posttoday
เล่าเรื่องจาก Basel 1 ถึง Basel 3 มุมมองจาก Bird Eyes View (ตอน 1 )

เล่าเรื่องจาก Basel 1 ถึง Basel 3 มุมมองจาก Bird Eyes View (ตอน 1 )

12 สิงหาคม 2554

เมื่อเดือน ก.ค.ที่ผ่านมา ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)

เมื่อเดือน ก.ค.ที่ผ่านมา ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)

โดย...สมบูรณ์ จิตเป็นธม

เมื่อเดือน ก.ค.ที่ผ่านมา ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ เผยแพร่เอกสารเกี่ยวกับแนวทางการกำกับดูแลสถาบันการเงินของ Basel 3 ผู้ที่สนใจสามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมที่ website :www.bot.or.th

ในเอกสารของ ธปท.ได้อธิบายเรื่องวิกฤต (Crisis) ที่เกิดขึ้นจนเป็นที่มาของ Basel 3 ตลอดจนสาระและรายละเอียดแล้ว แต่ที่นี้อยากจะกล่าวเสริมเพื่อให้เข้าใจหลักการของ Basel 3 โดยจะมองย้อนกลับไปเริ่มตั้งแต่ Basel 1 เพื่อให้เห็นวิวัฒนาการและปรัชญาของแนวคิดในเรื่องนี้

ที่สำคัญเพื่อให้ง่ายและอ่านได้ทั่วๆ ไป จึงขอสรุปเป็น “Bird Eyes View” โดย “Bird” นี้ไม่ใช่เหยี่ยวที่มอง

รายละเอียดนะครับ

Basel 1 : การกำหนดมาตรฐานอัตราส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง

การกำกับดูแลความเพียงพอของเงินกองทุนเริ่มมีความเป็นมาตรฐานสากลตามข้อเสนอของ Basel 1 ที่ออกตั้งแต่ปี 1988 เพื่อให้ผู้กำกับดูแลสถาบันการเงินนำกฎเกณฑ์ใช้เหมือนกันทั่วโลก เป็นการลดความได้เปรียบเสียเปรียบกัน หัวใจของข้อเสนอในตอนนั้นคือการให้สถาบันการเงินมีเงินกองทุนเพียงพอรองรับความเสี่ยงด้านเครดิต

ดังนั้น Basel 1 คือการหาวิธีวัดค่าความเสี่ยงทางด้านเครดิตออกมาเป็นตัวเลขอย่างง่ายๆ โดยไม่ใช้ภาษากรีก การกำหนดค่าความเสี่ยงของสินทรัพย์ (เช่น สินเชื่อ) แต่ละชนิดขึ้นอยู่กับประเภทคู่สัญญา หรือลูกหนี้ โดยจำแนกลูกหนี้ออกเป็นกลุ่มๆ ตั้งแต่กลุ่ม “ไม่มีความเสี่ยง” (เช่น รัฐบาลของประเทศที่สถาบันการเงินตั้งอยู่) ถูกกำหนดค่าความเสี่ยงให้เท่ากับศูนย์ จนถึงกลุ่ม “เสี่ยงสูง” เช่น ลูกค้านิติบุคคล/บุคคลทั่วๆ ไป มีค่าความเสี่ยงสูงสุดคือ 100%

ตรงนี้หลายท่านอาจรู้สึกไม่เห็นด้วยที่ Basel เหมารวมว่า Sovereign Risk มีความเสี่ยงต่ำเสมอ และ Sovereign Risk บางประเทศต่ำกว่า Corporate Risk ดีๆ บางแห่ง แต่ต้องไม่ลืมว่านั่นคือความคิดสมัย 1988

นอกจากนี้แล้ว ก็ยังมีการวัดความเสี่ยงทางเครดิตของธุรกรรมนอกงบดุลต่างๆ ด้วย เช่น การค้ำประกัน การออกหนังสือรับรองต่างๆ ซึ่งก็มีขั้นตอนการวัดค่าความเสี่ยงโดยอาศัยหลักการทางสถิติเบื้องต้นประเมินว่าธุรกรรมเหล่านี้มีโอกาสกลายเป็นรายการในงบดุลมากน้อยเพียงใด และใช้ค่าความเสี่ยงตามประเภทลูกหนี้ในลักษณะเช่นเดียวกับที่กล่าวข้างต้น

หลักการสำคัญใน Basel 1 อีกด้านคือ การกำหนดนิยามของเงินกองทุน โดยแบ่งออกเป็น “เงินกองทุนชั้นที่ 1” ซึ่งหมายถึงส่วนของผู้ถือหุ้นตามงบการเงิน และ “เงินกองทุนชั้นที่ 2” ซึ่งหลักใหญ่ๆ คือ ตราสารหนี้ด้อยสิทธิระยะยาวที่สถาบันการเงินออก เพราะลำดับการจ่ายชำระคืนต่ำกว่าเจ้าหนี้ทั่วไปจึงน่าจะสามารถใช้รองรับความเสี่ยงได้ใกล้เคียงกับหุ้นของสถาบันการเงินเอง

นอกจากนี้ เงินกองทุนชั้นที่ 2 ที่สำคัญอีกประเภทคือ กำไรที่เกิดจากการตีราคาทรัพย์สินบางประเภท เหตุผลคือ หากทรัพย์สินเหล่านั้นถูกขายออกไป ก็สามารถสร้างกำไรและรวมอยู่ในกำไรสะสม ซึ่งก็เป็นเงินกองทุนดีๆ ได้ในที่สุดนั่นเอง แต่เนื่องจากกระบวนการตีราคานั้นยังไม่เกิดการรับรู้กำไรอย่างแท้จริง กำไรจากการตีราคานี้จึงให้นับได้แค่เป็นเงินกองทุนชั้นที่ 2 โดยหักส่วนลดบ้างเผื่อความไม่แน่นอนในกำไรที่อาจรับรู้ได้จริง

ข้อดีของ Basel 1 คือ เป็นก้าวแรกของการกำหนดความสำคัญของการดำรงเงินกองทุนเพื่อรองรับความเสี่ยงและเริ่มวิธีวัดความเสี่ยงด้านเครดิตที่เป็นระบบ เป็นรูปธรรม และเป็นมาตรฐานเดียวกันทั่วโลก นอกจากนี้เริ่มมีความชัดเจนขององค์ประกอบที่เป็นเงินกองทุน ดังนั้นถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นของความสามารถในการเปรียบเทียบความแข็งแกร่งของเงินกองทุนของสถาบันการเงินต่างๆ ทั่วโลกได้ดีในระดับหนึ่ง

ข้อไม่ดี คือ ความหยาบของวิธีการวัดความเสี่ยงที่เสนอใช้การกำหนดค่าความเสี่ยงว่าลูกหนี้กลุ่มไหนเสี่ยงน้อยหรือเสี่ยงมาก ไม่ได้มาจากฐานะความแข็งแกร่งด้านการเงินและความสามารถในการจ่ายชำระคืนของลูกหนี้อย่างจริงจัง

ประการสำคัญไม่มีกลไกกระตุ้นให้เกิดระบบการบริหารความเสี่ยงที่ดี กล่าวคือ เปรียบเทียบการปล่อยสินเชื่อให้ลูกค้าที่มีฐานะอ่อนแอ Risk Profile ไม่ดี สถาบันการเงินได้ดอกเบี้ยสูง ในขณะที่การปล่อยสินเชื่อให้ลูกหนี้ฐานะมั่นคง Risk Profile ดี สถาบันการเงินได้ดอกเบี้ยต่ำโดยทั้งสองรายนี้ใช้ต้นทุน Capital Charge เท่ากัน สถาบันการเงินก็อาจมีแรงจูงใจอยากปล่อยสินเชื่อรายแรกมากกว่า 
 

 

ข่าวล่าสุด

EmbeddingGemma 2 โมเดล AI ใหม่จาก Google รันได้บนสมาร์ทโฟน

EmbeddingGemma 2 โมเดล AI ใหม่จาก Google รันได้บนสมาร์ทโฟน