
การบ้านจากคลังถึงธปท.
การพบกันอย่างเป็นทางการครั้งแรกระหว่าง
การพบกันอย่างเป็นทางการครั้งแรกระหว่าง รมว.คลัง ธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล
และผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ประสาร ไตรรัตน์วรกุลมีประเด็นสำคัญ 4 เรื่องที่ รมว.คลัง ฝากให้ ธปท.ไปศึกษานอกจากการให้ตั้งกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติแล้ว ก็มีเรื่องการขอให้ ธปท.ทบทวนกรอบเงินเฟ้อที่ประกาศใช้ใหม่ในปี 2555
ธีระชัย ได้ให้ ธปท.จัดทำกรอบเงินเฟ้อโดยคำนึงถึงปัจจัยภาวะเศรษฐกิจในและนอกประเทศ รวมถึงแนวนโยบายของรัฐบาลที่ต้องดำเนินการ และค่อยมาดูว่าเศรษฐกิจจะขยายตัวเท่าไร เงินเฟ้อจะอยู่ระดับไหนถึงค่อยกำหนดกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อ
สำหรับกรอบเงินเฟ้อที่ใช้อยู่ในปัจจุบันที่ 0.5-3% ต่อปี ถือว่ากว้างเกินไป ทำให้ ธปท.ไม่ค่อยกังวลดูแลเงินเฟ้อตอนที่อยู่ในระดับต่ำ ได้มอบให้สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) และ ธปท.ไปศึกษาใหม่อีกครั้ง เพื่อให้มีความท้าทายในการบริหารเงินเฟ้อมากขึ้น
นอกจากนี้ ให้หาแนวทางการแก้ไขหนี้กองทุนเพื่อการพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (FIDF) ที่เดิมมีจำนวน 1.1 ล้านล้านบาท แต่ ธปท.ชำระหนี้เงินต้นได้เพียง 1.6 แสนล้านบาท ขณะที่กระทรวงการคลังชำระดอกเบี้ยไป 6.7 แสนล้านบาท มีเงินต้นที่เหลืออีก 1.1 ล้านล้านบาท ที่ ธปท.ยังชำระไม่ได้ และเป็นภาระกับงบประมาณ
และเรื่องสุดท้ายที่ให้ ธปท.ไปดำเนินการ คือ ต้องการให้ ธปท.เข้าไปกำกับการดูการออกตั๋วสัญญาใช้เงินระยะสั้น (บี/อี) ของธนาคารพาณิชย์ที่มีการขยายตัวจำนวนมาก เพื่อให้แน่ใจว่าจะไม่มีปัญหาทำให้เกิดความเสียหายและมาเป็นภาระทางการคลัง โดยในเรื่องนี้ได้ นายนริศ ชัยสูตร ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เป็นประธานคณะทำงานหารือกับ ธปท. สถาบันคุ้มครองเงินฝาก และ คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) โดยส่วนตัวต้องการให้โอนการกำกับดูแลตั๋วบีอีไปไว้ที่ ก.ล.ต.
เรื่องที่ 3 ได้ขอให้ ธปท. ไปศึกษาการตั้งกองทุนความมั่นคั่ง โดยให้นำเงินทุนสำรองระหว่างประเทศส่วนหนึ่งออกมาจัดตั้ง ให้มีการแยกบัญชีต่างหาก ซึ่งอาจจะต้องมีการแก้กฎหมายเพื่อให้นำเงินทุนสำรองออกมาใช้
สำหรับการตั้งกองทุนมั่นคั่ง จะเป็นการบริการร่วมกันระหว่างรัฐบาลกับ ธปท. โดยต้องมีข้อตกลงว่า กำไรจะนำไปทำอะไร และ ขาดทุนใครจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบ
นอกจากนี้ การตั้งกองทุนมั่นคั่ง ต้องการให้ไปลงทุนโครงสร้างพื้นฐานในประเทศเอเชีย ส่วนขนาดกองทุนจะเป็นอย่างไร จะลงทุนรูปแบบไหน สัดส่วรเท่าไร ได้ให้ ธปท. ไปศึกษา
นายธีระชัย กล่าวว่า การบริหารเงินทุนสำรองของ ธปท. ปัจจุบันได้รับผลตอบแทนน้อย และไปลงทุนในสกุลที่มีแนวโน้มการพิมพ์เงินออกมาจำนวนมากอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะทำให้มูลค่าสกุลดังกล่าวลดลง ดังนั้นการบริหารจึงต้องคำนึงถึงผลตอบแทน ดูวิธีการบริหารใหม่ให้มีความสมทั้งในแง่ของความปลอดภัย ผลตอบแทน และความถูกต้องในเชิงวิชาการ
เรื่องที่ 4 ขอให้ ธปท. ทบทวนกรอบเงินเฟ้อที่ประกาศใช้ใหม่ปี 2555 โดยให้คำถึงปัจจัยภาวะเศรษฐกิจในและนอกประเทศ รวมถึงแนวนโยบายของรัฐบาลที่ต้องดำเนินการ และค่อยมาดูว่าเศรษฐกิจจะขยายตัวเท่าไร เงินเฟ้อจะอยู่ระดับไหน ถึงค่อยกำหนดกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อ
สำหรับกรอบเงินเฟ้อที่ใช้อยู่ในปัจจุบันที่ 0.53% ต่อปี ถือว่ากว้างเกินไป ทำให้ ธปท. ไม่ค่อยกังวลดูแลเงินเฟ้อตอนที่อยู่ในระดับต่ำ ได้มอบให้ สศค. และ ธปท. ไปศึกษาใหม่อีกครั้ง เพื่อให้มีความท้าทายในการบริหารเงินเฟ้อมากขึ้น
ประสาร กล่าวว่า เปิดเผยภายหลังการหารือกับ รมว.คลังว่า รมว. คลัง เรื่องกรอบเงินเฟ้อยังไม่มีข้อสรุปว่าจะใช้แบบกรอบเงินเฟ้อ หรือเป็นการกำหนดเงินเฟ้อตามเป้าหมาย รวมถึงนโยบายอื่นๆ ที่ได้มีการหารือกับ รมว.คลัง ยังไม่สามารถสรุปได้เพราะทุกเรื่องต้องใช้เวลาในการศึกษาและพิจารณาให้รอบคอบ
“ปัจจุบันเราดูแลเงินเฟ้อดีอยู่แล้วเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน ส่วนแนวคิดเรื่องการขยับกรอบบนนั้น เพื่อลดแรงกดดัน เกรงว่าจะเป็นการส่งสัญญาณเรื่องการปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยอีก เพราะคนจะไม่ยอมลงทุน เช่น การซื้อพันธบัตรหรือหุ้นกู้ที่มีผลตอบแทนต่ำกว่าอัตราเงินเฟ้อ”ประสาร กล่าว
นอกจากนี้ การให้ ธปท.เข้าไปกำกับการดูการออกตั๋วสัญญาใช้เงินระยะสั้น (บี/อี) ของธนาคารพาณิชย์ โดยเฉพาะธนาคารพาณิชย์ขนาดกลางและขนาดเล็กที่มีการแข่งขันทางด้านเงินฝาก โดยการออกตั๋วบี/อีขายกับประชาชนและนักลงทุนที่สนใจในอัตราดอกเบี้ยที่สูงกว่าการเปิดรับฝากเงิน เนื่องจากการระดมเงินผ่านตั๋วบี/อีไม่ต้องส่งเงินสมทบเข้ากองทุนคุ้มครองเงินฝาก 0.4%
แต่มีความเสี่ยงทั้งในแง่ของสถาบันการเงิน ที่มีการออกตั๋วบีอีจำนวนมากๆ เมื่อครบกำหนดตรงกัน จะมีสภาพคลอ่งเพียงพอที่จะรองรับการถอนเงินออกหรือไม่ ทั้งนี้ ก็ขึ้นอยู่ที่ผู้ถือตั๋วบี/อีด้วยว่าจะต่อหรือไม่ ขณะที่ในแง่ของประชาชนเองก็มีความเสี่ยง เพราะจะไม่ได้รับการคุ้มครองเงินฝากจากสถาบันคุ้มครองเงินฝาก







