posttoday
สหรัฐจ่อเทยาแรงกระตุ้นเศรษฐกิจ เอเชียต้องพร้อมรับมือพายุทุนลูกสอง

สหรัฐจ่อเทยาแรงกระตุ้นเศรษฐกิจ เอเชียต้องพร้อมรับมือพายุทุนลูกสอง

01 กันยายน 2554

เป็นเรื่องที่ต้องติดตามกันอย่างไม่กะพริบ

โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ

เป็นเรื่องที่ต้องติดตามกันอย่างไม่กะพริบกับความเคลื่อนไหวของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ต่อมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระลอกสำคัญหลังจากนี้ ภายหลังจากที่ เบน เบอร์แนนคี ผู้ว่าการธนาคารกลางสหรัฐได้ส่งสัญญาณว่า “กระตุ้นแน่” แต่ทว่าจะเป็นไปในรูปแบบใดนั้นจำเป็นที่จะต้องผ่านการหารือของเจ้าหน้าที่กำหนดนโยบายของเฟดอีกครั้งในเดือนนี้

ถือว่าไม่ใช่เรื่องใหม่นัก เพราะในช่วงที่ผ่านมาการคาดการณ์ว่าเฟดจะใช้มาตรการกระตุ้นแบบผ่อนปรนเชิงปริมาณ หรือ Quantive Easing รอบ 3 นั้นได้มีการพูดถึงกันมาเป็นระยะๆ

ดังในการประชุมของผู้กำหนดนโยบายเฟดครั้งล่าสุดเมื่อต้นเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา ได้มีการเปิดเผยรายละเอียดการประชุมว่าบรรดาเจ้าหน้าที่หัวกะทิของเฟดเองได้ถกเถียงกันอย่างหนักหน่วงถึงมาตรการกระตุ้นแบบคิวอีดังกล่าว อย่างไรก็ตาม ก็มีการพูดถึงผลกระทบที่อาจจะตามมา

ดังนั้น ในที่ประชุมจึงเสนอทางเลือกอื่นๆ เพื่อหลีกเลี่ยงนโยบายคิวอี ซึ่งเป็นนโยบายที่สหรัฐจะพิมพ์ธนบัตรหว่านเข้าสู่ระบบผ่านการเข้าซื้อคืนพันธบัตรรัฐบาล ซึ่งด้วยวิธีการนี้แน่นอนว่าจะสร้างผลข้างเคียงอย่างรุนแรง โดยเฉพาะต่อค่าเงินเหรียญสหรัฐที่จะอ่อนตัวลงมากกว่าเดิม

สหรัฐจ่อเทยาแรงกระตุ้นเศรษฐกิจ เอเชียต้องพร้อมรับมือพายุทุนลูกสอง

ที่ประชุมจึงมีการเสนอทางเลือกอื่นเพื่อหลีกเลี่ยงการ “พิมพ์แบงก์” ครั้งใหม่ เช่น การปล่อยขายพันธบัตรระยะสั้นเพื่อนำเงินมาใช้ในโครงการซื้อคืนพันธบัตรระยะยาว ถือเป็นหนึ่งในทางเลือกที่มีความเป็นไปได้ ซึ่งนโยบายเหล่านี้ล้วนแต่เป็นทางเลือกที่เฟดพยายามใช้กดอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐให้อยู่ในระดับต่ำที่ 0-0.25% ต่อไป

อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าการกระตุ้นเศรษฐกิจจะเป็นคิวอี หรือเป็นไปในรูปแบบใดก็ตาม ดูเหมือนว่าเอเชียย่อมหลีกไม่พ้นต่อผลกระทบข้างเคียงจากการใช้ยาแรงของสหรัฐในครั้งนี้ ในเมื่ออัตราดอกเบี้ยในเอเชียนั้นอยู่ในระดับที่สูงกว่าในสหรัฐย่อมเป็นแรงดึงดูดให้ทุนร้อนหลั่งไหลทะลักเข้ามาเก็งกำไรกันเช่นเดิม

อีกทั้งสถานะทางการคลังของรัฐบาลสหรัฐจากปัญหาหนี้สาธารณะ ประกอบกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจใดๆ ที่จะทำให้มีกระแสเงินเหรียญสหรัฐไหลเข้าไปสู่ระบบการเงินมากขึ้น ก็จะทำให้มูลค่าเงินเหรียญสหรัฐอ่อนยวบยาบต่อไป สวนทางกับค่าเงินสกุลต่างๆ ในเอเชียที่จะแข็งค่าขึ้นดังเช่นที่เคยเกิดขึ้นเมื่อปีที่แล้วเมื่อเฟดได้ประกาศใช้มาตรการคิวอี 2 ในระหว่างเดือน พ.ย. 2010-มิ.ย. 2011

ขณะเดียวกัน ต้องยอมรับกันว่า ช่วงจังหวะเวลาที่เฟดกำลังจะใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้านั้น ถือว่าเป็นช่วงจังหวะที่ “ย่ำแย่” พอเหมาะพอเจาะกับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจในเอเชีย ที่หลายประเทศกำลังเผชิญหน้ากับภาวะเงินแข็งค่าอยู่แล้ว อีกทั้งทั่วภูมิภาคเอเชียกำลังถูกปกคลุมไปด้วยปัญหาเงินเฟ้ออย่างหนัก

ส่วนประเทศกำลังพัฒนาที่ต้องพึ่งพาการส่งออกในย่านนี้ก็อาจจะต้องเผชิญหน้ากับภาวะซบเซาของการส่งออกตามสภาวะเชื่องช้าของเศรษฐกิจทั้งในสหรัฐ ยุโรป และญี่ปุ่น

หนึ่งในสภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกของเอเชียในขณะนี้ ก็คือ เอเชียไม่สามารถที่จะปรับขึ้นดอกเบี้ยเพื่อควบคุมปัญหาเงินเฟ้อได้อย่างเต็มที่นัก เนื่องจากการปรับขึ้นดอกเบี้ยใดๆ ก็ตามจะยิ่งเป็นแรงดึงดูดให้กระแสทุนร้อนจากตะวันตกยิ่งถาโถมเข้ามาสู่ตลาดเอเชียมากขึ้น และจะยิ่งสร้างความเสี่ยงให้กับค่าเงินและตลาดทุนในภูมิภาค โดยเฉพาะที่ในขณะนี้อัตราดอกเบี้ยในสหรัฐและยุโรปอยู่ในระดับต่ำมากที่สุดในประวัติศาสตร์ เอเชียยังจำเป็นที่จะต้องหาทางสกัดเงินทุนเหล่านี้มากขึ้นกว่าเดิม

ยิ่งไปกว่านั้นในท้ายที่สุดแล้วไม่ว่าธนาคารกลางสหรัฐจะคลอดมาตรการเศรษฐกิจออกมาหรือไม่ แต่ที่แน่ยิ่งกว่าแน่ ก็คือการตอกย้ำของผู้ว่าการเฟดก่อนหน้านี้ว่าจะคงอัตราดอกเบี้ยในระดับต่ำที่สุดลากยาวไปถึงกลางปี 2013 ซึ่งถือว่านานมากกว่าที่นักลงทุนคาดการณ์เอาไว้ ประกอบกับเศรษฐกิจในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วแทบจะไม่ขยับตัวในช่วงที่ผ่านมา ก็ยิ่งทำให้ความเสี่ยงจากกระแสทุนร้อนจากโลกตะวันตกที่จะหลั่งไหลมายังเอเชียนั้นก็ยิ่งเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว

การหลั่งไหลของกระแสทุนเข้าสู่เอเชียนั้นยังทำให้เกิดภาพลวงตาของการเติบโตทางเศรษฐกิจที่บรรดาผู้กำหนดนโยบายของเอเชียจำเป็นต้องพึงระวังอย่างสูงสุด

ดังเช่นตัวอย่างของอินโดนีเซีย การเติบโตของจีดีพีอินโดนีเซียเพิ่มขึ้นมากกว่า 6.5% ในปีนี้เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า อันเป็นผลจากกระแสทุนจากต่างชาติที่หลั่งไหลเข้าไปอย่างบ้าคลั่ง ซึ่งในขณะเดียวกันนั้นความร้อนแรงของเศรษฐกิจได้ปั่นให้ระดับเงินเฟ้อของอินโดนีเซียเบ่งบานขึ้นอย่างน่ากลัว โดยดัชนีราคาสินค้าผู้บริโภคในอินโดนีเซียปรับเพิ่มขึ้นถึง 5.98% ในเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว

นั่นถือเป็นการประเมินสถานการณ์ผิดพลาดของบรรดาเจ้าหน้าที่กำหนดนโยบายของอินโดนีเซีย ที่มองข้ามผลกระทบจากการกระตุ้นเศรษฐกิจในสหรัฐที่ทำให้กระแสทุนหลั่งไหลเข้าไปยังอินโดนีเซียอย่างผิดปกติในช่วงปีที่ผ่านมา

ภาวะดังกล่าวถือเป็นปัจจัยที่เจ้าหน้าที่รัฐทั่วเอเชียยังต้องพึงระวัง เรื่องจากกระแสทุนที่หลั่งไหลเข้ามาอย่างมหาศาลนั้น นอกเหนือจะทำให้เกิดการแข็งค่าของสกุลเงินในเอเชียแล้ว จะยังเป็นแรงดันให้เกิดการเติบโตแบบลวงๆ ของเศรษฐกิจในเอเชียด้วย ซึ่งอาจจะทำให้เกิดการตระหนักที่ผิดๆ ว่า เศรษฐกิจเอเชียกำลังเดินหน้าสู่การฟื้นตัวอย่างเต็มที่ แต่แท้จริงแล้วคือการสร้างภาวะฟองสบู่ครั้งใหม่ขึ้นมาต่างหาก

อีกทั้งนั่นเป็นเหตุผลสำคัญที่เพราะเหตุใดเศรษฐกิจของเอเชียซึ่งแม้ว่าจะดูดีกว่าในสหรัฐและยุโรป แต่ก็ยังไม่คึกคักอย่างเต็มที่ อีกทั้งยังเกิดภาวะเงินเฟ้อขึ้นอย่างรุนแรงจนทำให้หลายฝ่ายวิตกว่าเอเชียเองก็อาจจะไม่รอดจากภาวะ Stagflation ซึ่งเป็นภาวะที่เศรษฐกิจเกิดเงินเฟ้อขึ้นทั้งๆ ที่อยู่ในช่วงซบเซา ดังที่กำลังเกิดขึ้นในสหรัฐแล้ว

แม้ว่าที่ผ่านมาเอเชียอาจจะเอาตัวรอดมาได้อย่างหวุดหวิดจากภาวะวิกฤตการเงินโลกในช่วงเกือบ 3 ปีที่ผ่านมา ซึ่งนั่นเป็นเพราะว่าการลงทุนของธนาคารเอเชียส่วนใหญ่ในภาคการเงินสหรัฐและยุโรปนั้นมีไม่มากนัก

แต่ทว่าตลอดปีที่แล้วก็เป็นเครื่องพิสูจน์ให้เห็นว่าเอเชียก็ไม่ได้แข็งแกร่งจริงตามที่ทึกทักกันไปเอง เมื่อกระแสทุนจากตะวันตกได้ทะลักเข้าเก็งกำไรในเอเชียอย่างบ้าคลั่งในช่วงที่ธนาคารกลางสหรัฐประกาศใช้นโยบายคิวอี 2 ที่ทำให้หลายประเทศเจอกับวิกฤตค่าเงินแข็งค่า โดยเฉพาะกลุ่มประเทศที่ยังต้องพึ่งพาการส่งออก ตลอดไปจนถึงภาวะการเติบโตของเศรษฐกิจแบบลวงๆ อันเป็นผลมาจากการหลั่งไหลเข้ามาของกระแสทุนชั่วคราวจากโลกตะวันตก

และยิ่งในครั้งนี้สหรัฐยังไม่บอกกันชัดๆ ว่าจะใช้ไม้ไหนกับการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบใหม่ เอเชียยิ่งต้องเตรียมตัว และระมัดระวังตัวมากขึ้นว่าผลข้างเคียงจากยาแรงของพี่ใหญ่จะเป็นพายุทุนที่พัดมาในรูปแบบเดิม หรือจะมาในรูปแบบใหม่ที่เอเชียอาจจะไม่ทันได้ตั้งตัว...!

 

ข่าวล่าสุด

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI