
รัฐบาลยืมมืฝรั่ง กินตับคลังหลวง
กลายเป็นเรื่องร้อนแรงขึ้นมาทันทีที่
กลายเป็นเรื่องร้อนแรงขึ้นมาทันทีที่ ธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล รมว.คลัง
แจ้งต่อผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ขอให้ไปศึกษาเรื่องการตั้งกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ โดยให้นำเงินทุนสำรองระหว่างประเทศส่วนหนึ่ง แยกบัญชีออกมาจัดตั้งและให้ส่งผลการศึกษากลับมาที่กระทรวงการคลังภายใน 1 เดือน
นี่เป็นเรื่องที่ใครแตะขึ้นมาจะได้เรื่องสมใจ โดยเฉพาะก่อนหน้าที่ รมว.คลังจะมานั่งทำงานในกระทรวงเพียง 2 สัปดาห์ ก็มีข่าวเล็ดลอดออกมาจากทีมงานเศรษฐกิจของพรรคเพื่อไทยว่า จะมีการเสนอให้นำเงินทุนสำรองฯ ไปลงทุนในธุรกิจพลังงาน โดยเฉพาะในพื้นที่ทับซ้อนบริเวณไทย-กัมพูชา
เมื่อ รมว.คลัง เปิดอกพูดกับผู้ว่าการ ธปท. ก็ชัดเจนว่าแนวคิดนี้มีมูล มีแนวโน้มอาจจะเป็นเรื่องจริง ทาง ธปท.ซึ่งใช้บทเงียบสยบความเคลื่อนไหวไม่เคยให้ความเห็นในเรื่องนี้ จนได้ยินกับหูเอง ผู้ว่าการ ธปท.จึงออกมาแสดงความเห็นเป็นครั้งแรกว่า
“เงินทุนสำรองของไทยนั้นเป็นเงินที่มีเจ้าของหรือมีเจ้าหนี้ ส่วนหนึ่งเป็นเงินที่ไหลเข้ามาลงทุนจากต่างประเทศของนักลงทุนต่างชาติที่มาลงทุนในพันธบัตร หุ้น ฯลฯ เงินนี้ต้องเก็บไว้เพื่อรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจในยามที่เงินทุนไหลออกด้วย
อีกส่วนเป็นหนี้ต่างประเทศน่าจะมีประมาณ 1 แสนล้านเหรียญสหรัฐเศษๆ หักเงินส่วนนี้แล้วจะเหลือเงินทุนสำรองเพียงพอจะนำไปลงทุนตั้งกองทุนหรือไม่ ก็ต้องดูให้ดี” ประสาร กล่าว
ผู้ว่าการ ธปท. ชี้แจงว่า ทุนสำรองของประเทศซึ่งที่มีอยู่ประมาณ 2 แสนล้านเหรียญสหรัฐนั้น ไม่ได้เป็นสินทรัพย์ที่มีไว้เฉยๆ ทั้งหมด ต่างจากของหลายประเทศที่ได้จากการขายน้ำมันแล้วเก็บไว้
สำหรับฐานะทุนสำรองระหว่างประเทศ ณ วันที่ 26 ส.ค. อยู่ที่ระดับ 1.894 แสนล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 5.682 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นเล็กน้อย 400 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 1.2 หมื่นล้านบาท จากสัปดาห์ก่อนหน้าที่ระดับ 1.89 แสนล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 5.647 ล้านล้านบาท
ขณะที่ฐานะสุทธิการซื้อเงินตราต่างประเทศล่วงหน้าอยู่ที่ระดับ 2.63 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง 100 ล้านเหรียญสหรัฐ จากสัปดาห์ก่อนหน้าที่ระดับ 2.64 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ส่งผลให้ทุนสำรองระหว่างประเทศสุทธิ ซึ่งรวมทุนสำรองระหว่างประเทศและฐานะสุทธิการซื้อขายเงินตราต่างประเทศล่วงหน้าในปัจจุบันอยู่ที่ระดับ 2.157 แสนล้านเหรียญสหรัฐ
แหล่งข่าวจาก ธปท.ยืนยันว่า ธปท.ได้ปรับเปลี่ยนสัดส่วนการลงทุนในทุนสำรองฯ ตลอดเวลา ปัจจุบันลงทุนในทองคำถึง 20% ส่วนวิกฤตเศรษฐกิจโลกในขณะนี้ จะถือเงินสกุลหลักของโลกสกุลไหนก็อ่อนค่าทั้งนั้น ทั้งเงินเหรียญสหรัฐ เงินยูโร เงินปอนด์ ฯลฯ
กระทรวงการคลังยังไม่ยอมถอย เมื่อวันที่ 2 ก.ย. ก็เปลี่ยนหน้าให้ นริศ ชัยสูตร ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง มาแถลงว่า ธีระชัยได้ขอให้ธนาคารโลกทำการศึกษาแนวทางการจัดตั้งกองทุนความมั่งคั่ง (Sovereign Wealth Funds) ของประเทศไทย รวมทั้งเชิญชวนให้บรรษัทการเงินระหว่างประเทศเข้ามาร่วมในการพัฒนาระบบการเงินฐานรากของไทยด้วย
ทั้งนี้ เป็นการร้องขอหลังจากที่ผู้แทนของธนาคารโลกและธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย (เอดีบี) เข้าพบเพื่อแสดงความยินดีในโอกาสที่ รมว.คลัง เข้ารับตำแหน่งใหม่
สำหรับการพบกับตัวแทนเอดีบี รมว.คลัง ได้เชิญชวนให้เอดีบีเข้ามาพัฒนากองทุนร่วมพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานไทย ที่จะดำเนินการได้ในอนาคตอันใกล้นี้
พระอาจารย์นพดล นันทโน เจ้าอาวาสวัดป่าดอยลับงา จ.กำแพงเพชร ลูกศิษย์หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน หรือพระธรรมวิสุทธิมงคล แห่งวัดป่าบ้านตาด อ.เมือง จ.อุดรธานี กล่าวว่า ขณะนี้คณะลูกศิษย์ของหลวงตามหาบัวทั่วประเทศ กำลังจับตาดูความชัดเจนในนโยบายของรัฐบาล ที่จะนำเงินทุนสำรองระหว่างประเทศออกไปตั้งกองทุนความมั่งคั่งฯ อย่างใกล้ชิดว่าจะนำเงินส่วนใดไปใช้ เพราะเงินทุนสำรองฯ แยกแบบกลางๆ จะมี 2 ส่วน คือ ส่วนของฝ่ายออกบัตร ที่ใช้หนุนหลังธนบัตรหรือที่เราเรียกว่าคลังหลวง และส่วนที่เป็นของฝ่ายการธนาคาร ซึ่งอันนี้การบริหารขึ้นอยู่กับคณะกรรมการ ธปท. ว่าจะดูแลบริหารอย่างไรจึงจะเหมาะสม
ถ้าชัดเจนแล้วว่ารัฐบาลจะเอาเงินจากส่วนของคลังหลวงออกมาใช้แน่แล้ว เราขอยืนยันว่า ทั้งพระและลูกศิษย์หลวงตามหาบัวทั่วประเทศไม่นิ่งนอนใจแน่ จะออกมาเคลื่อนไหวคัดค้านรัฐบาลแน่นอน
“เงินในส่วนของคลังหลวง มีหน้าที่รักษาเสถียรภาพของประเทศ ไม่ว่าจะเป็นทองคำหรือเงินสด ตรงนี้ต้องเก็บไปใช้ในยามจำเป็น เพื่อประโยชน์ของประเทศชาติเท่านั้น เพราะเท่าที่ไปฟัง ธปท.มา เราเข้าใจว่าจริงๆ แล้วมีไม่เพียงพอด้วยซ้ำ ฉะนั้นควรเก็บไว้ใช้เฉพาะที่จำเป็นจริงๆ เท่านั้น รัฐบาลไม่ควรไปแตะต้องคลังหลวง มันไม่เป็นมงคล เพราะเหมือนเอาเงินที่พ่อแม่ ปู่ย่า ตายาย สะสมไว้ให้ออกมาใช้ มันง่ายเกินไป” พระอาจารย์นพดล กล่าว
พระอาจารย์นพดล กล่าวว่า การที่เราคัดค้านการนำเงินคลังหลวงไปใช้ ไม่ใช่ว่าเรามองนโยบายการจัดตั้งกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติไม่ดี แต่เรามองว่ามันยังไม่จำเป็นถึงขั้นต้องนำเงินจากคลังหลวงไปตั้ง รัฐบาลน่าจะมีช่องทางอื่นในการ บริหารจัดการ หรือหาเงินไปตั้งกองทุนได้ ถ้าเห็นว่ามันดี มีประโยชน์ เป็นช่องทางหารายได้เข้าประเทศ
พระอาจารย์นพดล กล่าวทิ้งท้ายว่า พวกเราลูกศิษย์ของหลวงตามหาบัวทุกคน ขอเอาใจช่วยผู้ว่าการ ธปท. ที่ตั้งใจปกป้องคลังหลวงโดยไม่ห่วงจะสูญเสียตำแหน่ง ถือว่าท่านทำหน้าที่ปกป้องสมบัติชาติอย่างเต็มกำลัง ถือเป็นวีรบุรุษของเรา ต้องเอาใจช่วยท่านอย่างเต็มที่ เพราะถือว่ามีเจตนาดี
ทั้งนี้ ธปท.ได้รับมอบทองคำแท่งตามโครงการช่วยชาติโดยหลวงตามหาบัว เพื่อเข้าคลังหลวง ในบัญชีสำรองพิเศษของทุนสำรองเงินตรารวมประมาณ 920.5 กิโลกรัม ซึ่ง ธปท.ได้นำเข้าเก็บในบัญชีสำรองพิเศษของทุนสำรองเงินตราแล้วตั้งแต่วันที่ 7 พ.ค. 2554 ที่ผ่านมา ส่งผลให้สินทรัพย์ในบัญชีสำรองพิเศษเฉพาะในส่วนนี้เพิ่มขึ้นเป็น 1,334 ล้านบาท
&<2288;
&<2288;
&<2288;
&<2288;
&<2288;







