
ได้ฤกษ์จัดวางขุมกำลังสร้างแขนขาเพื่อการเมือง
การโยกย้ายข้าราชการกระทรวงการคลังระดับสูง 6 คน 6 ตำแหน่ง ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.)
การโยกย้ายข้าราชการกระทรวงการคลังระดับสูง 6 คน 6 ตำแหน่ง ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.)
โดย...ทีมข่าวการเงิน
การโยกย้ายข้าราชการกระทรวงการคลังระดับสูง 6 คน 6 ตำแหน่ง ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่ออังคารที่ 6 ก.ย.ที่ผ่านมา ถือว่าเป็นไปตามที่ทุกคนต่างคาดการณ์กันว่า จะมีการผลัดย้ายคนของขั้วอำนาจเก่า มาเป็นคนของกลุ่มอำนาจใหม่ที่ก้าวขึ้นมากุมอำนาจเป็นรัฐบาล
นอกจากนี้ ยังถือเป็นการอุ่นเครื่องเผาหัว ก่อนที่จะมีการโยกย้ายปรับเปลี่ยนชุดใหญ่ทั้งในส่วนของดาวรุ่งของกระทรวงการคลังและกรรมการในรัฐวิสาหกิจ ตามมาให้เห็นอีกเป็นระลอกๆ
ถ้าพิจารณาจากการโยกย้ายผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงการคลังรอบนี้ ในมิติของมีการจัดวางกำลังนั้น การแต่งตั้งให้ เบญจา หลุยเจริญ รองปลัดกระทรวงการคลัง คนสายบ้านจันทร์ส่องหล้า ก้าวขึ้นมาเป็นอธิบดีกรมสรรพสามิต แทน พงษ์ภาณุ เศวตรุนทร์ ที่ถูกโยกมาเป็นรองปลัด เพราะถูกมองว่ามาจากสายรัฐบาลเก่า และมีข้อหาติดตาในสมัยเป็นอธิบดีกรมบัญชีกลางและดำเนินการยึดทรัพย์สินของอดีตนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร 4.6 หมื่นล้านบาท อย่างเต็มมือ
การโยก สมชาย พูลสวัสดิ์ รองปลัดกระทรวงการคลัง คนสนิท บรรณพจน์ ดามาพงศ์ ขึ้นมาเป็นอธิบดีกรมศุลกากร แทนที่ ประสงค์ พูนธเนศ มือดีทางด้านการจัดเก็บภาษีที่ขึ้นมาจากสายประชาธิปัตย์และภูมิใจไทย ถูกโยกไปเป็นผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) แทน สมชัย สัจจพงษ์ ที่ถูกย้ายมาเป็นผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เป็นสมัยที่ 2 ทุกอย่างถือว่าอยู่ในโผของความคาดหมาย
เพราะชื่อของเบญจานั้นถูกสั่งตรงมาตั้งแต่รู้ผลของการชนะการเลือกตั้ง และยังไม่รู้ว่าใครจะมานั่งเก้าอี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเสียด้วยซ้ำไป
แม้ว่าโผดั้งเดิมนั้นพุ่งเป้าไปที่ให้เบญจาจะมานั่งเป็นอธิบดีกรมสรรพากรที่คุ้นเคย และเด้ง สาธิต รังคสิริ อธิบดีคนปัจจุบันไปนั่งอธิบดีสรรพสามิตแทน
แต่สาธิตนั้นเหนียวแน่น แกะ โค่นอย่างไรก็ไม่หัก จึงเบนเข็มกลับไปที่สรรพสามิตอย่างที่เห็น
ด้านรัฐวิสาหกิจ ก็เริ่มมีการขยับจัดทัพเช่นกัน โดย ครม.ได้เห็นชอบ พล.ต.ต.สุรสิทธิ์ สังขพงศ์ วีรภัทร ศรีไชยา เป็นกรรมการสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล
จะเห็นว่าการโยกย้ายเล็กๆ เพื่อเรียกน้ำย่อยในรอบนี้ ส่อให้เห็นภาพชัดเจนว่า ฝ่ายการเมืองและคนในบ้านจันทร์ส่องหล้าได้วางตัวคน มือไม้ของตัวเองในอดีต ขึ้นมากุมอำนาจในกรมกองของกระทรวงการคลังอีกครั้งหนึ่ง
รอบต่อไปโปรดอย่ากะพริบ เพราะในสิ้นเดือน ก.ย.นี้ มีตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวงคลังว่างลงอีกจากการเกษียณอายุ 2 ตำแหน่ง และตำแหน่งรองปลัดอีก 1 ตำแหน่ง ที่ว่างอยู่ ทำให้ต้องมีการขยับใหญ่ระนาบผู้ตรวจราชการ รองปลัด และรองอธิบดีกรมต่างๆ จะได้มีโอกาสขยับขึ้นทั้งนั้น
อย่าดูเบาไปกับตำแหน่ง “ผู้ตรวจฯรองปลัด” ของกระทรวงการคลัง เพราะที่แห่งนี้มีประเพณีปฏิบัติจนเป็นจารีตว่าผู้ที่จะก้าวขึ้นเป็นอธิบดีนั้นจะต้องมาจากตำแหน่งผู้ตรวจฯ และรองปลัดเท่านั้น จะโผล่พรวดมาจากรองอธิบดีไม่ได้
เช่นเดียวกับผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวง ก็ต้องผ่านการบริหารงานในระดับเจ้ากรมมาก่อน จะก้าวพรวดพราดจากรองอธิบดี ผู้ตรวจฯ รองปลัด แล้วเป็นปลัดกระทรวงไม่ได้ ไม่เช่นนั้นเสร็จเบญจาไปแล้ว
ระนาบผู้ตรวจฯ คนที่ฉายแสงได้ขึ้นเป็นรองปลัด น่าจะเป็น อำนวย ปรีมนวงศ์ กับ ประสิทธิ์ สืบชนะ น่าจะชิงชัยกัน ทั้งคู่เป็นลูกหม้อกรมธนารักษ์ และแอบหวังว่าเวลาในไม่ช้าจะได้ขยับไปเป็นอธิบดีกรมธนารักษ์บ้านเดิม
แต่ทั้งคู่ก็ประมาทคู่แข่งจากกรมสรรพากร ที่บอกได้ว่า เวลานี้ทุกคนเป็นเส้นแข็งแนบแน่นสายชินวัตรทุกคน อยู่ที่ว่าสนิทน้องเล็กหรือนายใหญ่
ชื่อ ช.นันท์ เพ็ชญไพศิษฏ์ ที่ปรึกษาด้านประสิทธิภาพ อัษฎางค์ ศรีศุภรพันธ์ ที่ปรึกษาด้านยุทธศาสตร์การจัดเก็บภาษี ของกรมสรรพากร ถือว่าพร้อมเสียบแซงขึ้นเป็นรองปลัดได้ไม่ยากเย็น
ขณะที่ระนาบรองอธิบดีกรม ที่จะได้ขยับมาเป็นผู้ตรวจฯ ก็ยังน่าจะมาจากสายกรมสรรพากรเป็นหลักเช่นกัน ที่ได้ลุ้นมากกว่าใครเห็นจะเป็น จิตรมณี สุวรรณพูล รองอธิบดีกรมสรรพากร ที่รับหน้าที่เป็นโฆษก และออกบอกว่ากรมสรรพากรไม่ยื่นอุทธรณ์เก็บภาษี 1.2 หมื่นล้านบาท จากลูกอดีตนายกฯ ทักษิณ นั่นก็ไม่เบา กุลิศ สมบัติศิริ ที่ปรึกษา สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กับ กฤษฎา จีนะวิจารณะ รองผู้อำนวยการ สศค. ก็แรง
ผละจากการจัดวางขุมกำลังในส่วนข้าราชการเป็นที่เรียบร้อยแล้ว คิวต่อไปก็คือ องค์กร รัฐวิสาหกิจในส่วนของกระทรวงการคลัง ก็จะมีคนส่งคนใกล้ชิดสั่งได้เข้าไปนั่งคุม
จ่อคิวกันเห็นๆ ก็เป็นตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ที่คณะกรรมการสรรหาได้แล้ว 2 คน ได้แก่ ชาลี จันทนยิ่งยง รองเลขาธิการ ก.ล.ต. ที่ได้คะแนนจากกรรมการเต็มร้อย แข่งกับ วรพล โสคติยานุรักษ์ อาจารย์สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ผู้ที่เพื่อไทยและธีระชัยทาบทามมา และชนะ รพี สุจริตกุล ฉิวเฉียด 5 ต่อ 4
งานนี้ ถ้าวรพลคว้าชัยไปก็บอกได้เลยว่า เป็นขุมกำลังคนสำคัญของรัฐบาล
ตอนนี้ก็ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของธีระชัย จะใช้อำนาจเลือกใครระหว่างชาลี ที่สายตลาดทุนยอมรับกันทั้งวงการ หรือว่าจะเลือกวรพล ที่การเมืองส่งเข้าชิงประกวด ทั้งๆ ที่ไม่มีความเชี่ยวชาญด้านนี้ แต่พร้อมจะสนองการเมือง
พ้นจาก ก.ล.ต.ก็น่าจะเป็นการจัดทัพส่งคนเข้าไปกุมอำนาจบริหารเชิงนโยบายธนาคารรัฐ ที่เป็นมือเป็นแขนเป็นขาที่สำคัญของรัฐบาลต่างๆ นานา ปีละหลายแสนล้านบาท และตลอดอายุรัฐบาลน่าจะถึงล้านล้านบาท
ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ไม่น่ามีปัญหา ธีระชัยนั่งกำกับด้วยตัวเองอยู่แล้ว การขับเคลื่อนนโยบายรับจำนำข้าวปีละ 34 แสนล้านบาท ไม่น่าจะมีปัญหา ส่วนปัญหาหนีเสียตามมาเป็นเรื่องที่ต้องจับตาดูกันใกล้ชิดว่า จะทะลุขึ้นมากขนาดไหน
ด้านธนาคารกรุงไทย การเสียชีวิตของ ดุสิต นนทะนาคร ที่เป็นประธานกรรมการบริหาร ส่งผลให้ตำแหน่งว่าง เท่ากับเปิดกว้างให้ธีระชัยขยับเปลี่ยนกรรมการบางส่วน หรือจะยกเครื่องเปลี่ยนใหม่ เพื่อกัน สถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ ประธานกรรมการ ที่ได้รับการแต่งตั้งจากรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ให้พ้นจากตำแหน่ง เปิดทางส่งคนของเพื่อไทยเข้ามาคุมเบ็ดเสร็จครั้งเดียว
ต้องไม่ลืมว่า ธนาคารกรุงไทยถือเป็นเส้นเลือดใหญ่ของนักธุรกิจที่สนับสนุนการเมืองพรรคเพื่อไทยหมายตา ว่าจะได้รับสินเชื่อไปหมุนไปใช้ในธุรกิจได้กันอย่างมือเติบเหมือนในอดีต
ขณะที่ธนาคารออมสิน ซึ่งถือเป็นกำลังสำคัญในการปล่อยสินเชื่อประชานิยมรากหญ้า รักษาฐานเสียงให้แรงไม่มีตก ก็มีช่องพอดี เมื่อ วินัย วิทวัสการเวช อธิบดีกรมธนารักษ์ ที่นั่งเป็นประธานธนาคารอยู่เกษียณจากตำแหน่ง ก็ทำให้โอกาสเปิดกว้างให้ผู้บริหารระดับสูงที่ใกล้ชิดรัฐบาลได้ขึ้นมานั่งเป็นประธานคนใหม่
แม้แต่ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย หรือเอสเอ็มอีแบงก์ เมื่อพงษ์ภาณุถูกย้ายมาเป็นรองปลัด และกรรมการยกชุดจะหมดวาระลงในเดือน ก.ย.นี้ ก็ต้องมีการปรับครั้งใหญ่เช่นกัน
ต้องไม่ลืมว่า เอสเอ็มอีแบงก์ถือเป็นแขนขาที่สำคัญของรัฐบาลมาต่อเนื่อง ที่มีการปล่อยหาเสียงกับบรรดาเอสเอ็มอีในต่างจังหวัดและ กทม.จำนวนมาก
ดังนั้น การที่รัฐบาลมีนโยบายช่วยเอสเอ็มอีจำนวนมาก จากผลกระทบขึ้นค่าจ้าง 300 บาท ทำให้เชื่อว่ารัฐบาลต้องการใช้เอสเอ็มอีแบงก์ปล่อยสินเชื่อถูก เร็ว มากๆ ให้ผู้ประกอบการ เพื่อเรียกคะแนนเสียงทางการเมืองในตรงนี้อีกครั้ง
เช่นเดียวกับธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (เอ็กซิมแบงก์) ที่ต้องเปลี่ยนตัวประธานกรรมการ หลังนริศถูกย้ายออกมาจาก สศค. เพราะมาตามตำแหน่งก็จะเป็นช่องในการจัดคนของฝ่ายการเมืองลงไปขับเคลื่อนได้ไม่ยาก
จะเห็นว่า การจัดขบวนทัพใหญ่ของกระทรวงการคลังยังมาไม่ถึง แต่การเตรียมการได้มีการดำเนินการล่วงหน้าไว้หมดแล้ว อยู่ที่จังหวะเวลาให้พอดีพอเจาะเท่านั้น เพื่อให้การส่งคนเข้าไปกุมบังเหียนขับเคลื่อนนโยบายตามที่หาเสียง และสนองกลุ่มทุนทางการเมืองได้อย่างลงตัว
เชื่อมือได้เลยว่า แต่งตั้งกันสนั่นทุ่งใน 1-2 เดือนนี้







