posttoday
รัฐบาลดีแต่โม้กับนโยบายจำนำข้าว

รัฐบาลดีแต่โม้กับนโยบายจำนำข้าว

05 กันยายน 2554

หลังจากที่รัฐบาลแถลงนโยบายต่อรัฐสภาแล้ว รัฐบาลได้ประกาศนำนโยบายรับจำนำข้าวกลับมาใช้ใหม่

หลังจากที่รัฐบาลแถลงนโยบายต่อรัฐสภาแล้ว รัฐบาลได้ประกาศนำนโยบายรับจำนำข้าวกลับมาใช้ใหม่

โดย..อัมมาร สยามวาลา 

ด้วยเหตุผลที่ว่าการประกันรายได้ก่อให้เกิดภาระรายจ่ายงบประมาณจำนวนมาก มีการจดทะเบียนพื้นที่ของเกษตรกรสูงเกินความเป็นจริงและชาวนาไม่มีแรงจูงใจปรับปรุงคุณภาพข้าว เพราะไม่ว่าคุณภาพข้าวจะเป็นอย่างไร ชาวนาก็ขายข้าวได้เงินชดเชยเท่ากับส่วนต่างระหว่างราคาประกันกับราคาตลาด

แต่หลังรัฐบาลแถลงนโยบายต่อรัฐสภาแล้ว ก็เกิดการคาดคะเนและเก็งกำไรอย่างกว้างขวาง และอาจเป็นไปได้ที่บางฝ่ายจะได้ประโยชน์จากข้อมูลวงใน เนื่องจากการจำนำข้าวเปลือกครั้งนี้ได้เปลี่ยนหลักการสำคัญจากเดิมที่รัฐบาลจำนำจากชาวนาในราคาต่ำกว่าหรือใกล้เคียงราคาตลาด มาเป็น “รับซื้อ” ข้าวเปลือกจากชาวนาในราคาสูงกว่าราคาตลาด แต่ยังคงใช้ชื่อการรับจำนำ

นอกจากนี้ รัฐบาลยังพยายามจัดระเบียบการส่งออกเพื่อให้ขายข้าวส่งออกได้ราคาแพงขึ้น ซึ่งมาตรการที่นำมาใช้ ทั้งการรวมตัวกับประเทศผู้ส่งออกข้าวรายใหญ่ 4 ประเทศในรูปคณะมนตรีว่าด้วยความร่วมมือค้าข้าวในปี 2545 แต่ข้อตกลงนี้ล้มเหลว เพราะเวียดนามขายข้าวต่ำกว่าราคาที่ตกลงกัน ทำให้ไทยสูญเสียส่วนแบ่งตลาดที่ตกลงกัน เช่นเดียวกับมาตรการการประมูลขายข้าวรัฐบาลส่วนใหญ่ให้แก่บริษัทผู้ส่งออกเพียงรายเดียว แต่ก็ไม่สามารถส่งข้าวได้ตามสัญญาอย่างที่ปรากฏในรายงานของวุฒิสภาในปี 2548 สรุปมาตรการแก้ไขผลกระทบจากมาตรการรับจำนำทั้งสองอย่างล้มเลว แต่การกลับมาเดินหน้ารับจำนำอีกครั้งก็ยังไม่ได้เสนอแนวทางแก้ปัญหาเก่าและปัญหาใหม่ที่จะตามมาในอีกหลายด้าน

รัฐบาลดีแต่โม้กับนโยบายจำนำข้าว

อาทิ ราคารับจำนำที่สูงกว่าราคาตลาด ทำให้ปริมาณรับจำนำเพิ่มขึ้นสูงสุดถึง 8.65 ล้านตัน หรือ 38% ของปริมาณผลผลิตข้าวเปลือกนาปีในฤดู 2548/2549 การที่รัฐบาลเพิ่มปริมาณสต๊อกข้าวเปลือกทำให้ราคาข้าวสารในประเทศและราคาส่งออกสูงขึ้น และผลที่สำคัญ คือ การสต๊อกที่เพิ่มขึ้นถึง 10% นั้นทำให้ปริมาณส่งออกลดลง 2.9% เพราะราคาข้าวไทยสูงส่งผลให้การส่งออกข้าวไทยลดลง ดังนั้นส่วนแบ่งการส่งออกของไทยในตลาดข้าวของโลกจึงลดลง และยังมีผลกระทบต่อโครงสร้างการตลาดที่จะทำให้คุณภาพข้าวต่ำลง เพราะต่อไปการรับจำนำจะทำให้ชาวนา โรงสี ไม่ต้องห่วงเรื่องคุณภาพข้าวอีกต่อ แถมยังเสี่ยงต่อการที่ข้าวของเขมร พม่า ที่จะทะลักผ่านโรงสีที่อยู่ใกล้กรุงเทพฯ เข้ามาสวมสิทธิรับจำนำด้วย ซึ่งทำให้โรงสีที่เข้าโครงการได้กำไรโดยไม่ต้องใช้ฝีมือในการค้าขายได้เปรียบโรงสีนอกโครงการ

ขณะเดียวกันราคาข้าวในประเทศที่สูงขึ้น อาจทำให้รัฐบาลจำเป็นต้องนำข้าวราคาถูกกว่าราคาจำนำออกมาจำหน่ายแก่ประชาชนผ่านโครงการธงฟ้าอีก ซึ่งถ้าจะให้ครอบคลุมทั่วถึงประชาชนในวงกว้างอาจจะต้องดึงเอกชนเข้ามาร่วม ซึ่งอาจจะก่อให้เกิดการหาประโยชน์ที่ไม่เหมาะสมได้อีก

และการรับจำนำยังก่อให้เกิดค่าใช้จ่ายแฝงถึงตันละ 1,452 บาท จากค้าจ้างสีแปรสภาพ ค่าเช่าโกดัง ค่าเสื่อมสภาพข้าว และค่าใช้จ่ายของหน่วยงานรัฐในการดำเนินการแทรกแซงตลาด ซึ่งโครงการรับจำนำทำให้รัฐบาลมีภาระในการสต๊อกข้าวจำนวนมาก ในการจำนำปี 2547/2548 ถึงปี 2549/2550 จำนวน 10.33 ล้านตัน รัฐบาลระบายข้าวออกเพียง 5.49 ล้านตัน เหลือข้าวค้างสต๊อกถึง 4.84 ล้านตัน และเงินที่ใช้ดำเนินการทั้งหมดก็เป็นเงินกู้จากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ซึ่งถ้ารัฐบาลขายข้าวไม่หมดรัฐบาลก็ยังเป็นหนี้ ธ.ก.ส. จากข้อมูลล่าสุด ณ วันที่ 31 ก.ค. 2554 พบว่ารัฐบาลมีหนี้นอกงบประมาณคงค้างกับ ธ.ก.ส.สะสมอยู่ถึง 1.408 แสนล้านบาท

ที่สำคัญถึงรัฐบาลจะใช้เงินไปจำนวนมาก แต่กลับพบว่าชาวนาได้ประโยชน์เพียง 7,000 ล้านบาท หรือ 37% ของผลประโยชน์ทั้งหมดประมาณ 1.9 หมื่นล้านบาท จากการศึกษาพบว่าผลประโยชน์ตกอยู่กับโรงสีเพียง 300-500 แห่ง จาก 2,000 แห่ง และมีผู้ส่งออกรายใหญ่เพียง 10-20 รายเท่านั้นที่ได้ประโยชน์ มากกว่านั้นมีเพียง 2 รายแรกเท่านั้นที่ได้ประโยชน์ถึง 2,641 ล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วนถึง 59% ของประโยชน์ทั้งหมด จากที่มีประมาณ 150 ราย

สรุป โครงการรับจำนำน่าจะก่อให้เกิดการวิ่งเต้นแสวงหาค่าเช่า การทุจริต ซึ่งเคยปรากฏการข่าวขององค์การคลังสินค้า (อคส.) กับโรงสี และข่าวฉาวโฉ่เรื่องการประมูลข้าวนับไม่ถ้วนในหน้าหนังสือพิมพ์ ปรากฏการณ์ที่ผ่านมาในอดีตพบว่าโครงการรับจำนำข้าวในราคาสูงสร้างผลเสียหายต่อระบบบเศรษฐกิจข้าวไทย ชาวนาผลิตข้าวคุณภาพต่ำขายให้รัฐบาลด้วยต้นทุนที่สูงขึ้น ผู้ซื้อต่างประเทศจะไม่ยอมซื้อข้าวคุณภาพต่ำในราคาสูง เพราะคู่แข่งมีข้าวคุณภาพดีขึ้น แต่ราคาต่ำกว่าไทย

ดังนั้น จึงอยากตั้งคำถามต่อรัฐบาลว่า ถ้ารัฐบาลต้องการยกราคาในประเทศ ปีนี้เก็บข้าวเข้าสต๊อก ปีหน้าและต่อไปเก็บข้าวเข้าสต๊อกอีก จะระบายสต๊อกข้าวอย่างไรไม่ให้ราคาตก รัฐบาลมีวิธีจัดการแบบพลวัตซึ่งไม่ใช่จัดการปีต่อปีอย่างไร และไม่ให้สร้างภาระงบประมาณไม่สิ้นสุดอย่างไร รวมถึงการรับจำนำข้าวทุกเม็ดเข้าสต๊อกจะทำให้ผู้บริโภคเดือดร้อนต้องบริโภคข้าวราคาแพงจะดำเนินการอย่างไร และการรับจำนำราคาสูงแต่ต้องขายข้าวราคาถูกให้ผู้ส่งออกส่งออกข้าวแข่งกับประเทศอื่นอย่างไร หรือถ้าจะซื้อมาแพงนำไปขายส่งออกแพงจะมีประเทศใด หรือใครมาซื้อราคาที่แพงกว่าตลาด และหากตลาดโลกไม่รับราคาที่สูง รัฐบาลจะวางแผนให้ชาวนาลดการผลิตอย่างไร เพราะการปลูกข้าวเป็นสิทธิพื้นฐานในการประกอบอาชีพของประชาชน รัฐบาลจะเอาอำนาจอะไรไปลิดรอนสิทธิตามรัฐธรรมนูญของประชาชน

การดำเนินการของรัฐบาลนี้ดูเหมือนไม่ได้มีการวางแผนนโยบายไว้ก่อน ต่างจากสมัย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีที่สามารถดำเนินการนโยบายต่างๆ ได้ตามสัญญา เพราะวางแผนไว้ล่วงหน้า ตรงข้ามกับรัฐบาลนี้ที่ได้แต่โม้ไปวันๆ จนอยากจะตั้งฉายารัฐบาล “ดีแต่โม้” เพราะดูเหมือนรัฐบาลจะทำได้เพียงแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปวันๆ ที่สำคัญรัฐบาลขาดแนวนโยบายในการแก้ปัญหาในระยะยาว เพราะการรับจำนำจะสร้างภาระงบประมาณสูงขึ้นต่อเนื่องไปเรื่อยๆ อย่างไร ซึ่งที่ผ่านมารัฐบาลไม่ได้เสนอทางแก้ระยะยาวที่เป็นระบบออกมาเลย

ผมเข้าใจว่ารัฐบาลต้องทำตามสัญญาที่เคยให้ไว้กับประชาชน คงไม่ถอย แต่สิ่งที่จะทำมันเป็นปัญหาการเงินที่จะเกิดเป็นภาระงบประมาณมากขึ้นเรื่อยๆ รัฐบาลควรจะเปิดเผยจำนวนเงินที่ใช้ในการดำเนินการอย่างโปร่งใสต่อสภา และควรดูแลปกป้องข้าวไม่ให้กลายเป็นสินค้าการเมือง

 

ข่าวล่าสุด

"วัส" ชี้ปมยุบภูมิใจไทย ต้องพิสูจน์ที่มาเงินบริจาคสุชาดา

"วัส" ชี้ปมยุบภูมิใจไทย ต้องพิสูจน์ที่มาเงินบริจาคสุชาดา