posttoday
หลวงพ่อสมัยวัดหนองหญ้านาง อุทัยธานี หมอไทยดีเด่นแห่งชาติ พ.ศ. 2554

หลวงพ่อสมัยวัดหนองหญ้านาง อุทัยธานี หมอไทยดีเด่นแห่งชาติ พ.ศ. 2554

06 กันยายน 2554

หลังจากองค์การอนามัยโลกได้มีมติตั้งเป้าหมายให้ประชากรโลกมี “สุขภาพดีถ้วนหน้าภายในปี 2543”

หลังจากองค์การอนามัยโลกได้มีมติตั้งเป้าหมายให้ประชากรโลกมี “สุขภาพดีถ้วนหน้าภายในปี 2543”

โดย..นพ.วิชัย โชควิวัฒน 

ตั้งแต่ปี 2519 ทุกฝ่ายเห็นพ้องต้องกันว่า ลำพังการแพทย์แผนปัจจุบันซึ่งเป็นการแพทย์กระแสหลัก ไม่สามารถทำให้บรรลุเป้าหมายดังกล่าวได้ จำเป็นจะต้องนำการแพทย์แผนดั้งเดิมที่มีอยู่ในแต่ละประเทศมาใช้ประโยชน์ควบคู่ไปด้วย

ประเทศไทยก็ได้ลงนามให้สัตยาบันเพื่อบรรลุเป้าหมายดังกล่าวและเริ่มการฟื้นฟูการแพทย์แผนโบราณของไทยอย่างเป็นทางการสืบต่อมา มีการส่งเสริมและพัฒนาการใช้สมุนไพร โดยเฉพาะในการสาธารณสุขมูลฐาน การปรับปรุงแก้ไขกฎหมายเปิดช่องให้เกิดการแพทย์แผนไทยประยุกต์และการพัฒนาการแพทย์แผนไทยดั้งเดิม ตลอดจนการตั้งสถาบันการแพทย์แผนไทย และยกระดับเป็นกรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ในเวลาต่อมา

บัดนี้ คณะกรรมการพัฒนาภูมิปัญญาท้องถิ่นด้านสุขภาพแห่งชาติ เห็นสมควรสร้างกลไกส่งเสริมแพทย์แผนไทย โดยการสรรหาหมอไทยดีเด่นแห่งชาติ เพื่อส่งเสริมสถานภาพแพทย์แผนไทยให้เป็นที่ยอมรับมากขึ้น โดยในปีนี้ซึ่งเป็นปีแรก คณะกรรมการเห็นพ้องต้องกันว่าผู้สมควรได้รับการยกย่องประกาศเกียรติคุณเป็นหมอไทยดีเด่นแห่งชาติ ได้แก่ พระครูอุปการพัฒนกิจ เจ้าอาวาสวัดหนองหญ้านาง อ.เมือง จ.อุทัยธานี

พระครูอุปการพัฒนกิจ เกิดที่ ต.หนองไผ่แบน อ.เมือง จ.อุทัยธานี จบการศึกษาชั้นมัธยมปีที่ 6 ซึ่งเท่ากับมัธยมปีที่ 4 สมัยนี้ ได้เข้ารับราชการเป็นทหารเกณฑ์และสมัครเข้าฝึกจนได้ยศสิบตรี ก่อนไปรบที่สาธารณรัฐเวียดนาม

เมื่อกลับคืนสู่ภูมิลำเนา ได้บวชเป็นพระภิกษุเมื่อปี 2514 ได้ศึกษาพระปริยัติธรรมจนสอบได้นักธรรมเอก และได้ศึกษาและปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานจนได้สมาธิจิต ในกิจการคณะสงฆ์ได้รับตำแหน่งรักษาการเจ้าอาวาสวัดหนองหญ้านาง ตั้งแต่ปี 2516 เป็นเจ้าอาวาส ปี 2519 ได้รับฐานานุกรมตามลำดับจนได้เป็นพระครูอุปการพัฒนกิจ เมื่อปี 2528 และเป็นเจ้าคณะอำเภอเมือง จ.อุทัยธานี เมื่อปี 2541

ได้ประกอบกิจการสาธารณประโยชน์จนได้รับรางวัลต่างๆ มากมาย เช่น ได้รับพระราชทาน “เสมาธรรมจักรทองคำ” ในฐานะผู้บำเพ็ญประโยชน์ต่อพระพุทธศาสนา จากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ เมื่อวันที่ 23 พ.ค. 2542 ได้รับปริญญาวิทยาศาสตรมหาบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชาสาธารณสุขศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยราชภัฏนครสวรรค์ เมื่อปี 2542 เป็นต้น

ทางด้านการแพทย์แผนไทย ท่านเป็นแบบอย่างของการสืบทอดขนบการเรียนรู้แบบไทย โดยได้รับการถ่ายทอดวิชาจาก “หมอเขียว ฉลาดธัญญกิจ” ผู้เป็นลุง ตั้งแต่เมื่ออายุได้ 13 ปี และได้ศึกษาจากตำราการแพทย์ต่างๆ ด้วยตนเอง รวมทั้งได้เข้ารับการอบรมด้านสาธารณสุขมูลฐานและสมุนไพรที่ทางราชการจัดขึ้น จนมีความรู้แตกฉานและเพิ่มพูนขึ้นโดยลำดับ ทั้งจากการศึกษาเพิ่มเติมและจากประสบการณ์ในการดูแลรักษาคนไข้ ซึ่งเริ่มเปิดให้บริการ ณ วัดหนองหญ้านาง ตั้งแต่ พ.ศ. 2516 เริ่มจากการรักษาโรคกระดูกหัก ข้อเคลื่อน และต่อมาได้ขยายสู่การดูแลรักษาผู้ป่วยโรคเรื้อรัง คือ อัมพาต อัมพฤกษ์ และโรคอื่นๆ จนเป็นที่ศรัทธาของประชาชนทั้งจากใกล้และไกลหลายจังหวัดทุกภาคของประเทศ

วิธีการรักษามีทั้งการใช้ยาสมุนไพรและการนวด อบ ประคบ มีการพัฒนาแหล่งสมุนไพรโดยการทำสวนสมุนไพรเป็นแหล่งศึกษาดูงานด้านการแพทย์พื้นบ้านโดยเฉพาะด้านการนวด ซึ่งทำหน้าที่ทั้งการพัฒนาหลักสูตรนวดพื้นบ้าน ร่วมกับมูลนิธิสาธารณสุขกับการพัฒนาและเป็นแหล่งฝึกอบรมภาคสนามด้านการนวดด้วย

ในการดูแลรักษาผู้ป่วย ท่านได้กำหนดจริยธรรมสำหรับผู้เป็นหมอ ว่าจะต้องรักษาศีล 5 เพื่อเป็นแบบอย่างของผู้ป่วย ตั้งมั่นในพรหมวิหาร 4 คือ เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา มีหิริโอตตัปปะ คือ ความละอายแก่ใจและเกรงกลัวต่อบาป ไม่ใช้วาจาเพ้อเจ้อ ไม่เรียกร้องสินจ้างรางวัลไม่ว่ากรณีใดๆ และไม่จ่ายยาโดยพลการ

การให้การดูแลคนไข้ด้วยเจตนาดี ด้วยความรู้ ความสามารถ ประสบการณ์ และอยู่ในขอบเขตที่สามารถกระทำได้ บนพื้นฐานของจรรยาบรรณที่เคร่งครัด ทำให้กิตติศัพท์ของท่านเลื่องลือไปไกล มีผู้มาขอรับความช่วยเหลือทั้งจากใกล้และไกล ทางราชการก็ให้การยอมรับท่าน โดยในปี 2540 กระทรวงสาธารณสุข ได้มอบเกียรติบัตรแก่ท่านในฐานะ “เป็นผู้ทรงคุณวุฒิด้านการแพทย์แผนไทย” และต่อมาคณะกรรมการวิชาชีพสาขาการแพทย์แผนไทย ได้มอบใบประกอบโรคศิลปะ สาขาการแพทย์แผนไทย ประเภทเวชกรรม ให้แก่ท่าน เมื่อวันที่ 31 ต.ค. 2548

ท่านพระครูอุปการพัฒนกิจ เป็นพระผู้ทำคุณประโยชน์เป็นอเนกประการให้แก่ประชาชน ชุมชน และทางราชการ นับเป็นผู้ฟื้นบทบาทของวัดให้เป็นที่พึ่งทั้งทางกาย ทางใจและทางสังคมของชุมชน ได้สืบทอดบทบาทของสงฆ์ทางด้านการแพทย์ที่มาตั้งแต่ครั้งพุทธกาล ทำให้วัดเป็นที่เยียวยาทั้งทางด้านจิตใจ และร่างกายของประชาชน ในทางการแพทย์แผนไทย ท่านเป็นผู้สืบทอดขนบทั้งของการเรียนรู้จากบรรพบุรุษ และศึกษาต่อเนื่องจนแตกฉาน ตลอดจนการประกอบเวชปฏิบัติให้ความช่วยเหลือเยียวยาแก่ผู้เจ็บไข้เพื่อประโยชน์ของคนไข้อย่างแท้จริง

ท่านพระครูอุปการพัฒนกิจ จึงเป็นผู้เหมาะสมอย่างยิ่งที่จะได้รับการประกาศเกียรติคุณเป็นแพทย์ไทยดีเด่นแห่งชาติประจำปีนี้

ข่าวล่าสุด

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI