posttoday
รับบาลของประชาชน

รับบาลของประชาชน

06 กันยายน 2554

มีรายงานข่าวจากสำนักข่าวรอยเตอร์สว่า เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว

มีรายงานข่าวจากสำนักข่าวรอยเตอร์สว่า เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว

โดย..สมชาย สกุลสุรรัตน์ 

รัฐบาลสหรัฐได้ยื่นฟ้องบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านโทรคมนาคมของสหรัฐ คือ บริษัท เอทีแอนด์ที (AT&T Inc) เพื่อขัดขวางไม่ให้เข้าไปซื้อกิจการของบริษัทคู่แข่ง ได้แก่บริษัท ทีโมบาย (TMobile) โดยจะใช้เงินลงทุนเพื่อซื้อกิจการของบริษัทคู่แข่งเบิกเงินถึง 39 พันล้านเหรียญสหรัฐ สำหรับเหตุผลในการฟ้องร้องนั้น กระทรวงยุติธรรมสหรัฐระบุว่าหากปล่อยให้ เอทีแอนด์ที เข้าไปซื้อกิจการของบริษัทคู่แข่ง จะทำให้ธุรกิจนี้เกิดการผูกขาดไม่เป็นผลดีต่อผู้บริโภคซึ่งจะต้องซื้อบริการแพงขึ้น เพราะบริษัทที่จะเข้าไปซื้อนั้นเป็นผู้นำในการให้บริการใหม่ๆ ในราคาที่ถูกกว่า

ทางการสหรัฐให้เหตุผลเพิ่มเติมว่า การควบรวมกิจการของบริษัททั้งสองเข้าด้วยกัน จะทำให้เหลือผู้ให้บริการด้านโทรคมนาคมในประเทศเพียง 3 ราย ซึ่งมีส่วนแบ่งตลาดรวมกันถึง 90% ทำให้คู่แข่งรายเล็กๆ ที่เหลือไม่สามารถแข่งขันธุรกิจต่อไปไม่ว่าจะเป็นด้านราคา คุณภาพและการค้นคว้าวิจัยผลิตภัณฑ์

ผลของการดำเนินการดังกล่าวของรัฐบาลสหรัฐ มีผลทันทีทำให้ราคาหุ้นของ บริษัท เอทีแอนด์ที ลดลงทันที 4.8% และแน่นอนเป็นธรรมดาว่า บริษัทจะต้องประท้วงการกระทำของรัฐบาลว่าไม่เป็นธรรมและไม่เป็นผลดีต่อธุรกิจของบริษัท และถ้าจะทำก็ควรแจ้งให้ทราบล่วงหน้า ไม่ใช่มาทำตอนที่การควบรวมอยู่ในช่วงกำลังเข้าด้ายเข้าเข็ม

ผมชอบพาดหัวข่าวเรื่องนี้ครับ เขาพาดหัวข่าวเป็นภาษาอังกฤษว่า สหรัฐเคลื่อนไหวเพื่อขัดขวางข้อตกลงระหว่าง เอทีแอนด์ที กับ ทีโมบาย (U.S. Moves to Block AT&T, TMobile Deal)

เรื่องนี้รัฐบาลสหรัฐนั้นแสดงให้เห็นว่าให้ความสำคัญต่อการดูแลผลประโยชน์ของผู้บริโภคชาวอเมริกันที่อาจจะต้องซื้อบริการแพง เหนือผลประโยชน์ของกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่

นอกจากนั้น ยังให้ความสำคัญต่อการดำรงอยู่ของผู้ให้บริการรายย่อย ซึ่งมักเป็นแหล่งกำเนิดของเทคโนโลยีใหม่ๆ เพราะบริษัทยักษ์ใหญ่ทั้งหลายนั้นถึงจะมีทุนค้นคว้าวิจัยมหาศาล แต่ระบบงานก็ดีหรือวัฒนธรรมองค์กรก็ดี มักเป็นอุปสรรคในการส่งเสริมให้เกิดความคิดริเริ่มเพื่อการพัฒนาและสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ เช่นกรณีที่ บริษัท ไอบีเอ็ม เคยต่อต้านการเข้ามาของคอมพิวเตอร์ประเภทมินิคอมพิวเตอร์ที่ไม่ต้องต่อเชื่อมกับคอมพิวเตอร์หลักมาแล้ว

กรณีนี้ให้อุทาหรณ์ว่าบทบาทของรัฐบาลในประเทศที่มีระบบเศรษฐกิจทุนนิยมเดิม...แบบสหรัฐนั้น ใช่ว่าจะมุ่งแต่จะส่งเสริมธุรกิจให้เจริญเติบโตแบบปลาใหญ่กินปลาเล็กหรือส่งเสริมให้ธุรกิจตกอยู่ในมือของกลุ่มทุนผูกขาดตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ โดยอ้างว่าจะทำให้รายได้และประชาชนได้รับบริการที่ดีประชาชาติสูงขึ้นลูกเดียว แต่เขาทำหน้าที่ดูแลผลประโยชน์และต่อสู้แทน และผู้ประกอบการอิสระรายย่อย ประชาชนที่ไม่อยู่ในฐานะที่จะไปสู้รบตบมือกับบริษัทยักษ์ใหญ่ทั้งหลาย จำเป็นต้องหวานอมขมกลืนโดยเฉพาะถ้าบริษัทที่เข้ามาผูกขาดเป็นบริษัทต่างด้าวที่ปลอมตัวเข้ามาครอบงำธุรกิจ จนผู้ประกอบการรายย่อยต้องปิดตัวไปกลายเป็นลูกจ้างของบริษัทเหล่านั้นและทำให้ความคิดริเริ่มใหม่ๆ ไม่เกิดความสามารถในการแข่งขันของประเทศถดถอยลงจนไม่สามารถแข่งขันกับใครได้

ด้วยเหตุผลนี้มังครับ รัฐบาลของเขาจึงเป็นตัวแทนของประเทศได้อย่างเต็มภาคภูมิเพราะมุ่งรักษาผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนชาวอเมริกันเป็นสำคัญ และทำไมเขาถึงพาดหัวข่าวว่า ประเทศสหรัฐเคลื่อนไหวเพื่อขัดขวางข้อตกลงของ เอทีแอนด์ทีและทีโมบาย แทนที่จะบอกว่ารัฐบาลสหรัฐเคลื่อนไหวเพื่อขัดขวางการควบรวมของบริษัททั้งสอง

นี่คือรัฐบาลของประชาชนครับอยู่ที่สหรัฐ ส่วนอีกเรื่องหนึ่ง มีข่าวว่ารัฐบาลสหรัฐอีกเหมือนกันยื่นฟ้องสถาบันการเงินขนาดใหญ่ 17 แห่ง ฐานหลอกขายตราสารอนุพันธ์อิงหนี้ที่เกิดจากการจำนองอสังหาริมทรัพย์ที่ทำให้เกิดวิกฤตการเงินรอบหลังเมื่อปี 2551 ที่เพิ่งผ่านมา เช่น กลุ่มธนาคารซิตี้แบงก์ กลุ่มเจพีมอร์แกน เชส และกลุ่มโกลด์แมน แซคส์ ซึ่งเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ได้รับการจัดอันดับระดับ A ขึ้นไปทั้งสิ้น

ในระหว่างที่เกิดเหตุการณ์ รัฐบาลสหรัฐจำเป็นต้องอัดฉีดเข้าไปช่วยเพิ่มทุนให้สถาบันการเงินเหล่านี้เพื่อไม่ให้ล้มหายตายจากไป ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศหรือแม้แต่ของโลกโดยส่วนรวม เหมือนที่รัฐบาลไทยเคยเข้าไปอัดฉีดเงินช่วยเหลือสถาบันการเงินต่างๆ เมื่อเกิดวิกฤตต้มยำกุ้ง 10 ปีก่อนหน้านี้

การที่รัฐบาลสหรัฐฟ้องร้องถึงเป็นคดีกับสถาบันการเงินเหล่านี้ ทั้งๆ ที่ก่อนหน้าจะอัดฉีดเงินเข้าไปช่วยกำหนดเงื่อนไขอย่างเข้มงวดเพื่อรักษาผลประโยชน์ของคนอเมริกันผู้เสียภาษี เช่น ตราบเท่าที่สถาบันการเงินที่ได้รับเงินช่วยเหลือจากรัฐบาลยังคืนเงินกู้ที่รัฐบาลใส่เข้ามาไม่หมด ห้ามมิให้จ่ายเงินปันผลให้ผู้ถือหุ้น ห้ามขึ้นเงินเดือนกรรมการและผู้บริหารระดับสูง ให้เปิดเผยรายได้ของผู้บริหารระดับสูง ฯลฯ มากมายหลายเงื่อนไข

ผมเข้าใจว่า สถาบันการเงินที่โดนฟ้องร้องฐานหลอกลวงนักลงทุนเหล่านี้ภายหลังเหตุวิกฤต ส่วนใหญ่มีกำไรคืนเงินช่วยเหลือให้รัฐบาลหมดแล้วทั้งสิ้นเพราะเมื่อรับเงื่อนไขการช่วยเหลือจากรัฐบาลแล้วก็ต้องรีบดำเนินการเพิ่มรายได้และลดรายจ่ายขนานใหญ่ หน่วยธุรกิจใดที่มีค่าพอที่จะขายได้ไม่กระทบต่อธุรกิจหลักก็ตัดขายออกไป แต่รัฐบาลยังฟ้องร้องดำเนินคดีต่อจนถึงที่สุดอยู่ดี

ส่วนการอุ้มสถาบันการเงินของไทยนั้น ยกเว้นการลดทุนของสถาบันการเงินแล้ว ไม่มีเงื่อนไขอะไรอีกเอาเข้าจริงทุนที่มีเหลือเมื่อหักความเสียหายแล้ว ส่วนใหญ่หรือทั้งหมดก็ติดลบอยู่แล้ว จะสั่งให้ลดหรือไม่ลดก็มีค่าเท่ากัน เมื่อล้างหนี้สินด้วยเงินภาษีอากรแล้วมีกำไรภายหลัง ก็จ่ายเงินปันผลจ่ายเงินเดือนโบนัสให้ผู้บริหารตามปกติ ไม่ต้องใช้คืนเงินช่วยเหลือให้รัฐบาลก่อนเหมือนสถาบันการเงินสหรัฐ

นี่เป็นอีกตัวอย่างของความเป็นรัฐบาลของประชาชนหรือของประเทศที่ต้องบริหารประเทศ เพื่อรักษาผลประโยชน์ของประชาชนคนเสียภาษีหรือผลประโยชน์ของประเทศชาติ เหนือสิ่งอื่นใดอยู่ที่สหรัฐครับ

ในข่าวที่ว่านี้มีข้อน่าสังเกตว่า แม้แต่บริษัทยักษ์ใหญ่ระดับโลกที่มีระบบการบริหารจัดการด้านการลงทุนเป็นที่ยอมรับและเชื่อถือไปทั่วโลก อย่างกลุ่มเอไอจีหรือที่คนไทยรู้จักกันดี คือ บริษัท ประกันชีวิตอเมริกันอินเตอร์เนชั่นแนล ซึ่งเป็นบริษัทลูกนั้นยังร่วมฟ้องร้องธนาคารแห่งสหรัฐ ในข้อหาว่าหลอกลวงตราสารอนุพันธ์ประเภทนี้จนเสียหายไปกว่า 1 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ก่อนหน้าที่รัฐบาลจะฟ้องร้องในครั้งนี้

คิดในมุมกลับคือขนาดบริษัทประกันชีวิตระดับโลกซึ่งระบบการบริหารการลงทุนระดับสากลมีบุคลากรผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุน มีระบบงานและระบบตรวจสอบที่เข้มงวด และมีการกำกับดูแลโดยหน่วยงานของรัฐ ยังเสียหายได้ถึงสามแสนกว่าล้านบาท ผมว่าก่อนที่จะคิดโยกเงินทุนสำรองของชาติไปลงทุนอะไรควรคิดหน้าคิดหลังให้รอบคอบเสียก่อน เพราะเป็นเงินทุนก้อนสุดท้ายของชาติแล้ว เสียหายขึ้นมาใครจะเป็นผู้รับผิดชอบ

 

ข่าวล่าสุด

"วัส" ชี้ปมยุบภูมิใจไทย ต้องพิสูจน์ที่มาเงินบริจาคสุชาดา

"วัส" ชี้ปมยุบภูมิใจไทย ต้องพิสูจน์ที่มาเงินบริจาคสุชาดา