
ปชป.ชี้นโยบายไร้แผนแก้เงินเฟ้อ
ปชป. อัด นโยบายรัฐบาลไม่มีแผนรองรับแก้ปัญหา หลังขึ้นค่าแรง ทำเงินเฟ้อพุ่ง 15%
ปชป. อัด นโยบายรัฐบาลไม่มีแผนรองรับแก้ปัญหา หลังขึ้นค่าแรง ทำเงินเฟ้อพุ่ง 15%
นายสรรเสริญ สมะลาภา สส.กทม.พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวอภิปรายในการแถลงนโยบายฯ ว่า นโยบาย 2 เรื่องหลักของรัฐบาลส่งผลกระทบต่อราคาสินค้าข้าวของแพงขึ้น คือ ขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท และ เงินเดือนป.ตรี 15,000 บาท ซึ่งพรรคไม่ได้คัดค้านเรื่องนี้เพราะประชาธิปัตย์เองเคยมีนโบายขึ้นค่าแรง 25 % ใน 2ปี แต่สิ่งที่เป็นห่วงคือรัฐบาลไม่มีนโยบายรองรับราคาข้าวของที่จะแพงขึ้น
ทั้งนี้ ดูรายละเอียดในนโยบายเร่งด่วนหัวข้อ 1.7.3 เขียนเพียงแค่ดูแลราคาสินค้าอุปโภคบริโภคให้เหมาะสมเป็นธรรมกับทั้งผู้บริโภคและผู้ผลิต และ 1.7.4 ที่ระบุเรื่องการแก้ปัญหาค่าครองชีพด้วยการดูแลราคาสิ้นค่าและการมีรายได้เพื่อเพ่ิมกำลังซื้อสุทธิของประชาชนโดยป้องกันและแก้ไขผูกขาดทั้งทางตรงและทางอ้อม ซึ่งจะว่าไปแล้วก็เหมือนกับเขียนขึ้นมาแบบขอไปที ไม่มีรายละเอียดเหมือนกับเรื่องอื่นๆ
นายสรรเสริญ กล่าวว่า จากงานวิจัยของ ดร.เบญจรงค์ สุวรรณคีรี พบว่านโยบายการขึ้นค่าแรง จะกระทบต่อภาคอุตสาหกรรม และทำให้ราคาสินค้าเพ่ิมขึ้นหลายรายการ ทั้งวัสดุก่อสร้าง ผลิตภัณฑ์อิเล็คทรอนิกส์ ชิ้นส่วนรถยนต์ และที่น่าห่วงคือสินค้าหมวดอาหารที่จะเพ่ิมขึ้นสูงถึง 12-15% ซึ่งรัฐบาลชุดของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เคยต้องเผชิญกับสภาพเงินเฟ้อ 8% ในช่วงเดือน ม.ค.-ก.ค. ที่ผ่านมา แต่ว่ารัฐบาลชุดนี้ต้องเจอกับสภาพเงินเฟ้อที่หนักว่าคือสูงถึง 12-15 % แต่กลับยังไม่เห็นว่ารัฐบาลนี้มีนโยบายแก้ปัญหาที่จะเกิดขึ้น
นอกจากนี้ ในมาตรการช่วยภาคธุรกิจไม่ให้สินค้าราคาแพงด้วยการลดภาษีให้กับทุกบริษัท ถือเป็นการคิดแบบแยกส่วนแล้วมาโยงกันทีหลัง ไม่ใช่คิดแบบเป็นระบบตั้งแต่แรก ทั้งนี้รัฐบาลอย่าลืมว่า การลดภาษี 1 % จะทำให้รัฐบาลขาดรายได้ไป 2.1 หมื่นล้านบาท ดังนั้น การที่รัฐบาลระบุว่าจะลดภาษี 7 % และ 10% จะทำให้รายได้หายไป 1.5 แสนล้านบาท และ 2.1 แสนล้านบาท ตามลำดับ
ทั้งนี้เป็นหน้าที่สำคัญของกระทรวงการคลัง ที่จะต้องดูแลเรื่องการชดเชยให้ผู้ประกอบการตรงจุดไม่หว่านแห และ เป็นเรื่องของกระทรวงพาณิชย์ ที่จะต้องดูแลไม่ให้ราคาสินค้าเพ่ิมขึ้นมากเกินไป







