posttoday
วิกฤตหนี้สาธารณะของยุโรป :  ความเสี่ยงของไทย ?

วิกฤตหนี้สาธารณะของยุโรป : ความเสี่ยงของไทย ?

16 กุมภาพันธ์ 2553

...ดร.เวทางค์ พ่วงทรัพย์ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง

 

เศรษฐกิจการเงินโลกอยู่บนความเสี่ยงของวิกฤตทางการเงินต่างๆ อาทิ วิกฤตปัญหาหนี้สาธารณะ วิกฤตค่าเงิน วิกฤตฟองสบู่ในราคาหุ้นและอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งความเสี่ยงมีอยู่จริง แต่ความเสี่ยงของวิกฤตต่างๆ อยู่ระดับไหนและอะไรที่ควรกังวล ล่าสุดเมื่อวันที่ 11 ก.พ. 2553 คณะกรรมการสหภาพยุโรป (European Commission) ได้ออกมาให้ข่าวว่ากลุ่มประเทศยุโรปจะช่วยแก้ปัญหาประเทศกรีซ หลังจากความกังวลของปัญหาหนี้สาธารณะและการขาดดุลงบประมาณ โดยเฉพาะกรณีกรีซ ไอร์แลนด์ โปรตุเกส และสเปน ของกลุ่มสหภาพยุโรป กดดันดัชนีหลักทรัพย์และตลาดการเงินโลกอย่างมากตลอดช่วงเดือนม.ค. และต้นเดือนก.พ.นี้

ในบทความนี้ผมวิเคราะห์ปัญหาหนี้สาธารณะ ความเสี่ยงต่อโลกการเงิน อะไรที่ควรกังวล รวมถึงความเสี่ยงของไทย สำหรับข้อเท็จจริงที่สำคัญและความเสี่ยงของวิกฤตหนี้สาธารณะมีดังนี้

1.แรงกดดันต่อปัญหาหนี้สาธารณะในโลกมีสูง โดยเฉพาะในประเทศยุโรป ญี่ปุ่น และสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว แรงกดดันต่อปัญหาหนี้สาธารณะของโลกมีอยู่สูง โดยสาเหตุสำคัญมาจากปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจโลกปี 20082009 ทำให้รัฐบาลของประเทศต่างๆ ต้องใช้งบประมาณมหาศาลเพื่อช่วยสถาบันการเงิน รวมทั้งการกระตุ้นเศรษฐกิจและบรรเทาปัญหาทางสังคมต่างๆ จนทำให้หนี้สาธารณะของสหรัฐ ญี่ปุ่น และอีกหลายประเทศในยุโรปสูงเป็นประวัติการณ์และมีแนวโน้มสูงต่อเนื่องอีกหลายปี

IMF และ European Commission ประมาณการว่าประเทศในกลุ่มสหภาพยุโรป สหรัฐ และญี่ปุ่น มีการเพิ่มขึ้นมากของหนี้สาธารณะในปี 2014 เมื่อเทียบกับปี 2009 ยกเว้นกรีซ และไอร์แลนด์ เทียบข้อมูลปี 2009 และ 2011 (ซึ่งส่วนใหญ่มีหนี้สาธารณะสูงเป็นประวัติการณ์ในปี 2009 อยู่แล้ว) โดยเฉพาะในกลุ่มที่พัฒนามากกว่า (Advanced Countries) อาทิ ญี่ปุ่น สหรัฐ อิตาลี ฝรั่งเศส มีการเพิ่มขึ้นของระดับหนี้ที่สูง (เฉลี่ยเพิ่มขึ้นร้อยละ 20) ตามแผนภาพที่ 1

2.ปัญหาสำคัญต่อการเงินโลกในขณะนี้ คือการลดลงของความน่าเชื่อถือของรัฐบาลประเทศที่มีหนี้และขาดดุลงบประมาณสูง ซึ่งกระทบทั้งโลก ผลกระทบที่สำคัญสามารถแบ่งออกได้ดังนี้

(1) ดอกเบี้ยและต้นทุนทางการเงินที่เพิ่มสูงขึ้นเพื่อชดเชยกับความเสี่ยงที่สูงขึ้นของนักลงทุน ต้นทุนของไอร์แลนด์ได้เพิ่มขึ้นร้อยละ 3 แล้ว เฉพาะระยะเวลา 5 สัปดาห์แรกของปี 2010 และขณะนี้ต้นทุนทางการเงินของแทบทุกประเทศในโลกได้เพิ่มขึ้น (ค่าประกันความเสี่ยงของการหยุดชำระหนี้ของพันธบัตรรัฐบาลอายุ 5 ปี Sovereign CDS 5 Year อัตราเพิ่มขึ้น ไอร์แลนด์ โปรตุเกส สเปน ร้อยละ 3.0 1.2 และ 0.6 และกระทบทั้งโลกรวมทั้งสหรัฐอเมริกาและไทยที่เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.2 และ 0.3 ตามลำดับในช่วงเวลาดังกล่าว)

(2) อัตราแลกเปลี่ยน ค่าเงินยูโรได้อ่อนค่าร้อยละ 4.2 เมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐในระยะเวลา 5 สัปดาห์ของปี 2010

(3) ราคาหลักทรัพย์ นักลงทุนขาดความเชื่อมั่นจึงทำการลดการลงทุนในรูปแบบต่างๆ ทั้งการให้กู้ยืม การลงทุนในหลักทรัพย์ ส่งผลให้ดัชนีหลักทรัพย์ลดลง

(4) การลงทุน การบริโภค การจ้างงาน และฟื้นตัวของเศรษฐกิจ การเพิ่มขึ้นของต้นทุนทางการเงินและความเสี่ยงของประเทศที่เพิ่มขึ้น ย่อมส่งผลกระทบต่อการลงทุน มีการไหลออกของการลงทุน ขาดความเชื่อมั่น และอาจกระทบต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกได้

3.ความรุนแรงของปัญหาหนี้สาธารณะในครั้งนี้ ในสถานการณ์ปัจจุบันผมเห็นว่าเป็นเรื่องที่น่ากังวล อาจมีการหยุดชำระหนี้ (Debt Default) ของบางประเทศ แต่ไม่เป็นปัญหาวิกฤตที่มีการหยุดชำระหนี้ในหลายประเทศแบบโดมิโนในช่วงนี้ โดยมีประเด็นและเหตุผลดังนี้

(1) ประเทศในยุโรป สหรัฐ และญี่ปุ่น ที่มีหนี้สูง มีศักยภาพในการชำระหนี้สูง หากพิจารณาจากอันดับความน่าเชื่อถือล่าสุดของ Standard and Poor’s โดยใช้ Sovereign Foreign Currency Ratings (Short Term) ที่สะท้อนความสามารถในการชำระหนี้สกุลเงินต่างประเทศของประเทศนั้นๆ พบว่าประเทศในยุโรปยังมีระดับความน่าเชื่อถือที่ดี รวมทั้งกรีซที่มีระดับความน่าเชื่อถือที่ A2 เท่ากับประเทศไทย และสูงกว่าของประเทศอื่นๆ ในโลกอีกมาก (แผนภาพที่ 2 จาก Standard and Poor’s Rating Service ข้อมูล Rating วันที่ 26 ม.ค. 2010 สำหรับ Sovereign Foreign Currency Ratings คือระดับความน่าเชื่อถือของประเทศด้านสกุลเงินต่างประเทศ วัดความสามารถในการชำระหนี้ต่างประเทศของประเทศนั้นๆ สำหรับความน่าเชื่อถือสำหรับระดับลงทุน (Investment Grade) คือตั้งแต่ BBB ขึ้นไปถึง AAA สำหรับระดับเก็งกำไร (Speculative Grade) ตั้งแต่ BB ลงไปถึง D โดย D คือระดับที่มีการผิดชำระหนี้ ประเทศไทยมีระดับที่ A2 เท่ากับกรีซ สูงกว่าของไอร์แลนด์ที่มีระดับ A3)

(2) ศักยภาพของกลุ่มประเทศยุโรปที่ส่วนใหญ่เป็นประเทศพัฒนาแล้ว จะสามารถร่วมมือแก้ไขปัญหาหนี้สาธารณะได้ อาทิ ประเทศที่น่าห่วงคือ กรีซ และไอร์แลนด์ ทั้งสองประเทศเป็นประเทศพัฒนาแล้ว มีรายได้ต่อประชากรที่ 30,305 และ 51,128 เหรียญสหรัฐตามลำดับ แต่มีขนาดเศรษฐกิจเล็กมาก คือ ร้อยละ 2.6 และ 1.9 ของกลุ่มสหภาพยุโรป หรือร้อยละ 9 และร้อยละ 7 ของประเทศเยอรมนี นอกจากนี้ยังมีกลไกการช่วยเหลือของ IMF ที่มีทรัพยากรตลอดจนประสบการณ์ในการแก้ปัญหาหนี้

(3) การหยุดชำระหนี้อาจมี แต่เป็นประเทศกำลังพัฒนา สำหรับปี 2010 นี้ โอกาสเกิดการหยุดชำระหนี้ต่ำมาก และจะไม่ใช่ประเทศกรีซ ไอร์แลนด์ สเปน หรือโปรตุเกส ที่เป็นประเทศที่พัฒนาแล้วของยุโรป แต่ความเสี่ยงมีมากกว่าในประเทศกำลังพัฒนาที่อยู่นอกยุโรป

3.ไทยและประเทศในภูมิภาคเอเชียมีความเสี่ยงในระดับต่ำ ความเสี่ยงในเอเชียโดยตรงมีน้อยมาก ปัญหาหนี้ที่สำคัญมาจากประเทศพัฒนาแล้วนอกภูมิภาคเอเชีย

จากการประมาณการของ IMF ชี้ว่าประเทศในกลุ่มประเทศเกิดใหม่ในเอเชียส่วนใหญ่ทั้งอินเดีย อินโดนีเซีย เกาหลี และจีน มีหนี้ลดลงหรือเท่าเดิมในปี 2014 เมื่อเทียบกับปี 2009 มีเพียงประเทศญี่ปุ่นที่มีระดับหนี้เพิ่มสูงขึ้นมาก

สำหรับประเทศไทยระดับหนี้สาธารณะต่อ GDP เพิ่มขึ้นเป็น 55.9 ในปี 2014 แต่ก็ยังต่ำกว่าร้อยละ 60 ที่เป็นระดับที่ใช้ในกลุ่มสหภาพยุโรป นอกจากนี้เมื่อวิเคราะห์ข้อมูลของ Sovereign Foreign Currency Ratings (Short Term) พบว่าประเทศในเอเชียส่วนใหญ่รวมทั้งไทยยังมีระดับความน่าเชื่อถือที่ดี คือ สูงกว่า A2 ยกเว้นประเทศอินโดนีเซีย เวียดนาม และฟิลิปปินส์ อย่างไรก็ตาม ประเทศเหล่านี้ไม่ได้มีปัญหาจากระดับหนี้สาธารณะที่สูง โดยอินโดนีเซีย เวียดนาม และฟิลิปปินส์ มีหนี้สาธารณะต่อ GDP 31.5 52.3 และ 62.3 ตามลำดับ ในปี 2009

4.มองไปในอนาคตผมเห็นว่าปัญหาหนี้ของโลกครั้งนี้เป็นปัญหายืดเยื้อ สร้างความเสี่ยงต่อโลกไปหลายปี โดยปีหน้าความรุนแรงจะมากขึ้นจากปัญหาขาดดุลงบประมาณและหนี้ที่คงอยู่ ประกอบกับแนวโน้มการขึ้นอัตราดอกเบี้ยปลายปีนี้ อย่างไรก็ตาม โอกาสเกิดวิกฤตรุนแรงเป็นวงกว้างมีน้อยมาก เนื่องจากประเทศที่มีปัญหาหนี้ครั้งนี้อยู่ในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว แตกต่างจากในอดีตที่เป็นปัญหาของประเทศกำลังพัฒนา ยังไม่เคยมีรัฐบาลของประเทศพัฒนาแล้วหยุดการชำระหนี้ในรอบ 30 ปี แม้กระทั่งประเทศไทยที่มีวิกฤตการเงินช่วงปี 19971998 รัฐบาลก็ไม่คิดหยุดชำระหนี้ นอกจากนี้ยังมีกลไกการช่วยเหลือและบรรเทาปัญหา อาทิ ความร่วมมือของกลุ่มสหภาพยุโรป และกลไกของ IMF

ถึงแม้ว่าความเสี่ยงโดยตรงในเอเชียและของไทยมีต่ำ ประเทศไทยควรเตรียมพร้อมรับมือปัญหาหนี้ที่มาจากต่างประเทศ ตั้งแต่ความผันผวนของตลาดเงินตลาดทุน การแข็งค่าหรืออ่อนค่าของสกุลเงินสำคัญอย่างรวดเร็ว การเพิ่มขึ้นของต้นทุนการกู้ยืม ตลอดจนการรองรับสถานการณ์วิกฤตที่อาจเกิดขึ้นในต่างประเทศจากความเสี่ยงของโลกที่คาดว่าจะสูงขึ้นในปลายปีนี้

ข่าวล่าสุด

โรงเรียนนานาชาติบูมแตะ 280 แห่ง จับตาศึกชิงเด็ก-ขึ้นค่าเทอมพยุงรายได้

โรงเรียนนานาชาติบูมแตะ 280 แห่ง จับตาศึกชิงเด็ก-ขึ้นค่าเทอมพยุงรายได้