
คนแก่ถูกทิ้งฆ่าตัวตายพุ่งเชียงใหม่ยังครองแชมป์
สถิติฆ่าตัวตาย 13 ปีย้อนหลังลดลง เชียงใหม่ ครองแชมป์ คนแก่ถูกทอดทิ้งแนวโน้มฆ่าตัวตายเพิ่ม
สถิติฆ่าตัวตาย 13 ปีย้อนหลังลดลง เชียงใหม่ ครองแชมป์ คนแก่ถูกทอดทิ้งแนวโน้มฆ่าตัวตายเพิ่ม
กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เปิดเผยสถิติการฆ่าตัวตายในประเทศไทยตั้งแต่ปี 2540–2553 พบว่ามีอัตราลดลงอย่างต่อเนื่อง จาก 5,700 รายต่อปี เหลือ 3,700 รายต่อปี แต่ยังนับว่าเป็นอัตราที่สูงและถือเป็นปัญหาสาธารณสุขของประเทศ โดยภาคเหนือมีอัตราสูงสุด
สำหรับจังหวัดที่น่าเป็นห่วง 5 อันดับแรกคือ จ.ลำพูน เชียงราย แม่ฮ่องสอน น่าน และเชียงใหม่ ซึ่งมีอัตราการฆ่าตัวตายอยู่ที่ 20.02, 15.63, 14.45, 13.03 และ 12.47 คนต่อแสนประชากรตามลำดับ หากพิจารณารายจังหวัดจะพบว่าเชียงใหม่มีอัตราการตายมากที่สุด คือ 204 คน เนื่องจากคนภาคเหนือมีวัฒนธรรมการรักษาหน้าตาทางสังคมที่รุนแรง เมื่อเกิดจึงไม่นิยมปรึกษาใคร ส่งผลให้เครียด ซึมเศร้า และฆ่าตัวตายในที่สุด
นอกจากนี้ ยังพบว่าผู้สูงวัยอายุระหว่าง 7084 ปี มีอัตราการฆ่าตัวตายเพิ่มมากขึ้น โดยตั้งแต่ปี 2549 เริ่มมีอัตราการฆ่าตัวตายสูงกว่ากลุ่มวัยทำงาน เนื่องจากคิดว่าไม่มีเหตุผลที่จะมีชีวิตอยู่ ไม่มีญาติดูแล ไม่อยากอยู่คนเดียว ประกอบกับผู้สูงอายุได้รับการกระทบกระเทือนทางจิตใจได้ง่าย
สำหรับวิธีการฆ่าตัวตายที่สำเร็จมากที่สุด ได้แก่ การแขวนคอและรัดคอ 66.42% พิษจากยาฆ่าศัตรูพืชและสัตว์ 19.81% พิษจากยาและสารชีวภาพอื่น 4.28% สารเคมีและสารพิษ 3.67% และกระสุนปืน 3.11%
ทั้งนี้ ในวันที่ 10 ก.ย.ของทุกปี ถือเป็นวันป้องกันการฆ่าตัวตายโลก ในปี 2554 จะรณรงค์ภายใต้แนวคิดการป้องกันการฆ่าตัวตายในหลากสังคมหลายวัฒนธรรม โดยวันที่ 8 ก.ย.นี้ กรมสุขภาพจิตและบริษัทกลุ่มเซ็นทรัล จัดกิจกรรมรณรงค์วันป้องกันการฆ่าตัวตายโลกขึ้น ภายใต้แนวคิด “รักตัวเองบ้าง...นะ” ณ เซ็นทรัล เวิลด์ พลาซ่า โดยจะมีการเปิดตัวแบบคัดกรองผู้มีความเสี่ยงฆ่าตัวตายสำหรับประชาชนทั่วไป หรือ เอสยู9 ซึ่งเป็นการตั้งคำถาม 9 ข้อเพื่อในการประเมินความเสี่ยง







