ใคร หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์หรือหัวหน้าพรรคเพื่อไทย แต่ทำงานให้กับนายกฯ และชาติบ้านเมือง เหมือนกับที่ฝ่ายการเมืองมีปณิธานเช่นเดียวกัน

2.ที่ผมไม่เข้าใจ คือ ท่านบอกให้ผมทำหนังสือย้ายออกไป แต่ผมเป็นข้าราชการประจำ มีระเบียบ มีกฎหมายกำหนด จะพ้นตำแหน่งก็ต่อเมื่อเกษียณอายุราชการ 60 ปี ถ้าไม่มีความผิดถูกไล่ออก ผมมีที่มาที่ไปตามระบบคุณธรรม และต้องพ้นตำแหน่งตามที่ระบบราชการกำหนดไว้ ผมไม่มีหน้าที่จะต้องขอย้ายตัวเองตามการเมือง เหมือนฝ่ายการเมืองที่อาจเข้ามาทุก 4 ปี บางทีก็อยู่ 3 เดือน 6 เดือน 1 ปี หรือ 2 ปี ถ้ายึดหลักอย่างนั้น ผมก็ต้องย้ายตาม คงเวียนหัวแย่

3.ผมสงสัยเรื่องการที่ต้องทำงานกับ ศอฉ. ซึ่งเป็นไปตามกฎหมายกำหนด ไม่ได้ขอร้องไปทำ จากการที่คณะรัฐมนตรีเห็นชอบย้ายไปดำรงตำแหน่งที่ปรึกษานายกฯ ฝ่ายประจำ นักบริหารระดับสูง ผมเข้าใจดีว่าเท่ากับระดับ 11 ได้รับเงินเดือนและสิทธิประโยชน์เท่ากัน และนายกฯ ได้แถลงว่าจะมอบหมายงานให้ทำตามความเหมาะสม ดูเผินๆ ไม่เสียหายอะไร แต่อยากจะบอกว่า ต้องดูที่มาของการย้ายด้วยว่าการย้ายเป็นไปด้วยระบบคุณธรรมถูกต้องหรือไม่ ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องที่คณะกรรมการระบบพิทักษ์ระบบคุณธรรม (ก.พ.ค.) จะเป็นผู้พิจารณาต่อไปว่าจะดำเนินการอย่างไร

อีกประเด็นหนึ่งขอกล่าวถึง พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) การที่ท่านระบุว่าจะย้ายออกจากตำแหน่ง ผบ.ตร. ได้ก็ต่อเมื่อได้รับตำแหน่งที่สมศักดิ์ศรี จนท่านมารับตำแหน่งเลขาฯ สมช. เมื่อท่านคิดอย่างนั้นแล้ว แสดงว่าตำแหน่งที่ปรึกษานายกฯมันสมกับผมหรือ ซึ่งผมมีความเป็นสุภาพบุรุษพอว่าถ้าเรื่องจะจบก็ให้จบที่ผมจะไม่ไปแย่งหรือเบียดตำแหน่งต่างๆ ที่อื่นเป็นอันขาด

ประการที่ 4 ผมทราบดีว่า ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 ได้กำหนดให้มีคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรม เปิดโอกาสให้ข้าราชการที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมในการแต่งตั้งโยกย้าย ไปร้องขอความเป็นธรรม แต่ไม่เคยคิดว่าวันหนึ่งจะได้ใช้ เพราะคิดว่ากฎหมายที่เขียนขึ้นมาเพื่อป้องปรามให้สติกับผู้บังคับบัญชาในระดับสูงขึ้นไป ไม่ว่าข้าราชการประจำหรือฝ่ายการเมือง ให้มีการยับยั้งชั่งใจใคร่ครวญในการใช้ระบบคุณธรรมในการพิจารณา แต่มาถึงวันนี้ ต้องขอความคุ้มครองตามกฎหมาย ต้องไปขอร้องที่ ก.พ.ค. แต่กฎหมายก็เป็นเพียงระเบียบสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้น แต่สิ่งสำคัญคือกฎแห่งกรรม กฎธรรมชาติที่ต้องรับตรงนั้น ท่านเองต้องต่อสู้ ผมเองก็ต้องต่อสู้ ถ้าท่านรังแกผมก็ต้องต่อสู้กับความเที่ยงแท้ของกฎแห่งกรรมและกฎธรรมชาติ  

 

ข่าวล่าสุด

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน