
ชี้สื่อไทยหนีไม่พ้นการแทรกแซง
วงสัมมนา นโยบายสื่อภายใต้รัฐบาลใหม่:ปิดกั้น แทรกแซง หรือ เสรี? ชี้ สื่อไทยหนีไม่พ้นการแทรกแซงจากอำนาจรัฐ-ทุน เผย อำนาจรัฐรูปแบบใหม่ภายใต้งบโฆษณามีผลครอบงำสื่อ
วงสัมมนา นโยบายสื่อภายใต้รัฐบาลใหม่:ปิดกั้น แทรกแซง หรือ เสรี? ชี้ สื่อไทยหนีไม่พ้นการแทรกแซงจากอำนาจรัฐ-ทุน เผย อำนาจรัฐรูปแบบใหม่ภายใต้งบโฆษณามีผลครอบงำสื่อ
งานสัมมนาเรื่อง นโยบายสื่อภายใต้รัฐบาลใหม่:ปิดกั้น แทรกแซง หรือ เสรี? โดยมี น.ส.ฐิติมา ฉายแสง โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายชวรงค์ ลิมป์ปัทมปาณี นายกสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย นายวสันต์ ภัยหลีกลี้ รองผู้อำนวยการองค์การกระจายเสียงแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทไทย นางพิจิตรา ศุภสวัสดิ์กุล อาจารย์ประจำคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ละนายภิญโญ ไตรสุริยธรรมา บรรณาธิการบริหารสำนักพิมพ์โอเพ่นบุ๊คส์ เข้าร่วม ที่ ม.ธุรกิจบัณฑิต
นางฐิติมา กล่าวว่า รัฐบาลมีนโยบายในการส่งเสริมเสรีภาพ และตระหนักต่อจรรยาบรรณสื่อมวลชน ตามที่นายกรัฐมนตรี เคยกล่าวว่า ได้เสนอตัวเข้าทำหน้าที่เพราะต้องการเห็นประเทศไทยมองข้ามความขัดแย้ง เพื่อความสามัคคีปรองดองเป็นเรื่องแรก ไม่คิดแก้แค้น แต่จะแก้ไข รวมทั้งต้องการเห็นการเมืองไทยสร้างสรรค์ ซึ่งสามารถอธิบายได้ว่า หากรัฐบาลให้ความสนใจเพียงเรื่องในอดีตไม่คิดเดินไปข้างข้างหน้า ความสามัคคีคงไม่สามารถเกิดขึ้นได้ ขณะที่รัฐบาลยืนยันว่าเข้าใจการทำหน้าที่ และเคารพการทำงานของสื่อ ที่มีบทบาทเฝ้าระวัง ตรวจสอบ รายงานผลกระทบ รายงานเหตุการณ์ต่างๆ ให้ทราบ สังคมรับทราบ และคาดหวังให้สื่อทำงานสร้างสรรค์และเป็นประโยชน์ เพราะสื่อเป็นส่วนหนึ่งในการให้การศึกษาเพื่อยกระดับสังคมให้เป็นสังคมที่มีความรู้ จึงต้องการให้สื่อมวลชนตระหนักถึงการทำหน้าที่เพื่อให้สังคมปรองดอง
นางฐิติมา กล่าวว่า รัฐบาล จะเปิดโอกาสให้สื่อทำหน้าที่อย่างเสรีภาพ ปราศจากการแทรกแซง และขอให้เชื่อมั่นว่ารัฐบาลไม่ต้องการปิดกั้น แต่ต้องการให้เสรีภาพสื่อมวลชนอย่างแน่นอนแต่ขอให้สื่อมีจริยธรรมในการทำหน้าที่ โดยการกระทำใดๆ ที่จะสร้างให้เกิดความแตกร้าวไม่ปรองดองก็ต้องร่วมด้วยช่วยกัน ขอให้สื่อช่วยกันให้รับบาลบริหารแผ่นดินเพื่อประเทศชาติ
นาง ฐิติมา กล่าวว่า รัฐบาลพร้อมตอบคำถามผู้สื่อข่าว เพียงแต่ว่าบางคำถามไม่สามารถตอบได้ก็ต้องไปหาคำตอบ และในฐานะโฆษกรัฐบาล ถือว่าตนเป็นตัวแทนนายกรัฐมนตรี โดย สามารถติดต่อตนได้ตลอดเวลา ซึ่งนายกรัฐมนตรียืนยันว่าจะดูแลสื่อมวลชนเป็นอย่างดี
นายวสันต์ ภัยหลีกลี้ รองผอ.องค์การกระจายเสียงแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ผมคิดว่าเป็นนโยบายรัฐบาลเป็นนโยบายที่ดี ที่จะส่งเสริมสิทธิเสรีภาพการสื่อสารของประชาชน และการทำงานของสื่อ ไม่แทรกแซงไม่ปิดกัน แต่ต้องรอดูการปฏิบัติจะสอดคล้องกันอย่างไร สื่อกับการเมือง เป็นเรื่องเกี่ยวเนื่องสัมพันธ์กัน ในอดีตสื่อสิ่งพิมพ์มีอิสระมากกว่าโทรทัศน์และวิทยุ เพราะจะอยู่ในกำกับของรัฐ สิทธิเสรีภาพจึงมีน้อย ระยะหลังมีการเปลี่ยนแปรลงพัฒนาการดีขึ้น สังคมเรียกร้องต้องการเสรีในการแสดงความเห็นในการสื่อสาร ต้องการเห็นสื่อมีอิสระเสรีภาพ ถือเป็นส่วนหนึ่งของสังคมประชาธิปไตย
นายวสันต์ กล่าวต่อว่า แต่สื่อรัฐถูกแทรกแซงพอสมควร เมื่อเปลี่ยนขั้วการเมอืงสื่อของรัฐจะมีการเปลี่ยนแปลงก่อนใคร รายการของอีกฝ่ายจะค่อยๆหลุดออกไปจากผังรายการ ลักษณะแบบนี้จะเกิดกับสื่อของรัฐ แต่สื่อที่เป็นธุรกิจจะถูกแทรกแซงน้อยกว่า อย่างไรก็ดี มีหลักที่ว่านักการเมืองกับสื่อจะทำอย่างไรให้เข้าใจตรงกัน ให้เคารพการทำงานของสื่อ เคารพกันและกัน ไม่ใช่ทีใครทีมัน เปลี่ยนแปลงเพื่อประโยชน์การเมือง พวกพ้อง และทำอย่างไรให้สื่อรัฐมีเสรีภาพ ให้มีโครงสร้างป้องกันการแทรกแซง มีการเสนอโมเดลไทยทีบีเอส เป็นโมเดลน่าสนใจมีบอร์ดมาบริหารจัดการ เป็นกันชน ผู้บริหารมีอิสระในการทำงาน แต่ก็มีการเข้ามาบีบสื่อทางอ้อมด้วยกลไกทางธุรกิจ เช่นการถอนโฆษณา เป็นวิธีหนึ่ง หวังว่าไม่เกิดอีก สื่อกับฝ่ายการเมือง ต้องเคารพกันและกัน มีระยะห่าง หากฮั้วกันประเทศชาติย่ำแย่ เพราะสื่อมีหน้าที่ตรวจสอบ เฝ้าระวัง ทั้งนี้โมเดลไทยพีบีเอส เกิดจากช่วงที่ผ่านมามีคำว่าสื่อต้องปราศจากอำนาจรัฐ จะทำอย่างไรให้สื่อมีความเสรี ไม่ปิดกัน ปลอดอำนาจรัฐ อำนาจทุน จึงเป็นที่มาไทยพีบีเอส ไม่ต้องพึ่งงบประมาณ ไม่ขึ้นกับกับฝ่ายการเมือง เพราะเป็นเงินจากภาษีบาป สุรา ยาสูบ
นางพิจิตรา ศุภสวัสดิ์กุล อาจารย์คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า เมื่อพูดถึงสื่อมวลชนต้องยอมรับว่าสื่อโทรทัศน์และวิทยุมีอิทธิพลต่อสังคมอย่างมาก และสื่อเหล่านี้เองก็มีคนต้องการเข้ามาทำเยอะมาก แต่ก็จำกัดอยู่ในมือของคนเพียงไม่กี่กลุ่มนั่นเพราะสื่อเหล่านี้อยู่ในรูปแบบการให้สัมปทานจากรัฐบาล อย่างไรก็ดีเมื่อพูดอิสระเสรีภาพ เราต้องยอมรับว่าสื่อสิ่งพิมพ์มีอิสระสูงกว่าสื่อโทรทัศน์และวิทยุ ซึ่งในสมัยรัฐบาลพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ เป็นช่วงที่มีกลุ่มทุนขนาดใหญ่เข้ามาสู่การเมืองและก็เป็นพ.ต.ท.ทักษิณเองที่เป็นเจ้าของสื่อทั้งของรัฐและเอกชน ดังนั้นการครอบงำสื่อในสมัยนั้นจึงเกิดขึ้น เมื่อถึงช่วงรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกฯ ก็มีเทคโนโลยีการสื่อสารเกิดขึ้นมากมาย ทั้งเว็ปไซต์เกิดขึ้นอย่างมาก ทำให้ผู้รับสารกลายมาเป็นผู้สื่อสาร ประชาชนทั่วไปสามารถเป็นนักข่าวได้ในการรายงานเรื่องราวต่างๆ ทำให้เกิดเสรีภาพมากในการสื่อสาร ขณะเดียวกันช่องทางสื่อสารต่างๆที่เพิ่มมากขึ้น ทั้งเว็ปไซต์ วิทยุ โดยเฉพาะเคเบิลทีวี ซึ่งในยุคนายอภิสิทธิ์ มีการเติบโตแบบก้าวกระโดด ทำให้กลุ่มการเมืองเข้ามาใช้ประโยชน์กับสื่อเหล่านี้ จึงเกิดสื่อมีสีขึ้น ซึ่งได้มีการเผยแพร่กระจายความคิดอุดมการณ์ทางการเมือง จึงเป็นเหตุว่าเรียกสื่อเลือกข้างได้หรือไม่ และเป็นคำถามว่าสื่อสามารถมีอุดมการณ์ทางการเมืองได้หรือไม่
“ดังนั้นจำเป็นอย่างยิ่งที่สื่อจะต้องมีความเป็นกลางและมีการตรวจสอบซึ่งกันและกัน และจะทำให้สื่อเป็นกลางจริงๆได้อย่างไร ก็ขึ้นอยู่กับสถานบันสื่อสารมวลชนจะดำเนินการเรื่องนี้อย่างไร หากปล่อยให้สื่อมีสีดำเนินการได้ต่อไป ก็จะทำให้สังคมแยกขั้วชัดเจน สร้างความเกลียดชังให้กับขั้วตรงข้าม ทำให้คนฆ่ากันได้เพียงแค่ใส่เสื้อคนละสี ซึ่งน่าเป็นห่วงมาก” นางพิจิตรา กล่าว
นายภิญโญ ไตรสุริยธรรมา อดีตผู้ดำเนินรายการตอบโจทย์ สถานีโทรทัศน์ไทยทีบีเอส กล่าวว่า สื่อไทยตั้งแต่ปี 2500 เป็นต้นมาอยู่ภายใต้อำนาจรัฐมาโดยตลอด ในยุคพ.ต.ท.ทักษิณ กลุ่มทุนกระโดดเข้ามาสู่การเมืองเต็มตัว เพื่อกำหนดนโยบาย ตามที่กลุ่มทุนต้องการ เป็นครั้งแรกที่มีการผนวกอำนาจรัฐและอำนาจทุนเข้าด้วยกัน และมีการกดดันครอบงำสื่อของกลุ่มทุน เช่นการขู่ตัดงบโฆษณา เพื่อต้องการให้ลงข่าวที่ตนเองต้องการ เพราะต้องเข้าใจว่าสื่ออยู่ได้ด้วยค่าโฆษณาไม่ใช่ด้วยยอดจำหนาย นอกจากนี้ในภาครัฐเองก็มีบทบาทต่อสื่อไม่ใช่แค่สื่อของรัฐเท่านั้น ปัจจุบันงบโฆษณาในกระทรวง ทบวง กรมต่างๆ มีจำนวนมาก และรัฐก็ใช้งบเหล่านี้ ในการแทรกแซงสื่อ เช่น จะตัดงบลงโฆษณา ซึ่งทำให้เจ้าของสื่อต้องคิดหนัก เพราะมีผลกระทบต่อรายได้ ดังนั้นจึงเป็นคำถามสำคัญของสื่อที่จะต้องสร้างสมดุลระหว่างอุดมการณ์และความอยู่รอดทางธุรกิจ
นายภิญโญ กล่าวว่า สำหรับความเป็นกลางทางการเมือง พวกเราที่เป็นสื่อมวลชนก็พยายามที่จะวิธีการ ที่จะต้องป้องกันการแทรกแซงจากอำนาจรัฐาและทุน ที่บอกว่ามีโมเดลทีวีไทยทีบีเอสขึ้นมา แต่สิ่งที่น่ากลัวไม่ใช่การแทรกแซงจากทุนและรัฐ แต่เป็นอคติทางการเมือง ซึ่งเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในใจทุกคน ป้องกันสิ่งภายนอก อำนาจรัฐ หรือทุน ป้องกันได้ แต่หลายคนแพ้ใจตัวเอง หลายคนถูกครอบด้วยอคติ จึงเป็นที่มาของการเลือกข้าง ดังนั้นสื่อต้องย้อนมองตัวเองว่าจะจัดการกับอคติในใจได้อย่างไร ตนยอมรับว่าสื่อไม่ความเป็นกลาง 100 % แต่ต้องแฟร์กับฝ่ายตรงข้าม ต้องเปิดโอกาสให้เขาได้มีโอกาสได้พูดชี้แจง
นายเชาวรงค์ ลิมปัทมปาณี นายกสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า ตนไม่อยากเห็นรัฐบาลใช้ใช้งบใช้ทุนรัฐบาลมาแทรกแซงการทำงานของสื่อ และหนีไม่พ้นการข่มขู่คุกคามในรูปแบบต่างๆ ส่วนการเลือกไม่ใช่เรื่องแปลกที่เพิ่งเกิดขึ้น ถึงขนาดว่ามีบางคนบอกว่าให้สื่อบอกมาเลยว่าอยู่ข้างไหน ประชาชนจะได้เลือกรับสื่อที่ตนเองต้องการ ส่วนอคติในใจนั้น ตนคิดว่าถ้าเป็นสื่อมืออาชีพ ก็จำเป็นที่จะต้องก้าวข้ามสิ่งเหล่านี้ให้ได้ ถึงจะเรียกได้เต็มปากเต็มคำว่าเป็นสื่อ







