posttoday
ปรับเพิ่มค่าครองชีพค่าราชการจุดชนวนชักหน้าไม่ถึงหลัง

ปรับเพิ่มค่าครองชีพค่าราชการจุดชนวนชักหน้าไม่ถึงหลัง

05 กันยายน 2554

ในขณะที่การปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำให้เป็นวันละ 300 บาท ของรัฐบาล ได้แปลงร่างเป็นรายได้ขั้นต่ำวันละ 300 บาทไปแล้ว

ในขณะที่การปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำให้เป็นวันละ 300 บาท ของรัฐบาล ได้แปลงร่างเป็นรายได้ขั้นต่ำวันละ 300 บาทไปแล้ว

โดย...ทีมข่าวการเงิน

ในขณะที่การปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำให้เป็นวันละ 300 บาท ของรัฐบาล ได้แปลงร่างเป็นรายได้ขั้นต่ำวันละ 300 บาทไปแล้ว และในเรื่องนี้ยังหาข้อสรุปไม่ได้ เพราะทางฝ่ายลูกจ้างเริ่มแสดงความไม่พอใจ พร้อมกับยื่นคำขาดต่อรัฐบาลว่า หากไม่ได้ค่าจ้างขึ้นเป็นวันละ 300 บาท ในวันที่ 1 ม.ค.นี้ ก็จะมีการเดินขบวนใหญ่เพื่อกดดันรัฐบาล

แม้ค่าจ้างเอกชนยังไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจน แต่ในส่วนของข้าราชการนั้น กรมบัญชีกลางได้เสนอผ่าทางตันให้ไปแล้วด้วยการปรับรายได้ข้าราชการ ลูกจ้างประจำ ลูกจ้างชั่วคราว พนักงานราชการ และทหารกองประจำการ ที่มีวุฒิปริญญาตรีกว่า 6 แสนคน แต่มีรายได้ต่ำกว่าเดือนละ 1.5 หมื่นบาท

ก็จะได้รับเงินเดือนค่าจ้างบวกเงินพิเศษช่วยค่าครองชีพ (ช.พ.ค.) รวมแล้วไม่เกินเดือนละ 1.5 หมื่นบาท ในเดือน ม.ค. 2555 ทำให้อาชีพ “รับราชการ” ถูกจับจ้องจากบัณฑิตจบใหม่เพิ่มขึ้น

แต่ทว่า การปรับเพิ่มรายได้เหล่านี้ ได้จุดชนวน “ระเบิดเวลา” ลูกใหม่และลูกใหญ่ของรัฐบาลนี้ขึ้นแล้ว

“การปรับรายได้ครั้งนี้ เพื่อให้เหมาะสมกับภาวะค่าครองชีพข้าราชการและช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ เราถือเป็นของขวัญปีใหม่แก่บุคลากรภาครัฐ” วิรุฬ เตชะไพบูลย์ รมช.คลัง ระบุ

แถมบอกว่า วิธีนี้ใช้งบประมาณเพียง 2.5 หมื่นล้านบาทต่อปี และไม่มีภาระผูกพันระยะยาว เช่น เงินบำเหน็จบำนาญ

สุชาติ ธาดาธำรงเวช ทีมเศรษฐกิจพรรคเพื่อไทย ชี้ว่า รัฐบาลจำเป็นต้องเพิ่มรายได้ให้คนที่มีเงินเดือนไม่ถึง 1.5 หมื่นบาท เพราะคนเหล่านี้ถูกกดเงินเดือนมานาน รายได้ที่ได้ในปัจจุบัน “ไม่ยุติธรรม” มั่นใจว่า การปรับเพิ่มค่าจ้างไม่กระตุกเงินเฟ้อให้สูงขึ้น

สุชาติ ยกขอมูลสถิติว่า การปรับเพิ่มรายได้ข้าราชการมี “สหสัมพันธ์” กับอัตราเงินเฟ้อเกือบเท่ากับ 0 หรือแทบไม่มีผลกับเงินเฟ้อเลย แต่กำลังซื้อที่เพิ่มขึ้นจะทำให้เอกชนขยายกำลังการผลิตเพิ่มขึ้น จากอัตราการใช้กำลังการผลิตสิ้นไตรมาส 2 ที่อยู่ที่ 58.9%

ปรับเพิ่มค่าครองชีพค่าราชการจุดชนวนชักหน้าไม่ถึงหลัง

แม้สูตรเพิ่มรายได้ข้าราชการ 1.5 หมื่นบาท ของกระทรวงการคลัง เหมือนจะ “WinWin” แต่ข้าราชการในระบบที่ทำงานมาไม่น้อยกว่า 4-5 ปี แต่ไม่มีรายได้เพิ่มหรือได้รับเงิน ช.พ.ค.จะทำอย่างไร ขวัญกำลังใจข้าราชการกลุ่มนี้จะอยู่ที่ไหน โดยเฉพาะข้าราชการระดับกลาง หรือคนที่มีระดับเงินเดือน 1.53 หมื่นบาทต่อเดือน

รายได้ที่เขย่งกันระหว่างคนใหม่และคนเก่า จะส่งผลให้การทำงานอาจปรับเข้าสู่โหมด “เช้าชามเย็นชาม” เกี่ยงกันทำงาน เกิดความแตกแยก และความไม่พอใจในหมู่ข้าราชการ ที่มีรัฐบาลเป็น “นายจ้างใหญ่” เสียงที่เคยสนับสนุนจะย้อนกลับมาเป็นเสียงก่นด่า และการสูญเสียฐานเสียงขนาดใหญ่

สมพล เกียรติไพบูลย์ ประธานคณะกรรมการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) อดีตปลัดกระทรวงพาณิชย์ มองว่า ข้าราชการที่มีรายได้ระดับกลางมีจำนวน 50% ของบุคลากรภาครัฐทั้งหมดที่มีกว่า 2 ล้านคน และคนเหล่านี้อยู่ในวัยที่มีภาระค่าใช้จ่ายที่สูง เพราะส่วนใหญ่แต่งงานมีครอบครัว ผ่อนบ้าน ผ่อนรถ เลี้ยงลูกหรือส่งลูกเรียน รัฐบาลจึงมีความเป็นต้องเพิ่มเงินเพิ่มให้คนกลุ่มนี้ด้วย

“ถ้ารัฐบาลไม่มีอะไรให้เขาเลย จะวุ่นวายแน่ ถ้าเป็นไปได้ก็ควรจะมีเงินชดเชยให้คนกลุ่มนี้เช่นกัน เช่น 2,000-3,000 บาทต่อคน ให้เขายังมีขวัญกำลังใจในการทำงานอยู่” สมพล แนะ

แน่นอนว่า หากทำตามข้อเสนอแนะของประธาน ตลท. ภาระงบประมาณคงไม่หยุดที่ 2.5 หมื่นล้านบาทแน่นอน งบประมาณอาจจะต้องเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว เพราะเมื่อข้าราชการกลุ่มหนึ่งได้

การปรับเพิ่มรายได้ก็ต้องขยายครอบคลุมไปถึงข้าราชการกลุ่มอื่นๆ เป็นลูกโซ่ เช่น ครู ทหาร ตำรวจ งบประมาณส่วนจะเพิ่มขึ้นนับแสนล้านบาทต่อปี รวมถึงการเพิ่มค่าตอบแทนพนักงานรัฐวิสาหกิจตามมาเหมือนที่เป็นมาทุกครั้ง

หากรัฐบาลเลือกปรับบัญชีเงินเดือนข้าราชการทั้งแผงตามสูตรที่สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) เสนอ จะเกิดภาระมหาศาล เพราะหากปรับบัญชีเงินเดือนระดับบัญชีเงินเดือนปริญญาตรีขั้นต่ำเป็น 1.5 หมื่นบาท หรือเพิ่มขึ้น 64% จากงบบุคลากรภาครัฐปัจจุบัน บอกได้คำเดียวว่า “ยุ่งแน่” เพราะเงินที่จะ “ต้องจ่าย” เกินขีดจำกัดการหารายได้ของรัฐ

ไม่เพียงเท่านั้น สิ่งที่หน่วยงานภาครัฐอย่างสำนักงาน ก.พ.มีความกังวลอยู่ โดยเฉพาะข้าราชการแรกบรรจุใหม่ที่ได้เงินเดือนบวกเงิน ช.พ.ค.เป็น 1.5 หมื่นบาท ทำให้ประสิทธิภาพการทำงานข้าราชการลดลงหรือไม่ในช่วง 3-4 ปีให้หลัง

นนทิกร กาญจนะจิตรา เลขาธิการ ก.พ. ที่สะท้อนว่า ข้าราชการวุฒิปริญญาตรีเข้าใหม่เงินเดือนจะอยู่ที่ 9,140 บาท เมื่อทำงานปีแรกจะได้เงิน ช.พ.ค.ในอัตรา 5,860 บาท แต่ปีที่ 2 เงินเดือนเพิ่มขึ้น แต่เงิน ช.พ.ค.ก็จะลดลง สรุปคือ ผลตอบแทนของข้าราชการจะถูกตรึงที่ 1.5 หมื่นบาท อย่างน้อย 4-5 ปี จำเป็นต้องมีแรงกระตุ้นให้ข้าราชการสร้างผลงาน เพื่อความก้าวหน้าใน “ตำแหน่ง”

หรือสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) ที่เสนอให้รัฐบาลจัดสรรงบกลางวงเงินปีละ 6,200 ล้านบาท เพื่อจัดสรรเป็นเงิน “โบนัส” ให้ข้าราชการอีกครั้ง หลังงบก้อนดังกล่าวถูกตัดไปในสมัยรัฐบาลประชาธิปัตย์

นั่นคือประสิทธิภาพการทำงานของข้าราชการที่จะถูกบั่นทอนจากการขึ้นค่าครองชีพไม่เท่าเทียมของข้าราชการใหม่ และข้าราชการที่ทำงานมานานกว่า

แต่สิ่งที่ข้าราชการใหม่และเก่าจะได้รับอย่างเท่าเทียมกัน คือ ค่าครองชีพที่เพิ่มสูงขึ้น เพราะในทางจิตวิทยาพ่อค้าต่างก็มองว่ารายได้ในอนาคตของคนจะเพิ่มขึ้น ก็ขึ้นราคาสินค้าไปดักหน้ารับไว้ก่อน ทำให้อัตราเงินเฟ้อเพิ่มสูงขึ้น และเงินเฟ้อนี่เองเป็นศัตรูตัวร้ายทำให้รายได้ที่เพิ่มขึ้น แทบจะไม่ได้ช่วยอะไรเลย

การฉวยโอกาสขึ้นราคาสินค้าเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นพร้อมกับการขึ้นค่าจ้าง เพราะตลาดสินค้าของไทยยังมีการ “ผูกขาด” และการกระจายสินค้าไม่ทั่วถึง สินค้าเกษตรและอาหารมีความเสี่ยงจากปัจจัยฤดูกาล สภาวะอากาศ และโรคระบาด เป็นเหตุผลที่สามารถนำมาใช้อ้างเพื่อปรับเพิ่มราคาสินค้าได้ อย่างหมูแพง ไก่แพง ก็เห็นมาแล้ว

ฉะนั้น รายได้ที่ปรับเพิ่มขึ้นมานั้น แทบจะไม่ใช่รายได้ที่เกิดขึ้นจริง เพราะเงินเฟ้อจะดูดเงินส่วนที่เพิ่มขึ้นให้หายไปหมด

คำถามจึงอยู่ที่ว่า คนที่มีเงินเดือนเกิน 1.5 หมื่นบาทไปแล้ว รัฐบาลจะดูแลพวกเขาอย่างไร เพราะค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้น แต่คนกลุ่มนี้เขาไม่ได้เงินเพิ่มเลย

ที่สะท้อนให้เห็นมานี้เป็นปัจจัยเฉพาะผลกระทบภายในระบบราชการเท่านั้น

แต่หากมองภาระงบประมาณในภาพที่ใหญ่กว่านั้น จะพบว่าปัจจุบันรัฐบาลมีภาระงบรายจ่ายประจำ 80% ของงบประมาณ ขณะที่งบสวัสดิการสังคมที่เพิ่มขึ้นทุกปี ไม่ว่าจะเป็นโครงการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า การศึกษา เบี้ยยังชีพ ไม่รวมค่าใช้จ่ายฉุกเฉินจากภัยพิบัติธรรมชาติที่เกิดขึ้นบ่อยครั้ง ทั้งน้ำท่วม น้ำแล้ง

รัฐบาลจะหาเงินงบประมาณจากที่ไหนมา“โปะ” งบรายจ่ายที่เพิ่มขึ้น

เมื่อเหลียวไปมองเศรษฐกิจโลกที่มีสัญญาณย่ำแย่กว่าที่คิด และชัดเจนว่าเศรษฐกิจสหรัฐ ยุโรป และญี่ปุ่น ที่ลากระยะเวลาการฟื้นตัวออกไปไม่มีกำหนด หรือเศรษฐกิจเอเชียและกลุ่ม BRIC ที่เป็นเสาหลักพยุงเศรษฐกิจโลกขณะนี้ กำลังเผชิญกับอัตราเงินเฟ้อระดับสูงและใช้อัตราดอกเบี้ยชะลอการร้อนแรงของ “เงินเฟ้อ”

ในขณะที่เศรษฐกิจไทยพึ่งพาการส่งออกในสัดส่วน 70% หากเศรษฐกิจโลกโตน้อยกว่าที่คาดไว้ เศรษฐกิจไทยจะรับผลกระทบเช่นเดียวกับวิกฤตปี 2552 รายได้ที่รัฐบาลคาดว่าจะจัดเก็บได้จากภาษีจะลดลง

เมื่อถึงเวลานั้น รายจ่ายประจำที่เพิ่มขึ้นจากการปรับเพิ่มค่าตอบแทนราชการจะถูกตัดทอนหรือไม่ ซึ่งแน่นอนว่าเป็นไปไม่ได้ที่ลดรายได้ข้าราชการลง รัฐบาลก็ต้องหาเงินโดยวิธีการพื้นฐานที่สุด คือ กู้เงินมาจ่ายเงินเดือนข้าราชการ

นี่จึงเป็นระเบิดเวลาที่รัฐบาลเพื่อไทยต้อง “ถอดสลัก” ด้วยความรอบคอบอย่างที่สุด ไม่เช่นนั้น.....พังแน่

 

 

ข่าวล่าสุด

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI