posttoday
ดีแต่โม้นโยบายกลับไม่ได้ไปไม่ถึงของรัฐบาล

ดีแต่โม้นโยบายกลับไม่ได้ไปไม่ถึงของรัฐบาล

07 กันยายน 2554

เพียงแค่ 2 สัปดาห์ที่ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และคณะเข้าบริหารประเทศ

เพียงแค่ 2 สัปดาห์ที่ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และคณะเข้าบริหารประเทศ

โดย...ทีมข่าวการเงิน

เพียงแค่ 2 สัปดาห์ที่ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และคณะเข้าบริหารประเทศ ก็ดูเหมือนเข้ามาทำงานยาวนาน มีแต่เรื่องเด็ดประเด็นร้อนเต็มไปหมด เพราะต้องทำงานให้รวดเร็วทันใจประชาชน ตามที่ได้หาเสียงไว้ และประชาชนก็ตามทวงทุกวันว่าจะทำตามสัญญาเมื่อไหร่

แต่แค่ช่วงเวลาสั้นๆ รัฐบาลยิ่งลักษณ์ก็ได้รับฉายาจาก อัมมาร สยามวาลา นักวิชาการเกียรติคุณ มูลนิธิสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ว่า “รัฐบาลดีแต่โม้” เพราะนโยบายที่ออกมาหลายเรื่องทำท่าว่าจะกลับไม่ได้และไปไม่ถึง

ก่อนที่รัฐบาลจะโกรธเคืองขาประจำของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ก็ควรจะหันมาดูว่า สิ่งที่ทีดีอาร์ไอกล่าวนั้น เกินความจริงไปหรือไม่

หลายนโยบายนั้น ทั้งฝ่ายค้าน นักธุรกิจ และนักวิชาการ ได้วิจารณ์ตั้งแต่เมื่อครั้งหาเสียงว่า พรรคเพื่อไทยไม่สามารถทำได้ตามที่หาเสียงแน่นอน เช่น การกระชากค่าครองชีพของประชาชนลงมา เรื่องการเพิ่มรายได้ด้วยการขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำเป็นวันละ 300 บาท ทั่วประเทศ การให้เงินเดือนแรกเข้ากับผู้ที่เรียนจบปริญญาตรีเดือนละ 1.5 หมื่นบาท

ดีแต่โม้นโยบายกลับไม่ได้ไปไม่ถึงของรัฐบาล

นอกจากนี้ ยังมีการยกเลิกเงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เพื่อให้ราคาน้ำมันลดลง ราคาสินค้าและค่าขนส่งจะได้ลดลงตามไปด้วย การจะคืนภาษีให้กับผู้ที่ซื้อรถยนต์คันแรก และผู้ที่ซื้อบ้านหลังแรก จะได้สิทธิพิเศษจ่ายดอกเบี้ย 0% เป็นเวลา 5 ปี การลดภาษีเงินได้นิติบุคคลฯ นโยบายรับจำนำข้าว

นี่คัดเฉพาะเรื่องเด่นๆ ออกมา ก็ดูเยอะ จนทำกันไม่หวาดไหว และพอเข้าทำงานปุ๊บ สิ่งแรกที่รัฐบาลทำก็คือ การบอกประชาชนว่า สิ่งที่ได้กล่าวไว้เมื่อครั้งที่หาเสียงนั้น เป็นเทคนิคทางการเมือง ไม่จำเป็นต้องทำตามนั้น สามารถปรับเปลี่ยนได้ตามความเหมาะสม

ดังนั้น นโยบายแรกที่รัฐบาลทำก็คือ ไม่ยกเลิกเงินกองทุนน้ำมันฯ แต่เปลี่ยนไปลดการจัดเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันฯ แทน โดยยกเว้นการเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันฯ เบนซิน 95 ลิตรละ 7.50 บาท เบนซิน 91 ลิตรละ 6.70 บาท และดีเซล ลิตรละ 2.80 บาท

การยกเว้นเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันฯ ของ 3 ชนิดน้ำมันดังกล่าว ส่งผลให้ราคาขายปลีกหน้าปั๊ม เมื่อรวมภาษีมูลค่าเพิ่มของน้ำมันเบนซิน 95 ปรับลงมา 8.02 บาทต่อลิตร มาอยู่ที่ 39.32 บาทต่อลิตร เบนซิน 91 ลงมา 7.17 บาทต่อลิตร มาอยู่ที่ 34.77 บาทต่อลิตร และดีเซลลงมา 3 บาทต่อลิตร มาอยู่ที่ 26.99 บาทต่อลิตร มีผลตั้งแต่วันที่ 27 ส.ค.นี้

เพียงไม่กี่วัน กระทรวงพลังงานต้องรีบปรับกลยุทธ์ใหม่ เพราะราคาน้ำมันเบนซิน 91 ได้ปรับลดลงมาต่ำกว่าราคาน้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 ทำให้คนแห่ไปเติมน้ำมันเบนซิน 91 สุดท้ายรัฐบาลต้องลดการเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันฯ แก๊สโซฮอล์ ทั้งชนิดออกเทน 95 และ 91 ลิตรละ 3 บาท เพื่อถ่างราคาให้ห่างกัน หวังว่าประชาชนจะกลับมาเติมน้ำมันแก๊สโซฮอล์ตามเดิม

หลังจากลดราคาน้ำมันไปแล้ว รัฐบาลก็เริ่มขย่มราคาสินค้าให้ลดลง รวมทั้งค่าโดยสารรถ บ.ข.ส. แต่ก็ไม่ค่อยได้รับการตอบสนองเท่าไหร่ มีเพียงราคาสินค้า 5 รายการ คือ ปูนซีเมนต์ ลดราคาถุงละ 510 บาท กระเบื้องมุงหลังคา ลดลงแผ่นละ 5 บาท ปุ๋ยเคมี ลดลงถุงละ 58 บาท เครื่องปั๊มน้ำ ลดลงเครื่องละ 100-200 บาท แป้งสาลี ลดลงถุงละ 10 บาท

จึงดูเหมือนว่าวิธีการนี้จะไม่ช่วยลดค่าครองชีพ แถมทำให้เงินกองทุนน้ำมันฯ ลดลงอย่างรวดเร็ว และหากในอนาคตราคาน้ำมันปรับตัวเป็นขาขึ้น รัฐบาลจะต้องตรึงราคาน้ำมันอีก รัฐบาลจะหาเงินจากไหนมาใช้

ถัดมาเป็นนโยบายที่จี๊ดใจชาวรากหญ้าที่สุดก็คือ การขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำวันละ 300 บาท และการให้เงินเดือนแรกเข้าแก่ผู้เรียนจบปริญญาตรีเดือนละ 1.5 หมื่นบาท ก็ได้แปลงร่างเป็นรายได้ขั้นต่ำวันละ 300 บาท และเงินเดือนขั้นต่ำก็ได้กลายเป็นเงินเดือนบวกค่าครองชีพ

ที่ต้องปรับเปลี่ยนนิยามของค่าจ้างขั้นต่ำและเงินเดือนแรกเข้าก็เพราะรัฐบาลไม่สามารถบีบเอกชนให้ขึ้นค่าจ้างได้ เพราะการพิจารณาขึ้นค่าจ้างมีคณะกรรมการไตรภาคีดูแลอยู่ และเอกชนยืนยันว่า หากให้ขึ้นค่าจ้างสูงขนาดนี้อาจจะต้องลดการจ้างแรงงานและหันมาใช้เครื่องจักรในการผลิตแทน ส่วนเงินเดือนแรกเข้าผู้เรียนจบชั้นปริญญาตรี ก็จะทำให้คนเลิกเรียนอาชีวะไปเรียนอุดมศึกษาแทน ทำให้โครงสร้างแรงงานของไทยเพี้ยนไปจากความเป็นจริง

เรื่องนี้ยังหาข้อสรุปไม่ได้ กระทรวงแรงงานก็หาทางออกว่าจะใช้ค่าจ้างขั้นต่ำใน 7 จังหวัดนำร่องก่อน แต่ทางฝ่ายแรงงานก็ยังไม่พอใจ และยืนยันว่าต้องได้วันละ 300 บาท ตามสัญญาในวันที่ 1 ม.ค. 2555 ทั่วประเทศ ถ้าไม่ได้คณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย (คสรท.) จะยื่นฟ้องต่อศาลปกครองว่า รัฐบาลทำผิดมาตรา 53 พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. และการได้มาซึ่ง สว. พ.ศ. 2550 ในเรื่องทำผิดสัญญาหาเสียง โดยสัญญาว่าจะให้แล้วไม่ทำตามที่หาเสียงไว้ โดยจะมีการรวบรวมรายชื่อแรงงานที่ไม่ได้รับค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาท ให้ได้ 5 ล้านคน ประกอบคำฟ้อง

สำหรับนโยบายซื้อรถคันแรกจะให้ชดเชยภาษีสรรพสามิต 1 แสนบาทนั้น ขณะนี้เงื่อนไขก็ยังไม่นิ่ง เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาเพื่อหาวิธีการคืนภาษีให้ และกำหนดชนิดรถยนต์ว่าทำอย่างไรให้ประชาชนได้รับประโยชน์ทั่วถึงและเงินไม่รั่วไหล ไม่มีการมาสวมสิทธิซื้อรถไป

เรื่องนี้มีการคิดเงื่อนไขขึ้นมาหลายข้อ แต่สุดท้ายก็ยังหาทางออกไม่ได้ เพราะทำตรงนี้ก็ไปติดตรงโน้น แถมขณะนี้ก็เริ่มมีเสียงครหาว่ามีบริษัทรถยนต์วิ่งเข้ามาที่กระทรวงการคลัง ขอให้รถในค่ายได้อยู่ในสเปกที่กระทรวงการคลังจะให้หักลดหย่อนภาษีด้วย

ส่วนนโยบายบ้านหลังแรก น่าจะง่ายกว่ารถคันแรก เพราะสามารถที่จะตรวจสอบได้ง่ายกว่า และกำหนดในวงเงินผ่อนได้เลย แต่เรื่องนี้กระทรวงการคลังจะให้ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เป็นเจ้าภาพ ในการจัดโครงการนี้ขึ้นมา ซึ่งจะกลายเป็นต้นทุนของ ธอส. ที่จะรับภาระดอกเบี้ย 3 ปีแรกแทนประชาชนที่เข้าร่วมโครงการนี้ แต่เงื่อนไขทั้งหมดก็ยังไม่ชัดเจน และดูเบลอๆ ว่าจะทำอย่างไรไม่ให้ดูปล้นคนจนมาช่วยคนรวย

หลายนโยบายที่รัฐบาลได้เริ่มดำเนินการมาแล้ว ดูเหมือนนโยบายบ้านหลังแรกจะมีแนวโน้มชัดเจนที่สุดว่าจะทำได้จริง และบรรลุวัตถุประสงค์ ซึ่งนโยบายนี้รัฐบาลชุดที่แล้วได้เริ่มมาก่อนให้เงินกู้ดอกเบี้ย 0% เป็นเวลา 2 ปี ธอส.เพียงทำรายละเอียดใหม่และยืดเวลาออกไปเป็น 3 ปี ก็จะดำเนินการได้เลย

นี่แค่เพียงเริ่มต้นในนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล ก็ทำท่าว่าจะไปไม่ถึงเป้าหมาย จะต้องปรับเปลี่ยนระหว่างทางอีกมากมายท่ามกลางแรงกดดันของประชาชน

และหากทำไม่ได้จริงสุดท้ายรัฐบาลก็จะต้องออกมาขอโทษและชี้แจงข้อเท็จจริงให้ประชาชนรู้ว่าทำไมจึงไม่สามารถจัดได้ตามที่หาเสียงไว้ จากการติดตามดูนโยบายชัดเจนว่า รัฐบาลไม่สามารถดำเนินนโยบายได้ครบตามที่หาเสียงไว้ และที่ทำได้สำเร็จและมีผลกระทบน้อยที่สุดคือ โครงการบ้านหลังแรกเท่านั้น  

 

ข่าวล่าสุด

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI