
คลังปวดหัวงบปี’55ป่วน
นโยบายรัฐบาลป่วน การจัดทำงบประมาณ ปี 2555
นโยบายรัฐบาลป่วน การจัดทำงบประมาณ ปี 2555
เหตุไม่มีความชัดเจนของนโยบายว่า แต่ละโครงการจะใช้เงินเท่าไหร่
แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ในวันที่ 1 ก.ย.นี้ รมว.คลัง จะหารือร่วมกับผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงการคลัง เพื่อหารือในการรื้องบประมาณปี 2555 เพื่อให้เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลชุดใหม่
นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.พาณิชย์ เปิดเผยว่า แผนการใช้จ่ายงบประมาณปี 2555 กำหนดขาดดุลงบประมาณไม่เกิน 3.5 แสนล้านบาท ซึ่งตั้งใจว่าจะไม่ให้ขาดดุลเกินจากที่กำหนด แต่ภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวอาจต้องกำหนดงบประมาณขาดดุลมากกว่าที่ตั้งไว้ เพราะเป็นเรื่องจำเป็นที่ต้องรักษาสมดุลทางเศรษฐกิจ และอาจส่งผลให้ต้องยกเลิกหรือชะลอบางโครงการ โดยเป็นความจำเป็นในการบริหารงบประมาณ
"ภาวะเศรษฐกิจโลกจะส่งผลให้การส่งออกปีนี้และปีหน้าชะลอตัวลง แผนการกระตุ้นเศรษฐกิจภายในผ่านการเพิ่มรายได้ให้แรงงาน และเกษตรกรผ่านโครงการรับจำนำข้าวเปลือกตันละ 15,000 -20,000 บาท จะทำให้จีดีพีปีหน้าขยายตัวเพิ่มอย่างต่ำ 2.5% แต่จะเป็นเท่าใดต้องประเมินอีกครั้ง"นายกิตติรัตน์ กล่าว
ทั้งนี้ การเพิ่มรายได้ให้แรงงานนั้น ไม่สามารถบังคับให้เอกชนดำเนินการได้ เพราะขึ้นกับความพอใจระหว่างผู้จ้างซึ่งจะจ่ายเงินเพิ่มสำหรับประสิทธิภาพแรงงานที่ดีขึ้น ขณะที่แรงงานต้องปรับปรุงคุณภาพควบคู่ไปด้วย โดยการเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำจะพิจารณาให้สูงกว่าอัตราเงินเฟ้อเพียงเล็กน้อย
นายพงษ์ภาณุ เศวตรุนทร์ อธิบดีกรมสรรพสามิต กล่าวว่า กรมสรรพาสามิตยังไม่สามารถประเมินการเก็บรายได้ เพื่อใช้จัดทำงบประมาณรายจ่าย 2555 ได้ เนื่องจากนโยบายของรัฐบาลเรื่องการขยายลดภาษีน้ำมันดีเซลยังไม่มีความชัดเจนว่าจะกินเวลานานเท่าไร
อธิบดีกรมสรรพสามิต กล่าวว่า นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ รมช.คลัง ได้ออกมายืนยันแล้วว่า จะขยายเวลาการลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน 0.005 บาทต่อลิตร ที่จะสิ้นสุดเดือน ก.ย.นี้ ออกไปอีก 1 เดือน หลังจากนั้นก็จะพิจารณาต่ออายุเดือนต่อเดือนจนกว่าสถานการณ์มีความเหมาะสม
ทั้งนี้ การลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันทำให้รายได้หายไปเดือนละ 9,000 ล้านบาท หากต้องขยายเวลาไปอีก 6 เดือน จะทำให้รายได้หายไปประมาณ 5.4 หมื่นล้านบาท ไม่นับรวมการลดภาษีน้ำมันดีเซลของปีงบประมาณ 2554 ที่ทำให้รายได้หายไป 4.5 หมื่นล้านบาท
“การประมาณการรายได้ทำได้ลำบากมาก เพราะนโยบายของรัฐบาลไม่มีความชัดเจน ซึ่งทางกระทรวงการคลังคงต้องตัดสินใจประมาณการโดยตั้งสมมติฐานขึ้นเองไปก่อน” นายพงษ์ภาณุ กล่าว
สำหรับเป้าหมายการจัดเก็บรายได้เดิมของกรมสรรพสามิตอยู่ที่ 4.5 แสนล้านบาท แต่อยู่บนฐานว่า กลับมาเก็บภาษีน้ำมันดีเซล 5.31 บาทต่อลิตรเหมือนเดิม สำหรับรายได้ของกรมปี 2554 อยู่ที่ 4.25 แสนล้านบาท คาดว่าเก็บได้จริง 3.94 แสนล้านบาท เพราะผลกระทบจากการลดภาษีน้ำมันดีเซล
ด้านนายประสงค์ พูนธเนศ อธิบดีกรมศุลกากร กล่าวว่า การประมาณการรายได้ปี 2555 จะสรุปไม่ได้ จากเดิมที่กรมมีเป้า 1 แสนล้านบาท แต่ทางกระทรวงการคลังต้องการให้กรมศุลกากรเพิ่มเป้า เพื่อมาชดเชยภาษีน้ำมันดีเซลที่หายไป
อย่างไรก็ตาม นายประสงค์ ได้ชี้แจงกับกระทรวงการคลังว่า การเพิ่มเป้าเป็นเรื่องลำบาก เพราะการเก็บภาษีของกรมได้รับผลกระทบจากการเปิดการค้าเสรีที่มีผู้ประกอบการใช้สิทธิเพิ่มมากขึ้น แต่กรมจะพยายามตรวจสอบการสำแดงราคาสินค้าไม่ให้ต่ำกว่าความเป็นจริง แม้ว่าจะมีอัตราภาษีนำเข้า 0% แต่ยังต้องเสียภาษีสรรพสามิตหรือภาษีมูลค่าเพิ่ม ก็น่าจะทำให้รายได้ของรัฐมากขึ้น
แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลัง กล่าวว่า เป้าการจัดเก็บของกรมสรรพากรอยู่ที่ 1.5 ล้านล้านบาท แต่ต้องมีการปรับเพิ่มเพื่อมาชดเชยภาษีน้ำมันที่หายไป ซึ่งต้องถามฝ่ายการเมืองจะขยายเวลาลดภาษีไปนานเท่าไร
นอกจากนี้ ยังต้องประเมินผลกระทบที่กรมสรรพากร จะได้จากนโยบายการคืนภาษีสรรพสามิตรถคันแรก ซึ่งในวันที่ 1 ก.ย.นี้ จะมีการสรุปว่ากรมสรรพากรจะคืนภาษีให้ผู้ซื้อรถด้วยวิธีการใด







