
แม้วยังไม่กลับไทยชง4เสาหลังพัฒนาประเทศ
พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวว่า การพัฒนาประชาธิปไตยในประเทศไทยนั้น
พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวว่า การพัฒนาประชาธิปไตยในประเทศไทยนั้น
ต้องใช้ 4 เสาหลักในการพัฒนาไปข้างหน้าคือ ประชาธิปไตย กฎหมายที่ดี การมีเสรีภาพทางความคิดเห็น เศรษฐกิจที่ดี
“ประชาธิปไตยที่ขาดวุฒิภาวะทางหลักนิติธรรม จะก่อให้เกิดความวุ่นวายอย่างไม่ต้องสงสัย ไม่สร้างและขยายโอกาสให้ประชาชนได้ทำมาหากินเลี้ยงตัวเอง ซึ่งย่อมนำไปสู่ความไม่มีเสถียรภาพทางการเมือง โดยประชาธิปไตยในโลกแห่งความเป็นจริงต้องมีเสรีภาพในการแสดงออก หลักนิติธรรมและเศรษฐกิจที่เติบโตอย่างมีคุณภาพ นั่นคือ 4 เสาหลักสำคัญของรัฐแห่งยุคสมัยใหม่”
ขณะที่การสร้างความปรองดองในประเทศไทยนั้น พ.ต.ท.ทักษิณ ระบุว่า เป็นหน้าที่ของคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริง เพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.) แต่เห็นว่าจำเป็นต้องมีการปฏิรูปกฎหมายให้เป็นไปตามมาตรฐานสากลและเป็นหน้าที่ของรัฐบาลชุดใหม่ ในการค้นหาความจริง ในกรณีช่างภาพญี่ปุ่นถูกยิงเสียชีวิต รวมทั้งผู้เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บจำนวนมาก พร้อมทั้งเห็นว่าผู้สั่งการของทุกหน่วยงานในเหตุการณ์สลายการชุมนุมจะต้องมีส่วนรับผิดชอบ
ทั้งนี้ จะยังไม่เดินทางกลับประเทศไทยหากยังไม่มีความปรองดองหรือทำให้เกิดความขัดแย้งขึ้น ส่วนคดีที่ต้องติดคุกนั้นก็มาจากการดำเนินการของคณะรัฐประหารที่หวังจะบีบให้อยู่นอกประเทศ ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่เป็นธรรม
“ที่ศาลตัดสินให้ผมถูกจำคุก 2 ปี ในคดีที่ดินรัชดาฯ ถ้าทำความผิดจริงยินดียอมติดคุก แต่นี่มันไม่ใช่ความผิดในคดีอาญา แต่มีปัจจัยการเมืองหนุนหลัง จึงทำให้ไม่อาจยอมรับผลการพิจารณาคดีได้
หลังถูกโค่นอำนาจแล้วไม่มีความใฝ่ฝันที่จะกลับไปเป็นนายกรัฐมนตรีอีก เพราะขณะนี้ตัวเองอายุ 62 ปีแล้ว เป็นยุคของน้องสาว คนรุ่นใหม่ที่อายุน้อยกว่าถึง 18 ปีที่จะบริหารประเทศ
“ที่ผ่านมามีการปรึกษาหารือกับนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ อยู่บ้าง เพราะ น.ส.ยิ่งลักษณ์ อาจไม่รู้จักคนในแวดวงการเมือง แต่การบริหารจัดการประเทศเป็นหน้าที่ของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ส่วนผมทำหน้าที่เหมือนสารานุกรม คอยให้ข้อมูลเท่านั้น”
ทั้งนี้ ในช่วงตอบคำถามผู้สื่อข่าวต่างประเทศ ได้ตั้งคำถามเกี่ยวกับวีซ่าเข้าประเทศญี่ปุ่น ซึ่ง พ.ต.ท.ทักษิณ ตอบว่า การตัดสินใจให้วีซ่าเป็นเรื่องของรัฐบาลแต่ละประเทศ
“กรณีของผมมีการสอบถามไปยังรัฐมนตรีต่างประเทศไทย ว่า รัฐบาลยังห้ามเขาเดินทางอยู่หรือไม่ ซึ่งรัฐบาลชุดนี้ก็ไม่มีนโยบายดังกล่าว”
พ.ต.ท.ทักษิณ ยอมรับอีกว่าเดินทางไปประเทศบรูไนบ่อยเกือบทุกเดือนเพื่อเจอเพื่อนและญาติ แต่ไม่เคยพบปะเจรจากับ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ อดีต รมว.กลาโหม
สำหรับกรณีความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับกัมพูชา พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวว่า สิ่งที่เกิดขึ้นต้องมีการเจรจาและเคารพกัน ถ้าใช้กำลังก็จะเกิดปัญหาข้อพิพาทพื้นที่ทับซ้อนน่าจะปล่อยให้เป็นเขต No Man’s Land ไปก่อน ซึ่งหมายถึงดินแดนที่ยังไม่มีใครเป็นเจ้าของ แต่การเจรจาต้องเดินหน้าต่อไป
“ส่วนผมนั้น จะไปกัมพูชาเมื่อใดก็ได้ แต่ถ้าไปแล้วมีปัญหาก็จะไม่ไป” พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าว







