
มาตรฐานการศึกษาไทยใต้เงา สกอ.
โดย...สุภชาติ เล็บนาค
โดย...สุภชาติ เล็บนาค
“มาตรฐานคุณภาพการศึกษา” กลายเป็นประเด็นใหญ่อีกครั้ง เมื่อ สุกรี เจริญสุข คณบดีวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล ประกาศลาออกจากตำแหน่ง หลังจากสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) ไม่รับรองหลักสูตรเทคโนโลยีดนตรีและธุรกิจดนตรี โดยอ้างว่าไม่มีความเข้มแข็งด้านวิชาการ รวมถึงไม่มีอาจารย์สอนที่เหมาะสม จึงไม่ให้ชื่อ “ดุริยางคศาสตรบัณฑิต” แต่กลับให้ใช้ “ศิลปศาสตรบัณฑิต” ทำให้นักศึกษาที่จบไม่สามารถเข้ารับราชการและเรียนต่อต่างประเทศในด้านดนตรีได้โดยตรง จนนำมาสู่การประท้วงของนักศึกษาและคณาจารย์ของคณะที่ตั้งคำถามไปถึง สกอ.ว่า เพราะเหตุใดชื่อชั้นระดับอาจารย์สุกรี และชื่อชั้นของวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ จึงไม่มีความเข้มแข็งทางด้านวิชาการ
“เรื่องนี้เราต่อสู้กันมา เราเชื่อว่าความเป็นเลิศทางวิชาการอยู่ที่ภาควิชา ความเป็นเลิศทางดนตรีอยู่ที่ครู ซึ่งคณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.) ก็ไม่มีผู้เชี่ยวชาญด้านดนตรีมาเป็นกรรมการพิจารณาเรื่องนี้ ผมไม่ใช่คนที่ควรทบทวน แต่ผมว่าพ่อแม่ผู้ปกครอง นักเรียนนักศึกษา และสังคม ควรจะเป็นคนที่ต้องทบทวนถึงสิ่งที่เกิดขึ้น...
ผมคิดว่ายุคนี้โฉมหน้าการศึกษาไทยมันพ้นสมัยแล้ว และมันล้มเหลวกันอย่างเป็นระบบ เราให้คนไม่รู้ชี้นำมากเกินไป เราขาดคนชี้นำที่เป็นคนมีความรู้ความเข้าใจ ต้องตอบโจทย์สังคม สังคมต้องการบัณฑิตที่ดีมีคุณภาพ เพื่อออกไปสร้างงานดีๆ ให้สังคม แต่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทางการศึกษา ทำอย่างนี้กันมากน้อยแค่ไหน สังคมต้องทบทวน” คำพูดของสุกรีที่วิจารณ์ สกอ.ออกมาดังๆ
คำพูดของสุกรีนับเป็นระเบิดลูกใหญ่ที่ถูกโยนใส่ สกอ. เพราะสุกรีนั้นมีชื่อชั้นความเป็นอาจารย์ด้านดนตรีระดับโลก และมีชื่อเสียงโด่งดังจนปลุกปั้นลูกศิษย์ให้ไปสู่ระดับนานาชาติมาแล้วหลายคน แต่จะว่าไปนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เรื่องของ “การประเมินมาตรฐานคุณภาพการศึกษา” และตัวมาตรฐานของ สกอ.เองถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึงในรอบ 2-3 ปีนี้ เพราะ สกอ.เคยถูกคณาจารย์ด้านสังคมศาสตร์-มนุษยศาสตร์ทั่วประเทศกว่า 400 คน เข้าชื่อร่วมกันเพื่อให้ปรับระบบการประเมินด้วยกรอบมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษา หรือ “ทีคิวเอฟ” มาแล้วตั้งแต่เมื่อต้นปี 2553 เนื่องจากเกณฑ์การประเมินมีความ “ยิบย่อย” ผ่านระบบการเขียนรายงานเหล่านี้ปีละหลายครั้ง และมีปริมาณเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยเน้นการกรอกเอกสารเสียเป็นส่วนใหญ่ รวมถึงคณาจารย์ทุกคนต้องถูกบังคับให้ต้องเพิ่มสิ่งที่เรียกว่าคุณธรรม จริยธรรม การวิเคราะห์ตัวเลข การสื่อสาร และการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ เข้าไปเป็นเกณฑ์ในการวัดความสำเร็จ จนหลายคนมองว่านี่เป็นการนำ “วิชาการ” ผลิตเข้าสู่ตลาด “ทุนนิยม” มากกว่าที่จะเป็นการศึกษาเพื่อพัฒนาคุณภาพของบัณฑิตเหมือนเคย
ตามมาด้วยการรวมตัวกันประท้วงเพื่อขับไล่คณบดีของ 2 คณะใหญ่ในมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ อย่างคณะศึกษาศาสตร์และคณะการสื่อสารมวลชน ซึ่งหัวข้อหนึ่งในการขับไล่นั้นเกิดจากการ “ไม่ผ่านการประเมินคุณภาพการศึกษา” ทั้งนั้น ซึ่งคณะศึกษาศาสตร์นั้นรุนแรงถึงขั้นสภามหาวิทยาลัยดำเนินการถอดถอนคณบดี แต่คณะการสื่อสารมวลชน คณบดีขอยื่นหนังสือลาออกเอง
แต่ที่น่าสังเกตอย่างหนึ่งก็คือ หน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรงอย่าง สกอ. กลับไม่มีปฏิกิริยาอะไรตอบออกมา ปล่อยให้ปัญหาเริ่มขยายวงกว้างและลุกลามต่อไปเรื่อยๆ ซึ่งหากคนที่ออกมาไม่ใช่ “สุกรี” ก็เชื่อว่าความลักลั่นของระบบการประเมินคุณภาพการศึกษาก็ยังคงอยู่ต่อไป
ถึงเวลาทบทวนมาตรฐาน สกอ.
“ปรากฏการณ์ในขณะนี้เริ่มมีการตั้งคำถามเป็นวงกว้างมากขึ้นว่า เพราะเหตุใดจึงต้องให้อำนาจ สกอ.เข้ามาเป็นผู้จัดการทุกหลักสูตรและทุกเรื่องในระดับอุดมศึกษา ทั้งที่นักวิชาการภายในก็น้อย ไม่ได้ครอบคลุมทุกสาขาวิชาที่จะต้องประเมิน รวมถึงตัวชี้วัดหรือเกณฑ์การประเมินต่างๆ ก็ไม่สามารถใช้ได้จริง” อรรถจักร์ สัตยานุรักษ์ อาจารย์ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ หนึ่งในคณาจารย์ 400 คน ที่ร่วมลงชื่อต่อต้านการใช้ “ทีคิวเอฟ” เล่าให้ฟัง
อรรถจักร์กำลังอยู่ในระหว่างการเตรียมหลักสูตรปริญญาเอก (ดุษฎีบัณฑิต) ด้านประวัติศาสตร์ของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ แต่ก็กลับพบปัญหามากมาย เมื่อเกณฑ์ตรวจสอบคุณภาพหลักสูตรนั้นยิบย่อย ไม่คงที่ ทำให้คนที่ทำงานจริงๆ ปรับระบบการทำงานตามไม่ถูก เพราะ สกอ.ใช้อำนาจเพื่อกำกับหลักสูตรให้เป็นไปในแนวทางของตัวเองเพียงอย่างเดียวเท่านั้น ไม่ได้มีผู้เชี่ยวชาญ หรือร่วมกับคนเขียนหลักสูตรเพื่อหาเหตุผลกันเท่าใด
“ผมไม่แปลกใจเลยนะที่อาจารย์สุกรีออกมาบอกว่า การประเมินโดย สกอ.นั้นปล่อยให้คนไม่รู้ชี้นำมากเกินไป เพราะรูปแบบ มคอ.3 ที่บังคับให้ทุกมหาวิทยาลัยต้องทำนั้น เป็นเรื่องที่ไม่ค่อยฉลาด และแสดงออกว่า สกอ.ไม่มีผลงานวิจัย ไม่มีฐานข้อมูล หรือไม่มีผลงานวิชาการเป็นของตัวเองที่จะนำมาอ้างได้ว่า เพราะเหตุใดจึงต้องปรับปรุงหลักสูตรเช่นนั้น” อรรถจักร์ วิจารณ์อย่างเผ็ดร้อน
เขามองว่า เมื่อมีการประท้วงและมีคนไม่ยอมรับมากขนาดนี้ ก็ถึงเวลาที่น่าจะต้องพิจารณาตัวเอง ซึ่งไม่ได้หมายความว่าจะต้องลาออก แล้วทิ้งปัญหาเอาไว้ แต่ควรจะปรับตัวเป็นแค่ “ผู้ประสานงาน” เรื่องหลักสูตรหรือการประเมินคุณภาพ มากกว่าจะรวบอำนาจคอยชี้เป็นชี้ตายใครก็ได้แบบบนี้
อรรถจักร์ บอกว่า คณะด้านสังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์ หรือคณะด้านอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง รวมตัวกันเสนอมานานแล้ว ว่าอยากจะมีระบบการประเมินร่วมกันด้วยตัวเอง โดยอาจเรียกว่าเป็น “มาตรฐานด้านมนุษยศาสตร์ระดับชาติ” ซึ่งตั้งเกณฑ์การประเมินผ่านนักวิชาการด้านนี้ก็ได้ แต่ข้อเสนอดังกล่าวก็เงียบหายเข้ากลีบเมฆไปอีกครั้งหนึ่ง
“เร็วๆ นี้จะมีการรวมตัวกันอีกครั้งหนึ่ง เพื่อเรียกร้องให้มากขึ้นและเข้มข้นขึ้น เพราะสิ่งที่เขาบอกเราว่าให้ ‘ลองๆ ทำกันไปก่อน’ นั้น สร้างปัญหาให้กับคณาจารย์มาโดยตลอด จนภาระมากขึ้น รวมถึงส่งผลกระทบต่อการสอน ตลอดจนงานวิจัยซึ่งเป็นงานประจำ” อรรถจักร์ กล่าว
ล้างไพ่ระบบชี้วัดคุณภาพ
ขณะที่ ศาสวัต บุญศรี อาจารย์ประจำคณะเทคโนโลยีสารสนเทศเเละการสื่อสาร มหาวิทยาลัยศิลปากร ก็เห็นสอดคล้องกันว่า การประเมินในรูปแบบดังกล่าวนั้นสร้างปัญหา มากกว่าจะยกระดับคุณภาพวิชาการให้สูงขึ้น
“แม้ว่ารูปแบบการประเมินจะมีเกณฑ์ที่ค่อนข้างครอบคลุมตั้งแต่ระดับนักศึกษา หลักสูตร ไปจนถึงเชิงคุณภาพ อย่างงานวิจัยต่างๆ แต่ที่พบเห็นกันในความเป็นจริงก็คือ คณะหรือสถาบันการศึกษาใดที่มีเจ้าหน้าที่ดูแลโดยตรงและใส่เนื้อหามากกว่า ก็มีโอกาสที่จะประเมินผ่านด้วยคะแนนสูง ในทางกลับกัน คณะที่คนน้อยและไม่มีเจ้าหน้าที่เก็บรวบรวมข้อมูลที่ดีพอ ก็มีโอกาสที่จะไม่ผ่านด้วยเช่นเดียวกัน ซึ่งระบบการประเมินทุกวันนี้แทบจะวัดอะไรไม่ได้เลย” ศาสวัต กล่าว
ศาสวัต ให้คำจำกัดความว่า รูปแบบการตรวจสอบดังกล่าวเป็นไปในเชิง “ทฤษฎี” มากเกินไป และนั่นก็ทำให้สุกรีและวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ประสบปัญหา เพราะด้านปฏิบัตินั้นโดดเด่น รวมถึงสามารถวัดผลได้ง่ายมากกว่า
เขามองว่า หลักการที่ให้คนนอกเข้ามาเป็นผู้ประเมินภายในนั้นเป็นเรื่องที่ดี เพราะจะทำให้คนในรู้ปัญหาของตัวเองมากขึ้น แต่ “คนนอก” ตามมาตรฐานของ สกอ.นั้น กลับไม่ได้มีพื้นฐานเพียงพอในการประเมินเรื่องการศึกษาที่ซับซ้อนและใช้เกณฑ์ที่ยากจะเข้าถึง
“คณะผมเป็นคณะที่สอนด้านภาพยนตร์ แต่กรรมการที่ประเมินคุณภาพกลับนำอาจารย์ที่เชี่ยวชาญด้านอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์มาเป็นผู้ประเมิน ซึ่งเขาก็นั่งฟังเลกเชอร์ไปเรื่อยๆ ไม่ได้เสนอแนะ หรือวิพากษ์วิจารณ์หลักสูตร จริงอยู่ที่คณะผมไม่มีปัญหาอะไร แต่เราไม่รู้หรอกว่าในอีกหลายคณะหรืออีกหลายมหาวิทยาลัยจะมีปัญหาอะไรบ้างหรือไม่” ศาสวัต ฉายภาพให้เห็น
อาจารย์ประจำคณะเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารผู้นี้ คิดว่ารูปแบบการประเมินควรจะต้องนำไปเทียบเคียงกับคณะที่มีหลักสูตรคล้ายคลึงกันในภูมิภาค หรือในต่างประเทศ มากกว่าที่จะมาใช้เกณฑ์การประเมินที่ยุ่งยาก และเคร่งครัดกับทฤษฎีมากกว่าเชิงปฏิบัติอย่างที่ทำกันอยู่ทุกวันนี้ รวมไปถึงการประเมินจากตัวนักศึกษาเองก็ต้องให้ความสำคัญมากขึ้น ไม่ใช่เป็นเพียงส่วนประกอบหนึ่งในหลายๆ ส่วน เพราะแม้ สกอ.จะพูดว่าให้นักศึกษาหรือผู้เรียนมีความสำคัญมากเพียงใด แต่การให้ความสนใจในปัจจุบันก็ยังคงไม่เพียงพออยู่ดี
ส่วนเรื่องรูปแบบที่จะให้แต่ละสาขาวิชาเป็นผู้กำหนดมาตรฐานร่วมกัน และให้องค์กรวิชาชีพเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งเพื่อกำหนดมาตรฐานนั้น ศาสวัต บอกว่า เรื่องนี้ถูกพูดถึงมาตั้งแต่เริ่มร่างรูปแบบการประเมินแล้ว แต่ที่สุดแล้วก็ไม่ได้ถูกนำมาใช้จริงแต่อย่างใด
“หลายคนอาจคิดว่าเรื่องนี้เรื่องเล็ก เพราะเป็นเพียงการประเมินไม่ได้มีความสำคัญอะไร แต่ผลกระทบที่ออกมานั้นมันใหญ่ เพราะหากคุณส่งเอกสารไม่ครบ หรือมีปัญหาอะไรสักอย่าง ก็จะกลายเป็นว่า คณะนั้นๆ ไม่ผ่านการประเมินคุณภาพ และบัณฑิตที่จบออกมาก็จะเป็นบัณฑิตที่จบจากคณะไม่ผ่านการประเมิน ซึ่งเรื่องนี้ผู้ใหญ่ในกระทรวงศึกษาธิการต้องร่วมกันขบคิดแก้ปัญหาได้แล้ว เพราะเรื่องนี้จะไม่จบแค่ที่อาจารย์สุกรีแน่นอน” ศาสวัต กล่าว
เขาชี้ว่า ปรากฏการณ์ครั้งนี้จะเป็นโอกาสดีที่ทำให้ สกอ. กระทรวงศึกษาธิการ และสถาบันอุดมศึกษาทั่วประเทศได้มานั่งคุยกัน และกลับไปคิดถึงจุดเริ่มต้นว่า เรามีระบบ “มาตรฐานการศึกษา” ไว้เพื่ออะไร และจุดหมายของระบบทุกวันนี้คืออะไร มากกว่าที่จะทำให้การประเมินคุณภาพ เป็นเพียงงานประจำที่ไม่มีความสลักสำคัญเหมือนทุกวันนี้
“บุคลากรในแวดวงการศึกษาต้องตอบให้ได้ว่า เรียนไปทำไม และอยากได้บัณฑิตแบบไหน ให้เข้ามาช่วยพัฒนามนุษย์หรือพัฒนาสังคมให้ดีขึ้น ซึ่งจำเป็นต้องกลับมาทบทวนฐานคิดหลักอีกครั้ง” ศาสวัต กล่าวทิ้งท้าย







