posttoday
5 ปมร้อนกร่อนรัฐบาล

5 ปมร้อนกร่อนรัฐบาล

07 กันยายน 2554

ผ่านมาแค่เดือนกว่าเก้าอี้นายกฯ หญิง ออกอาการสั่นไหวไร้การทรงตัวหลายรอบ

ผ่านมาแค่เดือนกว่าเก้าอี้นายกฯ หญิง ออกอาการสั่นไหวไร้การทรงตัวหลายรอบ

จนไม่รู้ว่าจะประคองตัวพารัฐนาวาลำนี้ไปได้อีกนานแค่ไหน เมื่อมรสุมลูกแล้วลูกเล่าซัดถาโถมเข้ามาเรื่อยๆ ซ้ำเติมให้ความวุ่นวายปั่นป่วนเพิ่มดีกรีความรุนแรงมากขึ้น

จากชัยชนะอันถล่มทลายในการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมาจน “เพื่อไทย” กลายเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ที่มีเสถียรภาพสูงถึง 300 เสียง กลายเป็นใบเบิกทางให้รัฐบาลย่ามใจคิดว่าสามารถทำอะไรก็ได้ เพราะมีเสียงในสภาคอยค้ำยัน

นั่นถึงทำให้ “รัฐบาล” กล้ารีบเร่งเดินหน้าทำในสิ่งที่ขัดหู ขัดตา ขัดใจชาวบ้านชาวช่องอย่างไม่สนใจเสียงวิพากษ์วิจารณ์ แถมยังเดินหน้าทำสิ่งต่างๆ เหล่านี้หนักข้อขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งนับวันจะหมักหมมสะสมคอยกัดกร่อนเสถียรภาพของรัฐบาลไปเรื่อยๆ

เรื่องร้อนเรื่องแรกที่ถือเหมือนจะเป็นการเร่งด่วนของรัฐบาล คือ การนำพา พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ กลับประเทศ ดังจะเห็นได้ตั้งแต่ความเคลื่อนไหวผ่านกลไกสำคัญ อย่าง รมว.ต่างประเทศ ที่วางตัวมือไม้คนสำคัญอย่าง สุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล มานั่งตรงนี้

ยังไม่ทันที่ “สุรพงษ์” จะได้เข้ากระทรวงเป็นจริงเป็นจัง ทางประเทศญี่ปุ่นก็ออกมายอมรับว่าได้รับการติดต่อจากรัฐบาลไทย ประสานขอให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่งเป็นนักโทษของไทย มีโทษจำคุกเกิน 1 ปี เข้าไปเป็นวิทยากรพิเศษในงานเกี่ยวกับสึนามิที่ประเทศญี่ปุ่น

5 ปมร้อนกร่อนรัฐบาล

กลายเป็นเรื่องใหญ่โตขึ้นเรื่อยๆ เพราะยังไม่ทันที่รัฐบาลยิ่งลักษณ์จะได้เร่งทำนโยบายหาเสียงทั้งที่ประชาชนตั้งตารอ ไม่ว่าจะเป็น ขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาท ขึ้นเงินเดือน 1.5 หมื่นบาท ฯลฯ ให้เห็นทิศทางความชัดเจนเรื่องพา พ.ต.ท.ทักษิณ กลับ เดินหน้าอย่างรวดเร็ว

นอกจากเสียงวิพากษ์วิจารณ์เรื่องบริหารงานเพื่อพวกพ้องและคนในครอบครัวแล้ว เรื่องนี้ยังรุนแรงขึ้นถึงขั้นที่ฝ่ายค้าน หยิบยกมาเป็นประเด็นยื่นถอดถอน “สุรพงษ์” ในฐานะที่ใช้ตำแหน่งหน้าที่ไปอำนวยความสะดวกให้แก่นักโทษหลบหนีคดีได้เข้าญี่ปุ่น

ความพยายามพา พ.ต.ท.ทักษิณ กลับประเทศ เป็นเรื่องร้อน ที่แม้จะมีคนออกมาคัดค้านแสดงความไม่เห็นด้วย แต่ดูจะยังไม่จบสิ้น เมื่อล่าสุดต้นเรื่องเดิมที่กลุ่มคนเสื้อแดงเคยร่วมลงรายชื่อยื่นถวายฎีกาขออภัยโทษ พ.ต.ท.ทักษิณ ถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นอีกประเด็นเร่งด่วนพิจารณาของรัฐบาลยุคนี้

ทว่าสิ่งที่ออกมาดูจะต่างจากที่ “ยิ่งลักษณ์” เคยให้สัมภาษณ์ว่า กระบวนการพิจารณาเรื่อง “นิรโทษกรรม” จะเป็นไปในเรื่องของความถูกต้องในภาพรวม พร้อมย้ำว่า ไม่พิจารณาเฉพาะเจาะจงช่วยเหลือใครคนใดคนหนึ่งเป็นพิเศษ

จากเดิมที่เคยประเมินกันว่าเรื่อง “นิรโทษกรรม” หรือ “อภัยโทษ” จะเป็นเรื่องที่น่าจะเกิดขึ้นในหลัง 6 เดือน ถึง 1 ปี หรือช่วงที่รัฐบาลมีผลงานออกมาให้ประชาชนได้ชื่นใจ ก่อนจะหยิบจับเรื่องร้อนมาทำ แต่ทำไปทำมากลับกลายเป็นเรื่องแรกๆ ที่รัฐบาลเร่งดำเนินการ

เรื่องที่ 2 ที่มีผลรุนแรงต่อรัฐบาลเวลานี้ คือ การโยกย้ายข้าราชการในยุคที่ “ยิ่งลักษณ์” ประกาศเสียงดังฟังชัดว่า “แก้ไขไม่แก้แค้น” แต่เวลานี้บรรดาข้าราชการที่เคยเติบโตในยุคสมัยประชาธิปัตย์ กำลังไล่ถูกสอยไปทีละคนสองคน

ไล่มาตั้งแต่ พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ผบ.ตร. ที่ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกฯ ออกมาประกาศย้ายแน่นอนไม่เกิน 7 วัน ที่ปูทางย้าย “ถวิล เปลี่ยนศรี” ไปนั่งที่ปรึกษานายกฯ หาช่องให้ “พล.ต.อ.วิเชียร” มีที่ลง และดัน พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ ขึ้นนั่ง ผบ.ตร.

ยังไม่รวมกับตำแหน่งอื่นๆ โดยเฉพาะในกระทรวงมหาดไทย ตั้งแต่ระดับปลัดกระทรวงลงไป จนถึงตำแหน่งอื่นๆ ระดับล่าง ส่วนกองทัพเองแม้จะได้รับการยืนยันว่าไม่มีการเข้ามาล้วงลูกจากฝ่ายการเมืองในโผโยกย้ายปีนี้ แต่ก็ยังเป็นที่จับตาว่าการปรับเปลี่ยนครั้งนี้หน้าตาจะออกมาอย่างไร

เรื่องที่ 3 ต่อเนื่องจากเรื่องโยกย้ายข้าราชการ คือ เรื่องการแต่งตั้งตำแหน่งเลขาฯ ที่ปรึกษาฯ รัฐมนตรี ที่สมนาคุณให้กับบรรดาแกนนำกลุ่มเสื้อแดงอย่างชัดเจน หลังจากที่ไม่มีตำแหน่งไปปรากฏในคณะรัฐมนตรี

การดึงคนเสื้อแดงเข้ามาสู่ในการบริหารงานของรัฐบาล จึงยิ่งผูกโยงตอกย้ำความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อไทยกับเสื้อแดง ให้ถลำลึกชัดเจน แถมมีแต่จะฉุดให้ภาพลักษณ์ของรัฐบาล ดำดิ่งลงเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นคดีต่างๆ ที่เสื้อแดงยังติดตัว ทั้งเรื่องก่อการร้าย หรือคดีหมิ่นสถาบัน

เรื่องที่ 4 การก่อตั้งกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ ที่จะนำเอาเงินสำรองระหว่างประเทศมาใช้เพื่อนำไปลงทุนหาเงินเข้ารัฐบาล ท่ามกลางเสียงคัดค้านแสดงความเป็นห่วงจากหลายฝ่ายว่าเป็นการเสี่ยงกับความเสียหายที่จะเกิดขึ้นกับคลังของประเทศหรือไม่ เพราะบทเรียนจากสมัยเมื่อครั้งวิกฤตปี 2540 ยังเป็นที่หวาดกลัวจนถึงปัจจุบัน

โดยเฉพาะกับทุนสำรองที่เป็น “ทองคำ” ซึ่งได้มาเมื่อครั้ง หลวงตามหาบัว รวบรวมจิตศรัทธาจากคนในชาติมาเป็นทุนสำรอง ไม่แปลกที่กองทุนนี้จะถูกบรรดาลูกศิษย์หลวงตาออกมาคัดค้าน และมีแต่จะนำไปสู่ปัญหาบานปลายมากขึ้นหากกองทุนนี้เดินหน้าต่อไปตามสัญญาจาก รมว.คลัง

5 เรื่องสุดท้าย การแก้ไขรัฐธรรมนูญ เรื่องร้อนของทุกรัฐบาลที่ไม่อยากมีใครจับต้อง แต่รัฐบาลเพื่อไทยไม่สนใจแรงเสียดทาน หยิบเรื่องนี้ขึ้นมาพิจารณาเป็นลำดับต้นๆ พร้อมโบ้ยให้เป็นภาระหน้าที่ของ ส.ส.ร. 3 ขึ้นมารับหน้าเสื่อเสียงต้านเสียงค้านต่างๆ

ทั้งหมดนี้ล้วนแต่เป็นเรื่องร้อนที่รัฐบาลก่อขึ้นมาและต้องเป็นผู้รับผลจากนี้ต่อไป ส่วนจะบานปลาย กระทบกับเสถียรภาพรัฐบาล สั่นคลอนเก้าอี้นายกฯ มากน้อยแค่ไหน น่าจะได้เห็นผลเร็วๆ นี้  

 

ข่าวล่าสุด

โรงเรียนนานาชาติบูมแตะ 280 แห่ง จับตาศึกชิงเด็ก-ขึ้นค่าเทอมพยุงรายได้

โรงเรียนนานาชาติบูมแตะ 280 แห่ง จับตาศึกชิงเด็ก-ขึ้นค่าเทอมพยุงรายได้