
ปีนี้ไม่มีพระเอกขี่ม้าขาวค่าแรงอู้ฟู่กระหน่ำจีน
หากยังจำวิกฤตการณ์ภาคการเงินในสหรัฐเมื่อ 3 ปีก่อนได้ ก็คงจำได้เช่นกันว่าในวันนั้น
หากยังจำวิกฤตการณ์ภาคการเงินในสหรัฐเมื่อ 3 ปีก่อนได้ ก็คงจำได้เช่นกันว่าในวันนั้น
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ
หากยังจำวิกฤตการณ์ภาคการเงินในสหรัฐเมื่อ 3 ปีก่อนได้ ก็คงจำได้เช่นกันว่าในวันนั้น สื่อหลายสำนักทั่วโลกเคยเขียนถึง “พระเอกขี่ม้าขาว” ที่เข้ามาอัดฉีดเงินช่วยซื้อหุ้นของสถาบันการเงินอเมริกันหลายแห่งซึ่งตกฮวบฮาบ พระเอกเหล่านี้มีตั้งแต่ชาติในตะวันออกกลางไปจนถึงเอเชีย โดยเฉพาะ “จีน” ที่กำทุนสำรองระหว่างประเทศกว่า 2 ล้านล้านเหรียญสหรัฐในขณะนั้น
แต่หากใครคิดจะมองหาพระเอกหน้าเดิมในปีนี้ ที่แว่วว่าจะเกิดการถดถอยทางเศรษฐกิจระลอกใหม่เป็น DoubleDip หรืออาจเป็นวิกฤตการณ์ภาคเงินครั้งใหม่ในซีกโลกสหรัฐยุโรป คงจะต้องหัดไปท่องอัตตาหิ อัตตโน นาโถ กันให้มาก เพราะจีนในปีนี้จะเป็นที่พึ่งให้ใครไม่ได้ (มาก) อีกแล้ว
นอกจากภาวะเงินเฟ้อจะเป็นปัญหาใหญ่สุดที่ชาวจีนโอดครวญผ่านทางราคาหน้าเขียงหมู “ปัญหาค่าจ้างแพง” ก็นับเป็นอีกคลื่นลูกใหญ่ที่กำลังถาโถมจีนในวันนี้เช่นกัน สำคัญยังเป็น “ปัญหาร่วม” กระทบเป็นทอดๆ ทั่วโลกผ่านทางบรรษัทข้ามชาติ
สินค้าเมดอินไชนาราคาถูกนั้น เคยช่วยกดภาวะเงินเฟ้อของสหรัฐให้ต่ำลงไปด้วยเพราะต้นทุนที่ต่ำ แต่เมื่อจีนต้องเจอกับวิกฤตค่าจ้างแพงซึ่งดันให้ต้นทุนของบรรษัทข้ามชาติพุ่งสูงขึ้นไปด้วย จึงเท่ากับว่าจีนกำลังส่งออกเงินเฟ้อโดยปริยาย
รอยเตอร์ส ระบุว่า บรรดาบริษัทต่าง ชาติในจีน ตั้งแต่เอเมอร์สัน อิเล็กทริกไปจนถึงฮันนี่เวลล์ อินเตอร์เนชั่นแนล หรือผู้ผลิตของเล่นรายใหญ่อย่างแมทเทล เชนฟาสต์ฟู้ด ยัม แบรนด์ และบริษัทคอมพิวเตอร์ เดลล์ กำลังเผชิญแรงกดดันจากค่าจ้างที่เพิ่มขึ้น 2 หลักในจีน
บริษัทเหล่านี้กำลังเผชิญภาวะกดดันให้ต้องเลือกทางเลือก ซึ่งนอกจากการขึ้นราคาสินค้าแล้ว ก็ยังรวมถึงการลดแรงงานใช้เครื่องจักรเพิ่มมากขึ้น หรือย้ายโรงงานผลิตไปยังตอนกลางของประเทศที่ยังเป็นชนบทกว่า และค่าจ้างถูกกว่าแทน
จากเดิมที่ประเด็นค่าจ้างสูงขึ้นเคยเป็นปัญหาระดับเล็กๆ เพราะผู้ประกอบการหวังผลระยะยาวกับผู้บริโภคที่เพิ่มขึ้นในจีนกันมากกว่า แต่มาวันนี้หลายบริษัทต้องถกเถียงปัญหาดังกล่าวกันอย่างจริงจังมากขึ้น เพราะกำลังได้รับผลกระทบจากผลประกอบการรายไตรมาสที่ย่ำแย่ลง
“ต้นทุนที่สูงขึ้นเป็นเหมือนพายุที่เข้ากระหน่ำผลกำไรมาได้ระยะหนึ่งแล้ว ค่าเหล็ก ค่าไฟฟ้า อัตราแลกเปลี่ยน และค่า จ้างที่เฟ้อขึ้น สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องยากเหลือเกินที่เราจะคาดเดาได้” มาร์ก เฟรย์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงินของแฟร์ไชล์ด เซมิคอนดักเตอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล กล่าวกับรอยเตอร์สเมื่อเดือนที่แล้ว
ขณะที่เชนร้านอาหารหมายเลข 1 ในจีน ยัม แบรนด์ ซึ่งมีกำไร 1 ใน 3 มาจากในประเทศจีนเพียงประเทศเดียว ก็ระบุว่า ผลประกอบการตลอดทั้งปีนี้น่าจะลดลง เพราะปัจจัยค่าจ้างที่แพงขึ้นในกลุ่มแรงงานตั้งแต่วัยรุ่นตอนกลางไปจนถึงวัยรุ่นตอนปลาย
ริก คารุชชี ซีเอฟโอของยัม ระบุว่า สถานการณ์ค่าจ้างที่สูงขึ้นในจีนจะยังคงสูงขึ้นต่อไปอีกระยะ ขณะที่ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยเสี่ยงสำคัญ ที่จะส่งผลกระทบต่อรายได้ของบริษัทเช่นกัน
ปัญหาค่าจ้างที่เพิ่มขึ้นท่ามกลางภาวะเงินเฟ้อรุนแรงในจีน กำลังส่งผลให้หลายบริษัทต้องทบทวนแผนการลงทุนใหม่ให้รัดกุมขึ้น
บริษัท เอเมอร์สัน อิเล็กทริก ซึ่งมีคนงานในจีนถึง 1 ใน 3 จากทั้งหมด 4 หมื่นคน ได้เปิดเผยก่อนหน้านี้ ว่าอาจพิจารณาย้ายโรงงานผลิตบางแห่งไปยังตอนกลางของจีน และอาจพิจารณาย้ายโรงงานราว 20% ไปยังประเทศอื่นๆ ในเอเชียที่มีค่าจ้างถูกกว่า หลังจากที่ต้องปรับขึ้นค่าจ้างไปแล้ว 20% และฉุดผลกำไรปฏิบัติการ ในไตรมาสที่ผ่านมา
รัฐบาลจีนได้ประกาศแผนพัฒนา 5 ปีขึ้นในปีนี้ โดยตั้งเป้าเพิ่มรายได้ประชากรต่อหัว 7% หรือสูงขึ้นจากเป้าเดิม และเพิ่มการลงทุนในด้านการวิจัยและพัฒนา หรืออาร์แอนด์ดี เพื่อเพิ่มการบริโภคภายในและพัฒนาเศรษฐกิจของจีนให้มีความทันสมัยมากขึ้น
บริษัทวิจัยเบิร์นสไตน์ ระบุว่า แม้ค่าจ้างในภาคการผลิตของจีนจะถูกกว่ามากเมื่อเทียบกับในสหรัฐ แต่หากวิเคราะห์ดูระหว่างปี 1978– 2009 จะพบว่า ค่าจ้างในจีนปรับเพิ่มขึ้นเฉลี่ยถึงปีละ 13% หรือเพิ่มขึ้นกว่า 6 เท่าเมื่อเทียบกับสหรัฐ
ขณะที่บริษัทที่ปรึกษาบอสตัน คอนซัลติง กรุ๊ป (บีซีจี) ระบุว่า ภายในปี 2015 ค่าจ้างในนครเซี่ยงไฮ้จะปรับตัวสูงขึ้นตามผลิตผล 61% เมื่อเทียบกับค่าจ้างราคาถูกในบางรัฐของสหรัฐ เช่น แอละแบมา
ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้าจะมีบริษัทข้ามชาติอเมริกันหลายแห่งที่พิจารณาแผนการลงทุนใหม่ หลังจากที่จีนค่าจ้างแพงจนหมดความน่าดึงดูดใจที่จะเป็นฐานการผลิตแล้ว ซึ่งบีซีจีระบุว่ามี 14 แห่งที่พิจารณาเรื่องฐานการผลิตแห่งใหม่ ในจำนวนนี้รวมถึงฟอร์ดและเฟล็กซ์ทรอนิกส์
อย่างไรก็ตาม ในแง่ความเป็นไปได้จริงนั้น การทบทวนแผนการลงทุนย่อมไม่ได้หมายถึงการปิดโรงงานในจีน แต่อาจเป็นการขยายฐานการผลิตในประเทศอื่นๆ หรือพื้นที่อื่นๆ แทนที่จะเพิ่มการลงทุนในแหล่งผลิตทางตอนใต้ของจีน และจีนก็ยังคงเป็นผู้ผลิตรายใหญ่ของโลกในแง่ปริมาณ เพราะหากเทียบปัจจัยโครงสร้างพื้นฐานนั้น จีนยังมีระบบที่สมบูรณ์กว่าอีกหลายประเทศที่มีค่าจ้างถูกกว่า ทั้งฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย และเวียดนาม
เรียกว่าจีนยังโตอยู่ เพียงแต่ขยายตัวได้ช้าลงเท่านั้น เมื่อเทียบกับจีดีพีที่โตอย่างร้อนแรงตลอดช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ทั้งจากการลงทุนของต่างชาติที่อาจชะลอลงเพราะต้นทุนแพง และจากรัฐบาลกรุงปักกิ่งเองที่ต้องการชะลอเศรษฐกิจ เพื่อคุมภาวะเงินเฟ้อและฟองสบู่
จีนในวันนี้จึงอาจไม่ใช่ของตายให้หลายฝ่ายพึ่งพิงได้ง่ายๆ อีกต่อไป







