
เลขาป้ายแดง ผมเคลียร์ได้หมด
"เราเป็นหัวหน้าการ์ดก็ไม่ได้เสียหายอะไรเรามาดูแลพี่น้องให้เขาชุมนุมด้วยความสงบไม่ผิดกฎหมาย"
"เราเป็นหัวหน้าการ์ดก็ไม่ได้เสียหายอะไรเรามาดูแลพี่น้องให้เขาชุมนุมด้วยความสงบไม่ผิดกฎหมาย"
โดย.....ชัยฤทธิ์ ยนเปี่ยม , สุภชาติ เล็บนาค
"การที่เคยเป็นหัวหน้าการ์ด บางคนอาจคิดว่าน่ากลัว เป็นนักเลงหัวไม้ ต้องโหดเหี้ยมตัวใหญ่ มันไม่ใช่ ผมอาศัยว่ารู้จักคนเยอะ โดยเฉพาะรามฯ ผมรู้จักเยอะ และการ์ดที่มาส่วนมากก็มาจากนักศึกษารามฯ มาช่วย พอรู้จักคนเยอะก็สามารถดูแลคนได้ เขาเลยมอบภารกิจตรงนี้คือเลขาฯ รมว.มหาดไทย ที่ต้องดูแลพี่น้องทั้งประเทศ ผมก็ไม่คิดมาก เพราะเคยผ่านงานหนักมาเยอะกว่านี้อีก"
"อารี ไกรนรา"อดีตหัวหน้าการ์ดแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ช่วงชุมนุมขับไล่รัฐบาลปี 2553 เปิดใจหลังเข้าทำงานที่กระทรวงมหาดไทยวันแรกกับตำแหน่งเลขาฯ มท.1 ครึกครื้นด้วยมิตรสหายชาวรามคำแหง พรรคพวกเสื้อแดงในชุดสูทเนี้ยบ เหล่าบิ๊กมหาดไทยที่มุดเข้าห้องมาให้กำลังใจไม่ขาดสาย โดยเฉพาะ วงศ์ศักดิ์สวัสดิ์พาณิชย์ อธิบดีกรมการปกครองที่เข้าไปสวมกอดยินดีถึงในห้อง เรื่อยไปถึง "เทพไท เสนพงศ์"ถึงจะอยู่ฝั่งตรงข้าม ก็ยังโทร.มาทักทายในฐานะคน"เมืองคอน"
"ผมมีเพื่อนฝูงมาก ในกระทรวงมหาดไทยรู้จักตั้งแต่ผู้ว่าราชการจังหวัดยันรองผู้ว่าฯ เป็นอานิสงส์ที่เราทำงานที่มหาวิทยาลัยรามคำแหงมาก่อน ซึ่งหลายคนในรามฯ ก็เป็นตุลาการ ตำรวจ ฝ่ายปกครองผู้ว่าฯ เราติดต่อกันตลอด เขามาแสดงความยินดีบางคนโทร.มาร้องไห้ก็มี ยิ่งเขาแสดงออกอย่างนั้นมาก เราก็ต้องทำเพื่อเขาให้ได้"
เก้าอี้เลขาฯ มท.1 ที่อารีได้รับ ถือว่าใหญ่และมีอำนาจมากที่สุดเมื่อเทียบกับแกนนำเสื้อแดงที่ได้รับแต่งตั้งเป็นเลขาฯ-ที่ปรึกษารัฐมนตรีราว 20 คนเพราะกุมกลไกฝ่ายปกครองทั่วประเทศ แต่เสียงวิจารณ์ที่มีต่ออารีก็สาหัสไม่น้อย เมื่อเขาติดภาพหัวหน้าการ์ด นปช.ที่ดีเอสไอสอบสวน พบว่า การ์ดเสื้อแดงหลายคนเกี่ยวข้องกับเหตุระเบิดเอ็ม79 ที่ยิงใส่เจ้าหน้าที่
"เราเป็นหัวหน้าการ์ดก็ไม่ได้เสียหายอะไรเรามาดูแลพี่น้องให้เขาชุมนุมด้วยความสงบไม่ผิดกฎหมาย ไม่ใช้ความรุนแรง สื่อมวลชนที่อยู่หลังเวทีก็รู้ว่าพี่อารีเป็นไง แต่คำว่าหัวหน้าการ์ดมันน่ากลัวเหมือนว่ามีกองกำลังมีอะไร แต่ความเป็นจริงมันไม่ใช่ ดูหน้าผมสิผมเหมือนชื่อแหละ ชื่ออารี คือ โอบอ้อมอารี เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่"
"ผมรู้ว่ามีกระแสลบพอสมควร เพราะคนข้างนอกเขาไม่เห็นด้วยกับเรา แต่ผมจะทำให้เห็นว่าเราทำงานตรงนี้ได้ เพื่อลบคำสบประมาทว่าเราไม่มีฝีมือ เราไม่โกรธเขานะมันเป็นยาอายุวัฒนะด้วยซ้ำไป"
อารี บอกว่า รู้ล่วงหน้าประมาณหนึ่งเดือนตั้งแต่มี รมว.มหาดไทย ว่าจะได้มาช่วยงานที่นี่
"มันเป็นความต้องการของหลายส่วนที่ตรงกัน ผมถึงได้มาอยู่ตรงนี้ ฝ่ายแกนนำ(เสื้อแดง) พรรคเพื่อไทยก็อยากได้ผม เพราะเราเป็นฝ่ายประสานงานเป็นหลัก ผมอยู่กับมวลชน ผมจะไม่ค่อยมีปัญหาเลย ใครมีปัญหาอะไร ผมเคลียร์ได้หมด"
สำหรับเขา ตำแหน่งเลขาฯ มท.1 ถือว่าเป็นก้าวกระโดดในชีวิต เดิมวางเป้าขอเป็นแค่ผู้แทนราษฎร
โดยลงสมัคร สส.นครศรีธรรมราช มา 4 ครั้ง ตั้งแต่ยุคพรรคไทยรักไทยจนถึงพลังประชาชน ชนคู่แข่งประชาธิปัตย์ชื่อ เทพไท เสนพงศ์ แต่แพ้ตลอด กว่าจะได้เป็นก็ต้องรอพรรคประชาธิปัตย์บอยคอตเลือกตั้งในปี 2549 อารีจึงเป็น สส.ครั้งแรกเพียง 6 วัน ก่อนที่ศาลรัฐธรรมนูญจะตัดสินให้การเลือกตั้งครั้งนั้นเป็นโมฆะ เขาพูดถึงเทพไทว่า "ยังไงมันก็เป็นน้องเราที่ดูแลกันมา ผมเป็นเพื่อนพี่ชายเขา ซึ่งเป็นนายกฯ เทศมนตรี ส่วนตัวก็พรรคพวกกัน แต่ทางการเมืองคนละขั้วกัน ก็แยกกันได้"
เส้นทางของอารีหลายคนไม่รู้จัก เห็นแต่ภาพ ได้ยินแต่ชื่อว่าเป็น "หัวหน้าการ์ดเสื้อแดง" แต่สำหรับชาวรามคำแหง อารีเป็น"คนดัง" ตั้งแต่เป็นนักศึกษาที่สนใจการเมืองกระทั่งมาเป็นอาจารย์แนะแนวคอยให้คำปรึกษาชมรมต่างๆ ในรามฯ ร่วม 200 กลุ่ม รวมแล้วใช้ชีวิตในรั้วพ่อขุนเกือบ 30 ปี ที่นี่เป็นจุดเริ่มต้นให้รู้จัก "จตุพร พรหมพันธุ์"มิตรคู่กายในปัจจุบันที่เขาชื่นชมว่า "เป็นคนตรง ยึดสัจจะรุนแรงด้วยท่วงทำนอง"
"ตอนอยู่รามฯ เราอยู่คนละพรรคกัน ผมอยู่พรรคพิทักษ์ธรรม จตุพรเขาอยู่พรรคศรัทธาธรรม แต่ก็คุยกัน เพราะผมเป็นเจ้าหน้าที่ ส่วนจตุพรเป็นนักศึกษาที่ทำกิจกรรม การทำกิจกรรมก็เขียนโครงการเสนอ เราก็อยู่ฝ่ายนี้มันก็สัมพันธ์กัน ผมก็เป็นอาจารย์ที่ปรึกษาของพรรคเขาด้วยในบางครั้ง"
ช่วงเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยรามคำแหงอารีบอกว่าเป็นมือขวา ทำงานเคียงบ่าเคียงไหล่กับสองอธิการบดี สุขุม นวลสกุล และชูศักดิ์ศิรินิล แต่ฝ่ายตรงข้ามไปเขียนประวัติลงในเว็บไซต์บิดเบือนว่า อารีเป็นนักเลงคุมรามฯแล้วหาว่า อยู่ฝ่ายแพ้ในรามฯ
"ไม่ใช่นะ ผมอยู่ฝ่ายชนะมาก่อน อยู่กับอาจารย์สุขุม 4 ปี อาจารย์ชูศักดิ์ 4 ปี ก็ 8 ปีสงสัย ไอ้แจ๊ค "วัชระ เพชรทอง"นั่นแหละเขียน ผมก็ไม่อยากจะแก้ในเว็บ คือคน พอไม่ชอบเขาก็เขียนแต่สิ่งไม่ดี สิ่งดีๆ เขาก็ไม่เขียน"
"ตอนอยู่รามคำแหง ผมก็เป็นประธานชมรมข้าราชการชาวใต้ เป็นอาจารย์ที่ปรึกษาเยอะแยะ ชมรมนั้น ชมรมนี้ ผมเคยเป็นกรรมการบริหารสมาคมชาวปักษ์ใต้ ท่าน พล.ต.อ.สุนทร ซ้ายขวัญ พล.ต.อ.ดรุณ โสตถิพันธุ์ พอมาถึงฝั่งบูรพา ก็มาตั้งสมาคมชาวปักษ์ใต้ ผมก็เป็นนายกสมาคมชาวปักษ์ใต้คนแรกของฝั่งบูรพาที่บางกะปิ"
เจ้าตัวเล่าประวัติละเอียด เพื่อบอกว่า ไม่ใช่"โนบอดี" หรือ เป็นหัวหน้าการ์ดเสื้อแดงแล้วทำให้ได้เป็นเลขา มท.1 หากแต่ชีวิตกลั่นไปด้วยประสบการณ์ เคยเป็นที่ปรึกษาอดีตรัฐมนตรีหลายคนของพรรคเพื่อไทย ทั้งเป็นทางการและไม่เป็นทางการ เช่น ที่ปรึกษา รมว.เกษตรและสหกรณ์ สมัยคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ที่ปรึกษา รมช.เกษตรและสหกรณ์ อดิศรเพียงเกษ ที่ปรึกษาของ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ยุค ประพัฒน์ปัญญาชาติรักษ์ ที่ปรึกษา รมว.มหาดไทยพล.อ.อ.คงศักดิ์ วันทนา และที่ปรึกษารองนายกฯ พล.ต.อ.ชิดชัย วรรณสถิตย์ และเป็นประจำสำนักเลขาธิการนายกฯ ในสมัยนายกฯสมชาย วงศ์สวัสดิ์
"เครื่องราช ผมก็ได้มาจากรามคำแหงแล้วตอนผมเป็น สส.ผมก็ได้เข็มรักษาดินแดนยิ่งชีพผมก็มี ผมทำงานมาเยอะ แต่ไม่ได้ประชาสัมพันธ์ เดี๋ยวเขียนให้ดู มันมีที่มาที่ไป เช็กได้หมด ไม่ได้พูดลอยๆ น้องคิดดู พี่เป็นผู้สมัครสส.ถึง 4 ครั้ง ถ้าพี่ไม่มีอะไร แล้วเขาจะให้สมัครได้ไง ตอนนั้นพรรคไทยรักไทยเขาคัดคนเยอะกว่าจะได้ลงเป็นตัวแทนพรรค ตอนตั้งพีทีวี พี่ก็เป็น ผอ.ฝ่ายพัฒนาธุรกิจ ล่าสุดพี่ก็เป็น ผอ.ศูนย์ตรวจสอบการเลือกตั้งของคนเสื้อแดงทั่วประเทศ ที่ อาจารย์ธิดา แต่งตั้ง"
และใครจะไปรู้ว่าอารีคนนี้ เคยชื่นชอบพรรคประชาธิปัตย์อยู่ในหัวใจ ถึงขั้นสมัครเป็นสมาชิกพรรคเมื่อปี 2517 ก่อนจะลาออกช่วงที่"บัญญัติ บรรทัดฐาน" ขึ้นเป็นหัวหน้าพรรค จึงย้ายตามอาจารย์ชูศักดิ์มาอยู่พรรคไทยรักไทย
"ผมเป็นสมาชิกประชาธิปัตย์ธรรมดา ช่วยเขาหาเสียงเฉยๆ ตั้งทีมมาเอง ไม่ได้ขึ้นกับใครโดยตรง"
เป็นหัวหน้าการ์ด นปช.กับงานเลขาฯ มท.1 มีอะไรที่แตกต่างและคล้ายกันบ้าง? อารีตอบ "ที่เหมือนคือ ทำงานกับมวลชน แต่ที่นี่เขาเข้มเรื่องระเบียบราชการ โต้ตอบหนังสือกลั่นกรองงานกว่าจะไปถึงรัฐมนตรีตรงนี้มันต้องใช้ความละเอียดมาก"
"ได้ตำแหน่งใหญ่เป็นการปูนบำเหน็จรางวัลให้คนเสื้อแดงหรือเปล่า" มันไม่มีนะเพราะเราทำงานก็ไม่ได้หวังรางวัล เหมือนสส.จตุพร ถ้าเขาจะเอารัฐมนตรีก็ได้ แต่เขาพอใจแค่นี้ เขาก็ฝากผมว่าให้ดูแลปัญหาของประชาชนเป็นหลัก
ถามไปอีกว่าเป็นไพร่แล้ววันนี้กำลังเป็นอำมาตย์จริงไหม "...มันไม่ใช่อำมาตย์นะ ไม่ใช่อยู่ในตำแหน่งไหนต้องเป็นอำมาตย์ มันอยู่ที่พฤติกรรมของแต่ละคน ผมขอบอกเลยนะ ณที่นี้ ในกระทรวงมหาดไทยถ้ามีอะไรต้องคุยกันคือ สิทธิมันเท่าเทียมกัน เห็นมั้ยใครมาหาผม ผมก็เดินเข้าไปหา ทักทาย ไม่ใช่มานั่งโยกเก้าอี้อย่างนี้ ไม่เอาๆๆ เราคบกันได้ทุกสถานะ"
เป็นคำยืนยันจาก "เลขาฯ มท.1 ป้ายแดง"ก่อนที่เจ้าตัวชักชวนให้มาดื่มกาแฟในห้องได้ตลอด "พี่เป็นไงก็เป็นอย่างนั้น เราติดดินวันนี้มานั่งตรงนี้แล้ว ไม่ถือตัวแน่ เชื่อพี่"
หลังสัมภาษณ์เสร็จ มีแขกกลุ่มใหญ่ต่อคิวรอพบอยู่หน้าห้อง ...เรียกว่า หัวกระไดไม่แห้งจริงๆ
มหาดไทยต้องไม่มี2มาตรฐาน
หลังจากได้รับแต่งตั้งเป็นเลขาฯ มท.1 สถานะของอารีก็ไม่ต่างจากแม่เหล็กของอำนาจ
เพียงวันเดียวมี สส.แห่ขอเป็นสตาฟฟ์ที่มหาดไทยร่วม 30 คน เจ้าตัวบอก คงเป็นเพราะมหาดไทยเป็นกระทรวงหลักที่ตอบสนองปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนทั่วประเทศได้ เมื่อ สส.มีเรื่องร้องเรียนมาเยอะก็ต้องให้กระทรวงมหาดไทยช่วยเหลือ
"เราต้องทำงานหนักนะ เพราะปัญหาหลายอย่างต้องการการเยียวยา เรารู้ว่าปัญหา
รากหญ้าของพี่น้องคือ ความเสมอภาคเรื่องสองมาตรฐาน ความยุติธรรม ดังนั้นเราต้องทำในสิ่งที่เขาต้องการ"
"ผมกับจตุพรคุยกันอยู่ เรารู้ว่า เมื่อเราเป็นรัฐบาลแล้ว ก็ต้องทำงานตรงไปตรงมา ยึดหลักคุณธรรม การโจมตีก็น่าจะเบาบางลง เพราะถ้าเราเอางานเป็นหลักเอาพวกมาทีหลัง ยึดความถูกต้อง อย่ามีสองมาตรฐาน มีแค่มาตรฐานเดียวมันไปได้แน่ ฉะนั้นยุคนี้ผมเชื่อว่า ความเป็นธรรมต้องเกิดขึ้นเราทำงานให้กับประชาชนจริงๆส่วนผมเองก็อยากแก้ปัญหายาเสพติดให้สำเร็จ โดยเฉพาะบ้านที่นครฯ ยาบ้าเยอะมาก"
อารี บอกว่า ได้คุยกับ ยงยุทธ วิชัยดิษฐรมว.มหาดไทย ว่าจะทำตามนโยบายที่มอบหมายมาซึ่งรัฐมนตรี ก็บอกว่างานทุกอย่างให้ผ่านมาที่เลขาฯ คอยกลั่นกรองทุกเรื่องก่อน และส่วนตัวก็คุ้นเคยกับ รมว.มหาดไทย แม้จะอยู่คนละจังหวัด (ยงยุทธจ.สุราษฎร์ธานี) แต่สองครอบครัวไปมาหาสู่กันเหมือนรุ่นพี่รุ่นน้องกัน ทางการเมืองก็อุดมการณ์เหมือนกัน
ปัญหาเรื่องการแต่งตั้งโยกย้ายจะทำอย่างไรไม่ให้มีสองมาตรฐาน? "เราต้องมีกฎเกณฑ์ความเป็นธรรม ต้องมีหลักเกณฑ์อาวุโส ตามระเบียบ ผมก็ไม่เห็นด้วยที่ข้ามหัวไปมา คือคนที่ทำงานหนักมา ไม่มีโอกาส แต่คนที่ไม่ทำอะไรเลย ก็เอาขึ้น เพราะมีพวก ถือว่าไม่มีความยุติธรรม ขวัญกำลังใจเขาก็ลดน้อยถอยลง พอลดน้อยถอยลง การทำงานให้ส่วนรวม ประสิทธิภาพก็อ่อนลง ยุคนี้สิ่งไหนไม่ถูกต้องเราต้องแก้ไข อะไรต้องเปลี่ยนก็ต้องเปลี่ยน ถ้าไม่ถูกต้อง"
วิชาย่องเบา
ย้อนไปปีที่แล้ว อารี ไกรนรา ได้รับมอบหมายให้เป็นหัวหน้าการ์ด นปช.ในเหตุการณ์แดงทั้งแผ่นดินขับไล่รัฐบาลอภิสิทธิ์ เขาบอกว่า ต้องดูแลการ์ดเกือบพันคนจากหลายกลุ่มทั้งการ์ดอาสา การ์ดที่ฝึกมาโดยเฉพาะจากนักศึกษารามคำแหงที่ถือเป็นกำลังหลัก ยืนยันไม่มีการจ้าง ใครมีอุดมการณ์เหมือนกันก็มาร่วมกันกระนั้นพื้นที่ที่รับผิดชอบจริงๆ อยู่หลังเวที เพราะต้องดูแลแกนนำ ส่วนรอบนอกก็มีการ์ดของพี่น้องจัดตั้งดูแลกันเอง แต่ก็อยู่ในสายตา
"ผมอยู่รอบเวที ไม่ได้ออกข้างนอกเลยตามชายแดนที่ชุมนุมไม่ได้ออกไปไหนเลยพี่มีเต็นท์นอนตรงนั้นตลอด เราทำหน้าที่ด้วยความประนีประนอม ช่วงชุมนุม เขาให้ผม
ประสานงานกับตำรวจและเจ้าหน้าที่บ้านเมืองเช่น กทม. บช.น. เรามีสัจจะ เราบอกจะไม่ไปเคลื่อนไหวที่ไหน
เขายืนยัน การ์ดไม่ใช้อาวุธ แต่ที่มาพบก็ตอนสลายการชุมนุม ซึ่งรัฐบาลเป็นคนตรวจค้น
"อยู่หลังเวทีไม่มี แต่พอเราเลิก ยุติชุมนุมก็ค้นเจอนู่นเจอนี่ ก็คิดดูละกัน บอกว่าเราใช้ความรุนแรง อาวุธก็ไม่เคยมี ความรุนแรงนี่ไม่มีเลย ผู้ที่มาชุมนุมที่นอนตาย ไม่มีอาวุธอยู่ในมือ มีแต่ธง มีแต่ผ้าโพกหัว ถ้านอนตายแล้วกำอาวุธอยู่ก็โอเค แต่นี่มีดสักเล่มก็ไม่มี เพราะเราไม่ใช้ความรุนแรง"
หลังสลายการชุมนุม แกนนำ นปช.มอบตัวและถูกคุมขัง ทว่า อารีหายตัวหลบหนีไปอยู่กับแกนนำอีกกลุ่ม
"ผมก็ขึ้นไปมอบตัวพร้อมแกนนำ เพราะเราต้องดูแลความปลอดภัยให้แกนนำตอนนั้น แต่ตำรวจเขาก็เฉย ผมก็ไม่รู้นะว่าผมมีคดีอยู่ด้วยพอขึ้นไป เขามอบตัวมาเสร็จ ผมก็เห็นไม่มีอะไรผมก็กลับ เพราะเขาไม่ได้แจ้งข้อหาอะไร เพิ่งมารู้ทีหลังว่าเจอข้อหาฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน แต่พอผมรู้ว่ามีข้อหา ผมก็พูดตรงๆ ว่าจะมอบตัวก็ต่อเมื่อรัฐบาลยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน"
อารี เล่าว่า ช่วงที่หลบหนี 8 เดือน ไม่ได้ไปกัมพูชาหรือต่างประเทศ แต่วนเวียนอยู่ในประเทศไทย ก่อนจะเข้ามอบตัวในเดือนมี.ค. 2554
"ผมอยู่แถวๆ นี้แหละ วนไปวนมา ถามว่าลำบากไหม ก็ไม่ลำบาก เรามีเพื่อนเยอะ ไปนอนนู่นนี่ แต่เราอย่าปรากฏตัวต่อสังคมเท่านั้นเองเพราะคนมันรู้จัก เราก็ใช้ชีวิตปกติ แต่ว่าเข้มงวดเรื่องออกไปไหนไม่ได้เท่านั้นเอง"
ย้ายไปหลายที่? "ก็ 2-3 ที่ แต่ตำรวจเขาก็ดี เขาไปที่บ้าน เขาก็ไม่เข้าบ้าน เขาก็ทำเป็นพิธี เพราะเขารู้ว่าผมไม่ใช้ความรุนแรงลองไปถามได้ ตำรวจเขาก็ชอบผมนะ เขาก็ไม่ได้ตามตัว แต่มีประโคมข่าวว่าน่ากลัวอย่างนู้นอย่างนี้ เป็นหัวหน้าการ์ด แต่จริงๆมันไม่ใช่หรอก"
เลขาฯ มท.1 บอกว่า คดีจากผลพวงการชุมนุมมีเพียงคดีเดียว คือ ฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินถือว่าน้อยกว่าทุกคน ก่อนหน้านี้โดนคดีก่อการร้ายร่วมกับแกนนำ 11 คน และถูกออกหมายจับแต่ศาลยกคำร้องคนเดียว ศาลบอกว่าหลักฐานไม่พอ ก็เพราะไม่ได้ทำอะไร







