posttoday
ท่านประธานเอียงชนวนวิกฤตสภา

ท่านประธานเอียงชนวนวิกฤตสภา

26 สิงหาคม 2554

ไม่มีใครคาดคิดว่าเสียงรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

โดย...ทีมข่าวการเมือง

ไม่มีใครคาดคิดว่าเสียงรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่มีมากถึง 300 เสียง จะทำให้องค์ประชุมรัฐสภาล่มกลางดึกเมื่อคืนวันที่ 24 ส.ค.ได้

และการล่มอย่างไม่เป็นท่านำมาซึ่งความเสียหน้าอย่างมหาศาลของพรรคเพื่อไทย และความสง่างามของนายกฯ หญิงคนแรกของประเทศไทย เพราะเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นระหว่างการแถลงนโยบาย ซึ่งเป็นพิธีกรรมที่เปรียบเสมือนประตูสู่อำนาจเต็มในการบริหารราชการแผ่นดินของคณะรัฐมนตรี

หากประเมินความผิดพลาดที่ผ่านมา ผู้ที่ต้องรับผิดชอบเต็มๆ มี 2 ส่วน คือ 1.คณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) และ 2.สมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

องค์ประชุมรัฐสภาล่มครั้งนี้ สาเหตุหนึ่งมาจากการสั่งสอนของ สว. ที่ไม่ยอมกดบัตรแสดงตนถึงสองครั้งทำให้องค์ประชุมมีเพียง 308 คน และ 313 คน ไม่ถึงกึ่งหนึ่ง 325 คน จากทั้งหมด 548 คน ซึ่งความไม่พอใจของ สว.มาจากความพยายามของรัฐบาลในการตัดเวลาการอภิปรายของ สว. จากเดิมมีอยู่ 4 นาที ให้ลดน้อยลงไปกว่าเดิมอีก

นอกจากนี้ เมื่อรัฐบาลต้องพยายามให้จบภายในเวลาเที่ยงคืน จึงต้องเสนอปิดอภิปรายเพราะเกรงว่าถ้าปล่อยนานไปจนเลยเวลาดังกล่าวอาจนำไปสู่การตีความว่า การแถลงนโยบายรัฐบาลชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือไม่ เนื่องจากต้องแถลงภายใน 15 วัน ซึ่งสิ้นสุดวันที่ 24 ส.ค. สุดท้าย สว.แสดงถึงความไม่พอใจด้วยวิธีการดังกล่าว ไม่ต่างอะไรกับการตบหน้ารัฐบาลฉาดใหญ่

ขณะที่ “สมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์” หนีไม่พ้นที่ต้องรับไปเต็มๆ แบบไม่แบ่งใคร เพราะทำหน้าที่ไม่เป็นกลาง เอียงเข้าข้างพรรคเพื่อไทยอย่างเห็นได้ชัด

ท่านประธานเอียงชนวนวิกฤตสภา

“ประธานสมศักดิ์” เลือกแนวทางในการคุมฝ่ายค้านพรรคประชาธิปัตย์ด้วยการใช้ข้อบังคับการประชุมสภาให้ตึงที่สุดและทุกตัวอักษร แต่ผลออกมาแทนที่จะทำให้ฝ่ายค้านหงอ ตรงกันข้ามกลับทำให้บรรยากาศเกิดความตึงเครียดมากขึ้น จนดำเนินการประชุมไม่ได้

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดที่สุด คือ การพยายามตัดบทไม่ให้ฝ่ายค้านอภิปรายถึง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี แทบทุกครั้งเวลาไม่ว่าการอ้างถึงนโยบาย “ทักษิณคิด เพื่อไทยทำ” ซึ่งฝ่ายค้านต้องการชี้ว่า เพราะเป็นผู้อยู่เบื้องหลังนายกฯ น้องสาว แต่ประธานรัฐสภาใช้วิธีการปิดไมค์ไม่ให้พูด เพื่อป้องกันไม่ให้มีการลงบันทึกเป็นรายงานการประชุมในรูปแบบลายลักษณ์อักษรได้

ที่สะท้อนได้ชัดเจนที่สุด คือ ระหว่างการอภิปรายของ นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ สส.พัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ ที่พาดพิงกรณีพรรคเพื่อไทยแจกนิตยสาร เรด เพาเวอร์ ในการประชุมพรรคเพื่อไทยเมื่อวันที่ 5 ส.ค.ที่ผ่านมา รวมถึงระบุว่ามีกลุ่มคนเสื้อแดงบางส่วนได้จัดงานวันเกิดให้กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ในชื่อ “ทักษิณมหาราษฎร์”

เหตุการณ์นี้ สมศักดิ์ พยายามตัดบท แต่ปล่อยให้ทั้ง จตุพร พรหมพันธุ์ และณัฐวุฒิใสยเกื้อ สส.บัญชีรายชื่อ และแกนนำเสื้อแดง ชี้แจงเลยเถิดจนมีคำพูดว่า ในการชุมนุมปีที่แล้ว “มีใบอนุญาตสั่งฆ่าประชาชน” สร้างความวุ่นวาย เกิดการประท้วงตอบโต้กันสองฝ่าย จนประธานสภาต้องสั่งพักการประชุม และตรวจบันทึกคำพูด ก่อนที่จะให้ ณัฐวุฒิ ถอนคำพูด

แต่ฟางเส้นสุดท้ายที่ทำให้ฝ่ายค้านฟิวส์ขาดกับประธานสมศักดิ์จริงๆ เป็นกรณีที่แสดงพฤติกรรมเสมือนหนึ่งไม่ให้เกียรติอดีตนายกรัฐมนตรีของพรรคประชาธิปัตย์ ไม่ว่าจะเป็น “ชวน หลีกภัย” และ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ”

โดยเป็นกรณีที่พรรคเพื่อไทยได้อภิปรายพาดพิงการทำงานของรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ที่มีความผิดพลาดโดยเฉพาะการสลายการชุมนุมคนเสื้อแดง

ตามธรรมเนียมที่ผ่านมา หากอดีตนายกฯ หรือผู้นำฝ่ายค้านขอใช้สิทธิชี้แจงที่ถูกพาดพิง ประธานสภาก็จะอนุญาตให้พูดตามสมควร แต่ สมศักดิ์ กลับใช้ไม้แข็ง ไม่ยอมให้พูด โดยอ้างว่า “ถ้าอภิปรายกันไปก็จะตอบโต้กันไม่จบ การประชุมจะเดินหน้าต่อไม่ได้”

แม้ว่าสุดท้ายประธานสมศักดิ์จะยอมให้อดีตนายกฯ อภิสิทธิ์อภิปราย แต่ก็ได้แค่ 2 นาทีเท่านั้น ซึ่งขัดหลักธรรมเนียมปฏิบัติที่เป็นถึงอดีตผู้นำประเทศ ที่มักได้รับเกียรติในการชี้แจงเต็มที่

เช่นเดียวกับกรณีของ ชวน ที่อภิปรายถึง พ.ต.ท.ทักษิณ โดยอ้างอิงถึงการให้สัมภาษณ์กับสื่อต่างประเทศยอมรับความผิดพลาดในการแก้ไขปัญหาสามจังหวัดชายแดนภาคใต้เมื่อสมัยเป็นนายกฯ ทำให้ สส.เพื่อไทยประท้วง ชวน ซึ่ง สมศักดิ์ ระบุว่า “ขอความร่วมมือไม่ให้พูดเรื่องอดีต ถ้าเรายังพูดเรื่องอดีตแบบนี้จะทำให้ไม่จบและสร้างความปรองดองไม่ได้”

นอกจากนี้ ยังเกิดกรณีการขีดเส้นเวลาในการอภิปรายที่ตึงเกินไป ทั้งๆ ที่สามารถอะลุ่มอล่วยได้โดยไม่ส่งผลกระทบต่อการประชุม ซึ่งก็อ้างทุกครั้ง “เป็นข้อตกลงของวิป 3 ฝ่าย”

ลีลาคุมการประชุมของขุนค้อนเที่ยวนี้ กลับกลายเป็นแรงกดดันอย่างรุนแรงว่า หากยังเล่นบทไม้แข็งต่อไปอาจทำให้รัฐบาลกระเทือนได้ เพราะในอนาคตมีความจำเป็นที่รัฐบาลต้องพึ่งเสียงจากรัฐสภาสำหรับการผ่านกฎหมายสำคัญอีกจำนวนมาก

ถึงกระนั้นยังไม่สำคัญเท่ากับภาพที่ออกมาสู่สายตาสังคมว่า “พรรคเพื่อไทยกำลังเป็นเผด็จการรัฐสภา เอาตัวเองเป็นใหญ่” ไม่รับฟังเสียงส่วนน้อย เหมือน 377 เสียง สมัยพรรคไทยรักไทย

บทบาทของประธานสภา จากนี้หากไม่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเป็นกลางตามรัฐธรรมนูญ เข้าข้างแต่พรรคเพื่อไทย ก็จะเป็นชนวนที่เพิ่มอุณหภูมิในห้องประชุมสภาให้ร้อนระอุ และขัดแย้งกันรุนแรงโดยใช่เหตุ

 

ข่าวล่าสุด

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI