
ปรับเพิ่มค่าครองชีพค่าราชการจุดชนวนชักหน้าไม่ถึงหลัง
ในขณะที่การปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำให้เป็นวันละ 300 บาท ของรัฐบาล ได้แปลงร่างเป็นรายได้ขั้นต่ำวันละ 300 บาทไปแล้ว
ในขณะที่การปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำให้เป็นวันละ 300 บาท ของรัฐบาล ได้แปลงร่างเป็นรายได้ขั้นต่ำวันละ 300 บาทไปแล้ว
โดย...ทีมข่าวการเงิน
ในขณะที่การปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำให้เป็นวันละ 300 บาท ของรัฐบาล ได้แปลงร่างเป็นรายได้ขั้นต่ำวันละ 300 บาทไปแล้ว และในเรื่องนี้ยังหาข้อสรุปไม่ได้ เพราะทางฝ่ายลูกจ้างเริ่มแสดงความไม่พอใจ พร้อมกับยื่นคำขาดต่อรัฐบาลว่า หากไม่ได้ค่าจ้างขึ้นเป็นวันละ 300 บาท ในวันที่ 1 ม.ค.นี้ ก็จะมีการเดินขบวนใหญ่เพื่อกดดันรัฐบาล
แม้ค่าจ้างเอกชนยังไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจน แต่ในส่วนของข้าราชการนั้น กรมบัญชีกลางได้เสนอผ่าทางตันให้ไปแล้วด้วยการปรับรายได้ข้าราชการ ลูกจ้างประจำ ลูกจ้างชั่วคราว พนักงานราชการ และทหารกองประจำการ ที่มีวุฒิปริญญาตรีกว่า 6 แสนคน แต่มีรายได้ต่ำกว่าเดือนละ 1.5 หมื่นบาท
ก็จะได้รับเงินเดือนค่าจ้างบวกเงินพิเศษช่วยค่าครองชีพ (ช.พ.ค.) รวมแล้วไม่เกินเดือนละ 1.5 หมื่นบาท ในเดือน ม.ค. 2555 ทำให้อาชีพ “รับราชการ” ถูกจับจ้องจากบัณฑิตจบใหม่เพิ่มขึ้น
แต่ทว่า การปรับเพิ่มรายได้เหล่านี้ ได้จุดชนวน “ระเบิดเวลา” ลูกใหม่และลูกใหญ่ของรัฐบาลนี้ขึ้นแล้ว
“การปรับรายได้ครั้งนี้ เพื่อให้เหมาะสมกับภาวะค่าครองชีพข้าราชการและช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ เราถือเป็นของขวัญปีใหม่แก่บุคลากรภาครัฐ” วิรุฬ เตชะไพบูลย์ รมช.คลัง ระบุ
แถมบอกว่า วิธีนี้ใช้งบประมาณเพียง 2.5 หมื่นล้านบาทต่อปี และไม่มีภาระผูกพันระยะยาว เช่น เงินบำเหน็จบำนาญ
สุชาติ ธาดาธำรงเวช ทีมเศรษฐกิจพรรคเพื่อไทย ชี้ว่า รัฐบาลจำเป็นต้องเพิ่มรายได้ให้คนที่มีเงินเดือนไม่ถึง 1.5 หมื่นบาท เพราะคนเหล่านี้ถูกกดเงินเดือนมานาน รายได้ที่ได้ในปัจจุบัน “ไม่ยุติธรรม” มั่นใจว่า การปรับเพิ่มค่าจ้างไม่กระตุกเงินเฟ้อให้สูงขึ้น
สุชาติ ยกขอมูลสถิติว่า การปรับเพิ่มรายได้ข้าราชการมี “สหสัมพันธ์” กับอัตราเงินเฟ้อเกือบเท่ากับ 0 หรือแทบไม่มีผลกับเงินเฟ้อเลย แต่กำลังซื้อที่เพิ่มขึ้นจะทำให้เอกชนขยายกำลังการผลิตเพิ่มขึ้น จากอัตราการใช้กำลังการผลิตสิ้นไตรมาส 2 ที่อยู่ที่ 58.9%
แม้สูตรเพิ่มรายได้ข้าราชการ 1.5 หมื่นบาท ของกระทรวงการคลัง เหมือนจะ “WinWin” แต่ข้าราชการในระบบที่ทำงานมาไม่น้อยกว่า 4-5 ปี แต่ไม่มีรายได้เพิ่มหรือได้รับเงิน ช.พ.ค.จะทำอย่างไร ขวัญกำลังใจข้าราชการกลุ่มนี้จะอยู่ที่ไหน โดยเฉพาะข้าราชการระดับกลาง หรือคนที่มีระดับเงินเดือน 1.53 หมื่นบาทต่อเดือน
รายได้ที่เขย่งกันระหว่างคนใหม่และคนเก่า จะส่งผลให้การทำงานอาจปรับเข้าสู่โหมด “เช้าชามเย็นชาม” เกี่ยงกันทำงาน เกิดความแตกแยก และความไม่พอใจในหมู่ข้าราชการ ที่มีรัฐบาลเป็น “นายจ้างใหญ่” เสียงที่เคยสนับสนุนจะย้อนกลับมาเป็นเสียงก่นด่า และการสูญเสียฐานเสียงขนาดใหญ่
สมพล เกียรติไพบูลย์ ประธานคณะกรรมการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) อดีตปลัดกระทรวงพาณิชย์ มองว่า ข้าราชการที่มีรายได้ระดับกลางมีจำนวน 50% ของบุคลากรภาครัฐทั้งหมดที่มีกว่า 2 ล้านคน และคนเหล่านี้อยู่ในวัยที่มีภาระค่าใช้จ่ายที่สูง เพราะส่วนใหญ่แต่งงานมีครอบครัว ผ่อนบ้าน ผ่อนรถ เลี้ยงลูกหรือส่งลูกเรียน รัฐบาลจึงมีความเป็นต้องเพิ่มเงินเพิ่มให้คนกลุ่มนี้ด้วย
“ถ้ารัฐบาลไม่มีอะไรให้เขาเลย จะวุ่นวายแน่ ถ้าเป็นไปได้ก็ควรจะมีเงินชดเชยให้คนกลุ่มนี้เช่นกัน เช่น 2,000-3,000 บาทต่อคน ให้เขายังมีขวัญกำลังใจในการทำงานอยู่” สมพล แนะ
แน่นอนว่า หากทำตามข้อเสนอแนะของประธาน ตลท. ภาระงบประมาณคงไม่หยุดที่ 2.5 หมื่นล้านบาทแน่นอน งบประมาณอาจจะต้องเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว เพราะเมื่อข้าราชการกลุ่มหนึ่งได้
การปรับเพิ่มรายได้ก็ต้องขยายครอบคลุมไปถึงข้าราชการกลุ่มอื่นๆ เป็นลูกโซ่ เช่น ครู ทหาร ตำรวจ งบประมาณส่วนจะเพิ่มขึ้นนับแสนล้านบาทต่อปี รวมถึงการเพิ่มค่าตอบแทนพนักงานรัฐวิสาหกิจตามมาเหมือนที่เป็นมาทุกครั้ง
หากรัฐบาลเลือกปรับบัญชีเงินเดือนข้าราชการทั้งแผงตามสูตรที่สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) เสนอ จะเกิดภาระมหาศาล เพราะหากปรับบัญชีเงินเดือนระดับบัญชีเงินเดือนปริญญาตรีขั้นต่ำเป็น 1.5 หมื่นบาท หรือเพิ่มขึ้น 64% จากงบบุคลากรภาครัฐปัจจุบัน บอกได้คำเดียวว่า “ยุ่งแน่” เพราะเงินที่จะ “ต้องจ่าย” เกินขีดจำกัดการหารายได้ของรัฐ
ไม่เพียงเท่านั้น สิ่งที่หน่วยงานภาครัฐอย่างสำนักงาน ก.พ.มีความกังวลอยู่ โดยเฉพาะข้าราชการแรกบรรจุใหม่ที่ได้เงินเดือนบวกเงิน ช.พ.ค.เป็น 1.5 หมื่นบาท ทำให้ประสิทธิภาพการทำงานข้าราชการลดลงหรือไม่ในช่วง 3-4 ปีให้หลัง
นนทิกร กาญจนะจิตรา เลขาธิการ ก.พ. ที่สะท้อนว่า ข้าราชการวุฒิปริญญาตรีเข้าใหม่เงินเดือนจะอยู่ที่ 9,140 บาท เมื่อทำงานปีแรกจะได้เงิน ช.พ.ค.ในอัตรา 5,860 บาท แต่ปีที่ 2 เงินเดือนเพิ่มขึ้น แต่เงิน ช.พ.ค.ก็จะลดลง สรุปคือ ผลตอบแทนของข้าราชการจะถูกตรึงที่ 1.5 หมื่นบาท อย่างน้อย 4-5 ปี จำเป็นต้องมีแรงกระตุ้นให้ข้าราชการสร้างผลงาน เพื่อความก้าวหน้าใน “ตำแหน่ง”
หรือสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) ที่เสนอให้รัฐบาลจัดสรรงบกลางวงเงินปีละ 6,200 ล้านบาท เพื่อจัดสรรเป็นเงิน “โบนัส” ให้ข้าราชการอีกครั้ง หลังงบก้อนดังกล่าวถูกตัดไปในสมัยรัฐบาลประชาธิปัตย์
นั่นคือประสิทธิภาพการทำงานของข้าราชการที่จะถูกบั่นทอนจากการขึ้นค่าครองชีพไม่เท่าเทียมของข้าราชการใหม่ และข้าราชการที่ทำงานมานานกว่า
แต่สิ่งที่ข้าราชการใหม่และเก่าจะได้รับอย่างเท่าเทียมกัน คือ ค่าครองชีพที่เพิ่มสูงขึ้น เพราะในทางจิตวิทยาพ่อค้าต่างก็มองว่ารายได้ในอนาคตของคนจะเพิ่มขึ้น ก็ขึ้นราคาสินค้าไปดักหน้ารับไว้ก่อน ทำให้อัตราเงินเฟ้อเพิ่มสูงขึ้น และเงินเฟ้อนี่เองเป็นศัตรูตัวร้ายทำให้รายได้ที่เพิ่มขึ้น แทบจะไม่ได้ช่วยอะไรเลย
การฉวยโอกาสขึ้นราคาสินค้าเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นพร้อมกับการขึ้นค่าจ้าง เพราะตลาดสินค้าของไทยยังมีการ “ผูกขาด” และการกระจายสินค้าไม่ทั่วถึง สินค้าเกษตรและอาหารมีความเสี่ยงจากปัจจัยฤดูกาล สภาวะอากาศ และโรคระบาด เป็นเหตุผลที่สามารถนำมาใช้อ้างเพื่อปรับเพิ่มราคาสินค้าได้ อย่างหมูแพง ไก่แพง ก็เห็นมาแล้ว
ฉะนั้น รายได้ที่ปรับเพิ่มขึ้นมานั้น แทบจะไม่ใช่รายได้ที่เกิดขึ้นจริง เพราะเงินเฟ้อจะดูดเงินส่วนที่เพิ่มขึ้นให้หายไปหมด
คำถามจึงอยู่ที่ว่า คนที่มีเงินเดือนเกิน 1.5 หมื่นบาทไปแล้ว รัฐบาลจะดูแลพวกเขาอย่างไร เพราะค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้น แต่คนกลุ่มนี้เขาไม่ได้เงินเพิ่มเลย
ที่สะท้อนให้เห็นมานี้เป็นปัจจัยเฉพาะผลกระทบภายในระบบราชการเท่านั้น
แต่หากมองภาระงบประมาณในภาพที่ใหญ่กว่านั้น จะพบว่าปัจจุบันรัฐบาลมีภาระงบรายจ่ายประจำ 80% ของงบประมาณ ขณะที่งบสวัสดิการสังคมที่เพิ่มขึ้นทุกปี ไม่ว่าจะเป็นโครงการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า การศึกษา เบี้ยยังชีพ ไม่รวมค่าใช้จ่ายฉุกเฉินจากภัยพิบัติธรรมชาติที่เกิดขึ้นบ่อยครั้ง ทั้งน้ำท่วม น้ำแล้ง
รัฐบาลจะหาเงินงบประมาณจากที่ไหนมา“โปะ” งบรายจ่ายที่เพิ่มขึ้น
เมื่อเหลียวไปมองเศรษฐกิจโลกที่มีสัญญาณย่ำแย่กว่าที่คิด และชัดเจนว่าเศรษฐกิจสหรัฐ ยุโรป และญี่ปุ่น ที่ลากระยะเวลาการฟื้นตัวออกไปไม่มีกำหนด หรือเศรษฐกิจเอเชียและกลุ่ม BRIC ที่เป็นเสาหลักพยุงเศรษฐกิจโลกขณะนี้ กำลังเผชิญกับอัตราเงินเฟ้อระดับสูงและใช้อัตราดอกเบี้ยชะลอการร้อนแรงของ “เงินเฟ้อ”
ในขณะที่เศรษฐกิจไทยพึ่งพาการส่งออกในสัดส่วน 70% หากเศรษฐกิจโลกโตน้อยกว่าที่คาดไว้ เศรษฐกิจไทยจะรับผลกระทบเช่นเดียวกับวิกฤตปี 2552 รายได้ที่รัฐบาลคาดว่าจะจัดเก็บได้จากภาษีจะลดลง
เมื่อถึงเวลานั้น รายจ่ายประจำที่เพิ่มขึ้นจากการปรับเพิ่มค่าตอบแทนราชการจะถูกตัดทอนหรือไม่ ซึ่งแน่นอนว่าเป็นไปไม่ได้ที่ลดรายได้ข้าราชการลง รัฐบาลก็ต้องหาเงินโดยวิธีการพื้นฐานที่สุด คือ กู้เงินมาจ่ายเงินเดือนข้าราชการ
นี่จึงเป็นระเบิดเวลาที่รัฐบาลเพื่อไทยต้อง “ถอดสลัก” ด้วยความรอบคอบอย่างที่สุด ไม่เช่นนั้น.....พังแน่







