
กองทุนมั่งคั่งกับทุนสำรองเงินตราต่างประเทศของไทย
พักนี้มีการพูดถึงการจัดตั้งกองทุนเพื่อการลงทุนของรัฐ
พักนี้มีการพูดถึงการจัดตั้งกองทุนเพื่อการลงทุนของรัฐ
โดย..สมชาย สกุลสุรรัตน์
หรือกองทุนมั่งคั่งตามชื่อในภาษาอังกฤษว่า Sovereign Wealth Funds โดยเสนอให้ใช้ทุนสำรองเงินตราต่างประเทศ ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยถืออยู่ประมาณ 1.86 แสนล้านเหรียญสหรัฐ บางส่วนเพื่อจัดตั้งกองทุนฯ
เหตุผลที่อ้างมีมากมาย เช่น การเก็บเงินตราต่างประเทศไว้ในทุนสำรองเฉยๆ (ความจริงไม่ใช่เฉยๆ แต่มีการนำไปลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำตามที่กำหนดไว้ใน พ.ร.บ.เงินตรา) เปรียบเสมือนการเก็บสมบัติแบบปู่โสมเฝ้าทรัพย์ ไม่ทำให้เกิดผลประโยชน์งอกเงย
เหตุผลที่มีการนำมาอ้างบ่อยๆ อีกเหตุผลหนึ่ง คือ ประเทศไทยจำเป็นต้องพึ่งพาอาศัยพลังงานนำเข้าจากต่างประเทศ จึงควรที่จะสร้างเสถียรภาพด้านพลังงานในอนาคต โดยการตั้งกองทุนประเภทนี้ขึ้นมาลงทุนเพื่อพัฒนาแหล่งพลังงานของตนเอง ทั้งในประเทศและต่างประเทศ
เหตุผลถัดไป คือ ธนาคารแห่งประเทศไทยควรระบายเงินดอลลาร์สหรัฐที่ถืออยู่ออกไปนอกประเทศ ทั้งนี้เพื่อรักษาระดับอัตราแลกเปลี่ยนระหว่างเงินบาทกับเงินดอลลาร์สหรัฐไม่ให้แข็งค่าเกินไปจนกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของผู้ส่งออก
นอกจากนั้น เป็นเหตุผลสัพเพเหระ เช่น ไม่เชื่อมั่นการบริหารจัดการทุนสำรองเงินตราต่างประเทศของธนาคารแห่งประเทศไทย เพราะเคยทำความเสียหายมาแล้วในวิกฤตต้มยำกุ้ง การเพิ่มจำนวนและมูลค่าการค้าหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ การใช้ทุนสำรองที่มีอยู่เพื่อใช้จ่ายลงทุนแทนที่จะไปสร้างหนี้สาธารณะเพิ่มในต่างประเทศ เป็นต้น
ผมขอไม่วิพากษ์วิจารณ์เหตุผลเหล่านั้น เอาว่าถ้าเหตุผลเหล่านั้นฟังขึ้น และเชื่อมั่นว่า เมื่อมีการจัดตั้งกองทุนฯ แล้ว การบริหารจัดการจะโปร่งใสและมีประสิทธิภาพ มีความซื่อสัตย์สุจริต ไม่มีผลประโยชน์ขัดแย้ง ให้ความสำคัญต่อผลประโยชน์ของชาติเหนือผลประโยชน์ของกองทุนฯ และที่สำคัญประเทศชาติมีรายได้เหลือเฟือจริงๆ และมีเสถียรภาพพอที่จะนำไปลงทุนในโครงการระยะยาวที่มีความเสี่ยงสูง ผมก็เห็นด้วยที่จะตั้งกองทุนฯ ตามแนวความคิดดังกล่าว
อย่างไรก็ตาม ขอพูดตรงๆ ว่า ถ้าเพื่อให้การบริหารจัดการกองทุนมีประสิทธิภายในสูงสุดและมีระบบธรรมาภิบาล ให้ว่าจ้างบริษัทต่างชาติเข้ามาบริหารอย่างที่ผู้บริหารภาครัฐบางคนเคยพูด ผมก็อดตั้งขอสงสัยไม่ได้ว่า ถ้าคนไทยยังเก่งไม่พอและยังขาดธรรมาภิบาล แล้วจะไปคุมฝรั่งให้บริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพได้อย่างไร ที่สำคัญต้องตอบคำถามให้ได้ว่า ฝรั่งโกงไม่เป็นหรือไม่เคยโกงกระนั้นหรือ ข้อนี้ขืนพูดต่อไปคงเถียงกันตาย ท่านเก็บไปคิดดูเองก็แล้วกัน
สำหรับอีกเงื่อนไขเรื่องผลประโยชน์ของชาติขัดแย้งกับผลประโยชน์ของกองทุนฯ นั้น ย่อมมีโอกาสเกิดขึ้นเสมอ ทั้งนี้เพราะผลประโยชน์ของชาติมีองค์ประกอบอื่น นอกจากผลประโยชน์ในเชิงเศรษฐกิจเหมือนผลประโยชน์ของกองทุนฯ เช่น ผลประโยชน์ด้านความมั่นคงของชาติ ถ้าให้ต่างชาติบริหาร ผมไม่แน่ใจว่าเขาจะให้ความสำคัญต่อผลประโยชน์ของกองทุนฯ ที่เขารับจ้างบริหาร หรือผลประโยชน์ของประเทศแม่ของเขา มากกว่าหรือน้อยกว่าผลประโยชน์ของประเทศไทย
ในที่นี้ ผู้เขียนอยากลองวิเคราะห์ประเด็นที่ว่า จริงๆ แล้วประเทศไทยมีทุนสำรองเงินตราต่างประเทศมากเกินความจำเป็นอย่างที่ว่าหรือไม่เพียงประเด็นเดียวก่อน เพราะถ้าไม่มีเงิน อย่างไรเสียก็ไม่มีการตั้งกองทุนฯ
เมื่อจะพูดถึงเรื่องนี้ คงต้องทำความเข้าใจก่อนว่า ทุนสำรองระหว่างประเทศ (International Reserve) คืออะไร
ทุนสำรองระหว่างประเทศ หมายถึง เงินตราต่างประเทศ หลักทรัพย์ต่างประเทศ ทุนสำรองที่ไทยมีอยู่กับกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (I.M.F) สิทธิเบิกถอนพิเศษจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศและทองคำ ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยถืออยู่ ทุนสำรองนี้เกิดจากการที่ประเทศได้เปรียบดุลการค้าและที่สำคัญกว่า คือดุลการชำระเงิน
เมื่อสิ้นเดือน ก.ค.ที่ผ่านมา ประเทศไทยมีทุนสำรองเงินตราต่างประเทศถืออยู่ประมาณ 1.87 แสนล้านเหรียญสหรัฐ จัดว่าสูงเป็นอันดับที่ 13 ของโลก ยังห่างไกลกับประเทศจีน ซึ่งมีทุนสำรองระหว่างประเทศถืออยู่สูงเป็นอันดับ 1 ของโลกประมาณ 3.2 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ แต่จัดว่าสูงพอสมควรเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน เช่น มาเลเซีย ชึ่งมีทุนสำรองประมาณ 1.34 แสนล้านเหรียญสหรัฐ และอินโดนีเซีย ชึ่งมีอยู่ประมาณ 1.22 แสนล้านเหรียญสหรัฐ
ประเด็นที่น่าคิดคือ ทุนสำรองที่มีอยู่ประมาณ 1.87 แสนล้านเหรียญสหรัฐนั้นสูงเกินความจำเป็น และมีเสถียรภาพเพียงพอที่จะนำไปลงทุนระยะยาวที่มีความเสี่ยงสูงจริงหรือ
โดยความเห็นส่วนตัว ซึ่งท่านไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย ผมยังไม่เชื่อว่าทุนสำรองเงินตราต่างประเทศของไทยมีโครงสร้างที่เข้มแข็ง และมีเสถียรภาพพอที่จะนำออกไปใช้ในวัตถุประสงค์ดังกล่าว เพราะเหตุผลดังต่อไปนี้
1) ทุนสำรองที่ถืออยู่บางส่วนประมาณว่าไม่ต่ำกว่า 5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ เกิดจากการที่ธนาคารแห่งประเทศไทยเข้าไปแทรกแซงตลาด โดยซื้อเงินดอลลาร์สหรัฐมาเก็บไว้ เพื่อพยุงค่าเงินดอลลาร์สหรัฐไม่ให้อ่อนค่าลง จนกระทบถึงรายได้ของผู้ส่งออกและความสามารถในการแข่งขันของผู้ส่งออกในช่วง 23 ปีที่ผ่านมา ถ้าภายภาคหน้าสถานการณ์เปลี่ยนแปลงไป เช่น ถ้าเงินดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้น ธนาคารแห่งประเทศไทยอาจมีความจำเป็นต้องขายเงินดอลลาร์สหรัฐที่ถืออยู่ออกไปเพื่อแทรกแซงตลาด ไม่ให้เงินดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าจนกระทบต่อระดับราคาสินค้าในประเทศและต้นทุนของผู้นำเข้า
2) ทุนสำรองประมาณ 4 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ เป็นทุนสำรองที่ต้องกันไว้ตามกฎหมาย เพื่อหนุนหลังธนบัตรที่ธนาคารแห่งประเทศไทยพิมพ์ออกมาให้เราใช้ ทุนสำรองส่วนนี้นำออกไปใช้ไม่ได้ ยกเว้นมีการแก้ไขกฎหมาย พ.ร.บ.เงินตรา ซึ่งคงทำได้ไม่ง่ายนัก
3) ทุนสำรองบางส่วนอาจไม่ต่ำกว่า 5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ เป็นเงินร้อนที่เข้ามาลงทุนสั้นๆ เพื่อหากำไรจากส่วนต่างดอกเบี้ยในตลาดเงินของไทย หรือเข้ามาลงทุนในตลาดทุนไทย ซึ่งเป็นตลาดเล็กๆ มีโอกาสทำกำไรสูง
เงินทุนประเภทนี้มีพฤติกรรมคล้ายกัน คือ เข้าเร็ว ออกเร็ว และมักไหลเข้า ไหลออกพร้อมๆ กัน ในเวลาเดียวกันจัดว่ามีความเสี่ยงด้านสภาพคล่องสูง จึงจำเป็นต้องมีเงินตราต่างประเทศถือไว้เพื่อขายให้กับนักลงทุนประเภทนี้ กรณีที่มีการเคลื่อนย้ายเงินทุนออกไปลงทุนที่อื่นที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า หรือนำกลับประเทศแม่
4) ในช่วงที่เศรษฐกิจโลกมีความผันผวนสูง รายได้จากการส่งออกของไทยอาจได้รับผลกระทบ ทำให้การเกินดุลการค้าลดลง หรือขาดดุล การดำรงทุนสำรองไว้ในเกณฑ์สูงจึงเป็นการป้องกันความเสี่ยงที่จำเป็นเพื่อความไม่ประมาท อย่างน้อยก็ต้องสำรองไว้เพื่อรองรับการนำเข้าตามเกณฑ์มาตรฐานสากลอย่างน้อย 36 เดือน สมมติโดยประมาณอีกอย่างน้อย 3 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ เฉลี่ยเดือนละ 1 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ 3 เดือน
ถ้ารวมตัวเลขข้างต้นเข้าด้วยกัน จะเห็นว่าทุนสำรองที่ถืออยู่ไม่ได้มากมายจนเกินความจำเป็นอย่างที่ว่ากัน เพราะแค่ดูแต่ตัวเลขทุนสำรอง โดยไม่คำนึงถึงที่มาและโครงสร้างแล้ว เผลอๆ อาจสรุปได้ว่า เศรษฐกิจไทยเข้มแข็งกว่าเศรษฐกิจของประเทศสหรัฐ หรือสหราชอาณาจักรได้ง่ายๆ เพราะทั้งสองประเทศนี้มีทุนสำรองน้อยกว่าประเทศไทย
ก่อนจบขอออกตัวครับว่า ตัวเลขที่พูดถึงบางตัวผมประมาณเอง เพราะไม่มีเวลาสอบถามหรือตรวจสอบ ใครสนใจสอบถามได้จากธนาคารแห่งประเทศไทย หรือสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กระทรวงการคลังเองก็แล้วกัน เพราะผมแค่ต้องการยกตัวเลขมาใช้เพื่อชี้ให้ท่านผู้อ่านเห็นแนวทางในการประเมินโครงสร้าง และเสถียรภาพทุนสำรองเงินตราต่างประเทศของเราเท่านั้น







