
ความสามารถในการแข่งขัน
ได้เกริ่นกันไปในฉบับที่แล้ว เรื่องความสามารถในการแข่งขันของไทยในตลาดโลกที่วัด
ได้เกริ่นกันไปในฉบับที่แล้ว เรื่องความสามารถในการแข่งขันของไทยในตลาดโลกที่วัด
โดย..พวงรัตน์ อัศวพิศิษฐ์
โดย IMD (International Institute for Management and Development) และก็เห็นได้ว่าไทยเราจะตกลงด้วยในแทบทุกเรื่อง ในปีค.ศ. 2011 นี้ ก็พอดีกับที่สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สมาคมการจัดการธุรกิจแห่งประเทศไทย และสมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย ได้จัดประชุม Thailand Competitiveness Conference 2011 ขึ้นพอดี เมื่อวันที่ 29–30 ส.ค.นี้เอง และเชิญ Stephane Garelli ผู้อำนวยการ IMD World Competitiveness Center มาเสนอบทความเกี่ยวกับการสร้างความสามารถในการแข่งขัน รวมทั้งเชิญท่านที่มีความรู้อีกหลายท่าน มาให้ความเห็นทั้งจากต่างประเทศและจากภาคเอกชนของไทย
ที่จริงหน่วยงานที่จัดลำดับความสามารถในการแข่งขัน ที่เป็นที่รู้จักกันดีในโลกยังมีอีกแห่งก็คือ World Economic Forum ที่จัดประชุมเกี่ยวกับเศรษฐกิจโลกทุกปีที่ดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ และเขาก็เชิญระดับผู้นำประเทศไปเข้าร่วมประชุมถกเถียงปัญหาโลกและให้ความเห็นกัน ไม่ใช่เชิญไปกล่าวสุนทรพจน์ตีหัวเข้ามุ้งแล้วก็กลับ ไม่ต้องตอบคำถาม ที่ผ่านมาประมาณ 10 ปีนี้ ก็เลยไม่มีผู้นำไทยคนไหนยอมไปแม้จะได้รับเชิญ เพราะถ้าไปก็จะแค่อ่านสุนทรพจน์ที่มีคนเขียนไปให้แล้วกลับ ซึ่งไม่ใช่ธรรมเนียมที่นั่น อ้อ! ถ้าจำไม่ผิดมีท่านอดีตนายกฯอภิสิทธิ์ ที่ไปเข้าร่วมประชุมและไทยก็รับเป็นเจ้าภาพ WEF (World Economic Forum) ในระดับภูมิภาคในปีหน้ากะเขาเสียที น่าเสียดายที่ปีนี้ก็จะไม่มีผู้นำไทยไปเข้าร่วมประชุมกับ WEF อีกแล้ว
พูดไปเสียยืดยาวถึง WEF เพราะความเสียดายว่าเป็นเวทีระดับโลกเวทีหนึ่งที่ไทยควรไปแสดงฝีมือ แต่คงไม่เกี่ยวกับการจัดอันดับความสามารถในการแข่งขันของไทย เพราะถ้าดูที่ WEF จัดลำดับความสามารถในการแข่งขันของไทย เราก็จะอยู่ในอันดับที่ 30 ในภาพรวม แต่จาก 100 ประเทศ ส่วนใน IMD นั้น จาก 58–60 ประเทศ ไทยก็อยู่อันดับที่ 27 ไม่ทราบว่าอันไหนจะดีกว่ากันท่าจะแย่ทั้งคู่ แล้วก็ไม่ทราบว่าจะเกิดความหวังได้ขนาดไหน เพราะไทยก็ถูกจัดให้ขึ้นๆ ลงๆ มาอยู่ในระดับนี้เป็น 10 ปีแล้ว
ถ้ามองจาก 4 ด้าน ซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่ IMD นำมาวัดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ คือ เศรษฐกิจ ประสิทธิภาพของรัฐบาล ประสิทธิภาพของภาคธุรกิจ และโครงสร้างพื้นฐาน จะเห็นว่าปี ค.ศ. 2011 นั้น ไทยตกลงมาจากปี ค.ศ. 2010 เกือบทั้งหมด ยกเว้นประสิทธิภาพของธุรกิจที่ไทยขยับขึ้นไป จากอันดับที่ 20 ในปี ค.ศ. 2010 เป็นอันดับที่ 19 ในปี ค.ศ. 2011 แต่จะขึ้นลงอย่างไรก็ตาม ที่น่าเป็นห่วงมากก็คือเรื่องของโครงสร้างพื้นฐาน เพราะไทยถูกจัดไว้ในอันดับที่ต่ำมาก แม้จะไม่ใช่รั้งท้ายก็ตาม คือไทยถูกจัดไว้ในอันดับที่ 47 ในปี ค.ศ. 2011 มี อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ที่รั้งท้ายมาในอันดับที่ 55 และ 57 ตามลำดับ ก็ค่อยยังชั่วหน่อย แต่ก็ไว้ใจไม่ได้เพราะไทยเราก็เป็นของเราอย่างนี้มาเป็น 10 ปีแล้ว เรียกว่าคงเส้นคงวา จนมาเลเซียเขาแซงไปแล้ว ถ้ายังขืนไม่ห่วงมัวแต่สบายๆ อยู่ ก็อาจจะโดนแซงไปอีก ดีนะที่ไม่มีประเทศเวียดนามอยู่ในกลุ่ม 60 ประเทศที่ IMD จัดอันดับ ไม่งั้นไทยคงต้องนั่งตาปริบๆ มองเขาแซงไปหน้าตาเฉยอีก
กลับมาดูโครงสร้างพื้นฐานกันดีกว่า ที่น่าเป็นห่วงเพราะต้องใช้เวลาในการสร้าง ต้องลงทุน ลงแรง และร่วมมือกันหลายฝ่ายหลายภาคส่วน ซึ่งไม่ใช่วิสัยของคนไทยที่ชอบตัวใครตัวมัน ถ้าจะเก่งก็เก่งคนเดียวและอย่างที่ผู้เขียนเคน กล่าวไว้แล้วว่า โครงสร้างพื้นฐานที่เป็น Basic Infrastructure นั้นน่าจะดำเนินไปได้ ถึงแม้จะแบบถูลู่ถูกังหน่อย เพราะรัฐบาลสมัยไหนๆ ก็อยากจะเข้ามาสร้างถนน รางรถไฟ ท่าเรือ ฯลฯ กันทั้งนั้น และเราก็ถูกจัดไว้ในอันดับที่ไม่ต่ำนัก คืออันดับที่ 24 จาก 60 ประเทศ แต่โครงสร้างพื้นฐานอีก 3 เรื่องที่ไม่ใช่ Basic Infrastructure คือ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สุขภาพและสิ่งแวดล้อม และการศึกษา ปัจจัยทั้ง 3 ตัวนี้ นับว่าเป็นปัญหาที่สำคัญมาก ดูการจัดอันดับก็เห็นว่าปี ค.ศ. 2011 นี้ ไทยอยู่ลำดับที่ 52 สำหรับเทคโนโลยี อันดับที่ 40 สำหรับวิทยาศาสตร์ อันดับที่ 54 สำหรับสุขภาพและสิ่งแวดล้อม และอันดับที่ 51 สำหรับการศึกษา เรียกว่าถ้าเป็นบัว 4 ชนิดที่พระพุทธเจ้าทรงเปรียบเทียบไว้ว่า
บัวโผล่พ้นน้ำและบานแล้ว
บัวที่โผล่พ้นน้ำแล้ว พร้อมที่จะเบ่งบานเมื่อรับแสงอรุณในวันรุ่งขึ้น
บัวปริ่มน้ำ
และบัวที่อยู่ใต้น้ำ รังแต่จะเป็นอาหารของเต่าปูปลา
ในกรณีนี้ก็อาจจะเป็นบัวชนิดที่ 3 หรือ 4 ขึ้นอยู่กับว่าจะร่วมแรงร่วมใจกันผลักดันไปได้แค่ไหน หรือจะมีใครโผล่มาขัดขาเพราะเห็นแก่ประโยชน์ของคนบางกลุ่มหรือไม่ แต่ถ้าจะมองในแง่บวกก็คิดเสียว่ายังดีกว่า “บัวใต้น้ำติดตมแล้วยังถูกหินทับ”
ผู้เขียนเน้นในเรื่องของความร่วมแรงร่วมใจกัน เพราะมองว่าการดำเนินงานในทั้ง 3 ปัจจัยต้องเป็นลักษณะบูรณาการ เราเห็นได้ว่าโครงสร้างพื้นฐานทางด้านวิทยาศาสตร์นั้น ไทยอยู่ในอันดับที่ไม่ต่ำนัก คืออันดับที่ 40 ยิ่งกว่านั้น เด็กของเราที่จบวิทยาศาสตร์ก็กลับอยู่ในระดับต้นๆ แต่เด็กเหล่านี้หายไปไหนหมดเมื่อจบออกไป ไปอยู่ในวงการเศรษฐกิจ การเงิน การตลาด หรือทำไม? จึงเป็นเช่นนั้น ค่าแรงไม่จูงใจ โครงสร้างพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีไม่ดีพอที่จะรองรับ หรือไม่มี Career Path ใช่หรือไม่?
ลองมาดูข้อมูลจาก เลขาธิการสำนักงานนโยบายวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี จะเห็นว่ารัฐบาลมีการลงทุนในวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีประมาณ 0.2 เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี (GDP–Gross Domestic Production) มาตั้งแต่ปี ค.ศ. 2001 จนถึงปี ค.ศ. 2010 คือผ่านไป 10 ปี รัฐบาลไทยก็ยังลงทุนเท่าเดิมคือประมาณ 0.2 เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี ถ้าดูสาธารณรัฐเกาหลี ก่อนปี ค.ศ. 1960 รัฐบาลก็จัดงบประมาณให้กับทางการวิจัยและพัฒนาทางด้านวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีค่อนข้างต่ำเช่นกัน แต่พอมาปี ค.ศ. 1960 รัฐบาลได้เพิ่มงบประมาณที่ใช้ในการนี้เป็น 1 เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี ทำให้การวิจัยพัฒนาและการสร้างสรรค์ทางวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีเติบโตขึ้นมาก จนถึงวันนี้ รัฐบาลสาธารณรัฐเกาหลีจัดงบประมาณให้กับการวิจัยและพัฒนาทางด้านวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีถึง 3 เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี ซึ่งสะท้อนให้เห็นอันดับของสาธารณรัฐเกาหลีที่ IMD จัดว่าอยู่ที่อันดับ 14 ทางด้านเทคโนโลยี และอันดับ 5 ทางด้านวิทยาศาสตร์







