
เอเชียคึกเดินหน้าเร่งผลิตข้าวขานรับราคาทะลุโลก
ขณะที่นักวิเคราะห์และผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงทางอาหารต่างเริ่มทำใจยอมรับแล้วว่า
ขณะที่นักวิเคราะห์และผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงทางอาหารต่างเริ่มทำใจยอมรับแล้วว่า
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ
ขณะที่นักวิเคราะห์และผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงทางอาหารต่างเริ่มทำใจยอมรับแล้วว่า ในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2554 นี้ ประชากรมากกว่า 3,000 ล้านคนทั่วโลกอาจจำต้องซื้อข้าวในราคาที่แพงขึ้นกว่าปัจจุบันถึง 22%
แนวโน้มของราคาข้าวที่เพิ่มสูงขึ้นนี้ ส่งผลให้ประเทศผู้ผลิตข้าวในเอเชีย ต่างเร่งหาทางขยับขยายพื้นที่เพาะปลูก และพัฒนาปรับปรุงเทคโนโลยีเพื่อเพิ่มผลผลิตข้าวกันอย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะเป็นที่เวียดนาม พม่า กัมพูชา หรือแม้แต่ลาว
สำหรับประเทศที่ออกตัวแรงที่สุดในเวลานี้ก็คือทางกัมพูชา ประเทศบ้านใกล้เรือนเคียงกับของไทย ที่ถึงแม้จะไม่ใช่ประเทศผู้ส่งออกข้าวรายสำคัญของโลก เมื่อเทียบกับไทย หรือเวียดนาม แต่อุตสาหกรรมข้าว ก็นับได้ว่ามีความสำคัญอย่างมากต่อประเทศเช่นเดียวกัน
ทั้งนี้ แม้ว่ากัมพูชาจะมีพื้นดินที่อุดมสมบูรณ์ไม่แพ้ไทย แต่ด้วยความล้าหลังในเรื่องของการเก็บเกี่ยว และการขาดแคลนแหล่งทุนที่สำคัญในการอุดหนุนช่วยซื้อข้าวจากชาวนา ทำให้ผลผลิตข้าวของกัมพูชาแทบจะไม่เพียงพอต่อการบริโภคภายในประเทศ
อย่างไรก็ตาม กัมพูชาเริ่มมีความหวังมากขึ้น หลังจากที่รัฐบาลได้รับความร่วมมือจากรัฐบาลจีนในการปรับปรุงระบบชลประทาน สร้างโรงสีข้าว และรับซื้อข้าวล็อตใหญ่จากกัมพูชา ส่งผลให้รัฐบาลกัมพูชา โดยกระทรวงพาณิชย์ประกาศตั้งเป้าเร่งเพิ่มผลผลิตข้าวให้มากขึ้นถึง 1 ล้านตัน โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อการส่งออกข้าวโดยเฉพาะ
ขณะที่ประเทศลาว แม้ว่าจะยังมีอุปสรรคในการเพาะปลูกข้าว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของดินฟ้าอากาศ หรือเทคโนโลยี แต่วงคำทาน ท่าวง รัฐมนตรีกระทรวงเกษตรและป่าไม้ของลาว ก็ได้ประกาศในเดือน ก.ค.ที่ผ่านมา ตั้งเป้าเร่งเพิ่มผลผลิตข้าวทั่วประเทศให้ได้ 4.2 ล้านตัน ภายในปี 2558 เพื่อให้มีข้าวเพียงพอ ทั้งในแง่ปริมาณและคุณภาพ สำหรับความต้องการของตลาดภายในประเทศและตลาดต่างประเทศ
นอกจากจะได้รับความช่วยเหลือจากองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (เอฟเอโอ) ลาวยังได้รับความร่วมมือและช่วยเหลือด้านเทคโนโลยีจากเมืองอัน เกียง ประเทศเวียดนาม ซึ่งตั้งอยู่ในบริเวณลุ่มน้ำโขง ในการจัดทำโครงการปลูกข้าวใน 2 จังหวัดเขตจำปาสักของลาว เพื่อช่วยปรับปรุงสายพันธุ์ข้าวของประเทศลาวให้มีคุณภาพสูง
ด้านเวียดนาม ในฐานะประเทศผู้ส่งออกข้าวอันดับสองของโลกรองจากไทย นอกจากจะขยับขยายด้วยการเข้าไปร่วมพัฒนาข้าวกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างลาวแล้ว เวียดนามเองยังได้เร่งเพิ่มผลผลิตข้าว เพื่อเพิ่มปริมาณการส่งออก
เห็นได้จากตัวเลขของกระทรวงเกษตรที่ระบุว่า ตั้งแต่ต้นปี 2554 ที่ผ่านมา เวียดนามส่งออกข้าวแล้วประมาณ 5.4 ล้านตัน คิดเป็นมูลค่าราว 2,700 ล้านเหรียญสหรัฐ ปริมาณเพิ่มขึ้น 9.4% และมีมูลค่าเพิ่มขึ้น 14.6% เมื่อเทียบปีต่อปี โดยมีฟิลิปปินส์ เป็นลูกค้ารายใหญ่ ตามมาด้วยอินโดนีเซีย บังกลาเทศ คิวบา ไอวอรีโคสต์ และ มาเลเซีย
ปริมาณดังกล่าว ส่งผลให้เวียดนามตั้งเป้าส่งออกข้าวภายในปี 2554 ให้ได้มากถึง 8 ล้านตัน ยิ่งไปกว่านั้น หลังจากที่นักวิเคราะห์คาดการณ์อย่างวิตกว่า ราคาข้าวในตลาดโลกอาจจะสูงขึ้นจากนโยบายรับจำนำข้าวของไทย เวียดนาม ถือเป็นประเทศลำดับต้นๆ ที่ออกมาส่งสัญญาณว่ารัฐบาลได้เตรียมสำรองข้าวในคลังไว้ในปริมาณที่เพียงพอเพื่อช่วยให้ราคาข้าวในตลาดมีเสถียรภาพ
และสำหรับประเทศพม่าก็ไม่ยอมน้อยหน้าเช่นกัน เพราะเมื่อไม่กี่วันก่อนหน้านี้ สมาคมอุตสาหกรรมข้าวของพม่า (เอ็มอาร์ไอเอ) ที่รัฐบาลพม่าจัดตั้งขึ้นมาเมื่อเดือน ม.ค. 2553 เพื่อผลักดันการพัฒนาการผลิตข้าวและการส่งออกข้าว ได้ประกาศเดินหน้าปฏิรูปนโยบายในการเพิ่มผลผลิตข้าว โดยเพิ่มการลงทุนด้านการวิจัยและเทคโนโลยี พร้อมกับการเปิดรับความร่วมมือจากบรรดานานาชาติ เพื่อไล่ให้ทันประเทศเพื่อนบ้าน และเพื่อตอบสนองต่อแนวโน้มความต้องการของตลาด
รัฐบาลพม่าตั้งเป้าหมายที่จะกลับมาเป็นผู้ส่งออกข้าวอันดับต้นๆ ของโลกอีกครั้ง หลังจากที่เคยได้รับฉายา ชามข้าวแห่งเอเชีย ในช่วงก่อนปี 2505 ซึ่งในช่วงนั้น พม่าส่งออกข้าวได้สูงถึง 2 ล้านตันต่อปี
ทั้งนี้ ยังไม่นับรวมประเทศผู้ส่งออกข้าวที่ไกลออกไปหน่อยอย่างอินเดีย ที่รัฐบาลเพิ่งจะประกาศผลผลิตข้าวที่เก็บเกี่ยวได้ในปีนี้ว่ามีปริมาณเพิ่มขึ้น และเดินหน้าเตรียมส่งออกข้าวให้มากขึ้นถึง 3 ล้านตัน ภายในปี 2554 นี้
สถานการณ์ที่บรรดาประเทศผู้ผลิตข้าวต่างเดินหน้าประกาศส่งออกข้าวมากขึ้น ส่งผลให้อับบาห์ โอฟอน นักวิเคราะห์จากสแตนดาร์ด ชาร์เตอร์ด ประจำสิงคโปร์ ออกโรงเตือนไทยว่า แม้ราคาข้าวในตอนนี้จะไต่ระดับเพิ่มสูงขึ้นตามราคาอาหารอื่นๆ ในตลาดโลก แต่ข้าวไม่เหมือนกับข้าวสาลี หรือข้าวโพด เพราะการเก็บเกี่ยวในช่วงที่ผ่านมามากมายเพียงพอ ทำให้ราคาข้าวมีแนวโน้มลดลงในอนาคต โดยอาจลงมาอยู่ที่ 520 เหรียญสหรัฐต่อตัน จากราคาปัจจุบันที่ 615 เหรียญสหรัฐต่อตัน
ขณะที่นักวิเคราะห์อีกส่วนหนึ่งเชื่อว่า แทนที่จะได้ผลดีจากนโยบายรับจำนำข้าวที่ดันให้ราคาข้าวในตลาดแพงขึ้น รัฐบาลไทยอาจจะต้องเจ็บตัวกับการเลขายข้าวที่รับซื้อไว้ในราคาถูก เพราะไม่มีใครซื้อ เนื่องจากข้าวมีเหลือเฟือต่อความต้องการของผู้บริโภคในตลาด
และท้ายที่สุด ก็จะส่งผลเสียต่อทางเศรษฐกิจและเสถียรภาพของประเทศไทยเอง







