
เพิ่มงบให้ผู้ว่าฯซีอีโอตั้งท่าแจกโบนัสขรก.
จับตารัฐบาลยิ่งลักษณ์ ประชุม ก.น.จ.เพิ่มงบผู้ว่าฯ ซีอีโอ และฟื้นโบนัสข้าราชการ
จับตารัฐบาลยิ่งลักษณ์ ประชุม ก.น.จ.เพิ่มงบผู้ว่าฯ ซีอีโอ และฟื้นโบนัสข้าราชการ
แหล่งข่าวจากทำเนียบรัฐบาล เปิดเผยว่าในวันที่ 5 ส.ค.นี้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี จะเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายบริหารงานจังหวัดและกลุ่มจังหวัดแบบบูรณาการ (ก.น.จ.) เพื่อพิจารณาโครงการและอนุมัติงบลงทุนจังหวัด โดยกรอบวงเงินลงทุนเบื้องต้นอยู่ที่ 1.8 หมื่นล้านบาท แต่มีความเป็นไปได้ที่จะมีการเพิ่มงบลงทุนเป็น 34 หมื่นล้านบาท เช่นเดียวกับสมัยรัฐบาลพรรคไทยรักไทย
แหล่งข่าวระบุว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ได้ตัดสินใจที่จะจัดสรรงบกลางในปีงบประมาณ 2555 วงเงิน 6,200 ล้านบาท เพื่อจัดสรรเงินรางวัล หรือ “เงินโบนัส” ให้ส่วนราชการที่มีผลการปฏิบัติงานดี
ทั้งนี้ การจัดสรรเงินโบนัสข้าราชการนั้น สมัยรัฐบาลประชาธิปัตย์ได้ตัดงบกลางส่วนนี้ออก ไม่ได้ตั้งไว้ในงบปี 2553 ทำให้ต้องนำเงินเหลือจากจากส่วนราชการต่างๆ จากงบประมาณปี 2552 และจัดสรรงบกลางกว่า 1,073 ล้านบาท จัดสรรให้กับข้าราชการระดับปฏิบัติการ หรือข้าราชการระดับซี 8 เดิมลงมา ทำให้ข้าราชการระดับสูงไม่ได้รับการจัดสรรเงินโบนัส
นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกฯ และรมว.พาณิชย์ กล่าวว่า ในสัปดาห์นี้จะเสนอให้นายกฯ ลงนามแต่งตั้งคณะรัฐมนตรี (ครม.) เศรษฐกิจ ซึ่งนอกจากจะมีรัฐมนตรีในกระทรวงเศรษฐกิจ และหัวหน้าหน่วยงานเศรษฐกิจเป็นกรรมการแล้ว จะมีการเพิ่มตำแหน่งกรรมการในส่วนของกระทรวงแรงงาน และกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีด้วย
ขณะเดียวกันนี้ รัฐบาลอยู่ระหว่างการพิจารณาฟื้นกลไกการทำงานระหว่างรัฐและเอกชนภายใต้คณะกรรมการภาครัฐร่วมและเอกชนเพื่อแก้ปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) เพื่อให้เอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการสะท้อนปัญหาและแก้ปัญหาเศรษฐกิจ
นายอำพน กิตติอำพน เลขาธิการคณะรัฐมนตรและ1 ในคณะกรรมการนโยบายการเงิน ระบุีว่า ในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมามีความตื่นตระหนกปัญหาหนี้สาธารณะของยุโรปและหนี้สิน และอัตราว่างงานของ สหรัฐ มีการโยกเงินเข้าไปซื้อสินทรัพย์ประเภททองคำและบ่อน้ำมัน ทำให้สินค้าเหล่านี้ราคาทะยานขึ้นต่อเนื่อง แต่วันนี้ทั่วโลกจับตาดูว่ามาตรการคิวอี 3 ของสหรัฐจะออกมาเมื่อไหร่
ขณะที่จีนปรับดอกเบี้ยเพื่อควบคุมเงินเฟ้อจากเศรษฐกิจที่ร้อนแรงเกินไป เศรษฐกิจอินเดียที่มีทีท่าจะเติบโตแผ่วลงจากเดิม ส่งผลให้เศรษฐกิจโลกไม่อาจพึ่งพาการเติบโตจากเศรษฐกิจในกลุ่ม BRIC ได้เหมือนในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ความเสี่ยงของเศรษฐกิจโลกมีค่อนข้างสูง และความมั่นใจของนักลงทุน 3 ปีที่แล้วเทียบกับวันนี้ไม่ได้ดีขึ้นเลย







