posttoday
โพลเผยความสุขคนไทยก.ค.ลดลง

โพลเผยความสุขคนไทยก.ค.ลดลง

05 สิงหาคม 2554

เอแบคโพลเผยความสุขมวลรวมคนไทย ก.ค. ลดน้อยลงอยู่ที่ 6.80  อีสานสูงสุดที่ 7.11  -กทม.ต่ำสุดที่ 6.11   ความจงรักภักดีของคนในชาติยังสูงสุดอยู่ที่ 8.42

เอแบคโพลเผยความสุขมวลรวมคนไทย ก.ค. ลดน้อยลงอยู่ที่ 6.80  อีสานสูงสุดที่ 7.11  -กทม.ต่ำสุดที่ 6.11   ความจงรักภักดีของคนในชาติยังสูงสุดอยู่ที่ 8.42

ศูนย์เครือข่ายวิชาการเพื่อสังเกตการณ์และวิจัยความสุขชุมชน (ศูนย์วิจัยความสุขชุมชน) มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ (เอแบค) เสนอผลวิจัยเชิงสำรวจความสุข (Happiness Survey) เรื่องแนวโน้มความสุขมวลรวม (Gross Domestic Happiness หรือ GDH) ของคนไทยภายในประเทศ ประจำเดือนกรกฎาคม 2554: กรณีศึกษาตัวอย่างประชาชนผู้ที่พักอาศัยอยู่ใน 17 จังหวัดของประเทศ

ดร.นพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการศูนย์เครือข่ายวิชาการเพื่อสังเกตการณ์และวิจัยความสุขชุมชน หรือศูนย์วิจัยความสุขชุมชน(Academic Network for Community Happiness Observation and Research, ANCHOR) มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ เปิดเผยผลวิจัยเรื่อง แนวโน้มความสุขมวลรวม (Gross Domestic Happiness หรือ GDH) ของคนไทยภายในประเทศประจำเดือนกรกฎาคม 2554 กรณีศึกษาตัวอย่างประชาชนผู้ที่พักอาศัยอยู่ใน 17 จังหวัดของประเทศ

ได้แก่ กรุงเทพมหานคร ลพบุรี สมุทรปราการ กาญจนบุรี ชลบุรีแพร่ สุโขทัย เชียงใหม่ สุรินทร์ อุบลราชธานี นครราชสีมา หนองคาย ร้อยเอ็ด ขอนแก่น สุราษฎร์ธานี ปัตตานีและสงขลา จำนวนทั้งสิ้น 3,028 ตัวอย่าง ดำเนินโครงการระหว่างวันที่ 20 กรกฎาคม – 4 สิงหาคม 2554 ที่ผ่านมา โดยใช้การเลือกตัวอย่างแบบแบ่งกลุ่มเชิงชั้นภูมิหลายชั้น ที่สุ่มเลือกจังหวัด อำเภอ ตำบล ชุมชน ครัวเรือน และประชาชนที่ตอบแบบสอบถามระดับครัวเรือน โดยมีช่วงความคลาดเคลื่อนบวกลบร้อยละ 7 พบว่า เมื่อคะแนนเต็ม 10 คะแนน แนวโน้มความสุขมวลรวมของประชาชนภายในประเทศลดต่ำลงจาก 7.55 คะแนนในช่วงต้นเดือนกรกฎาคมหลังการเลือกตั้ง มาอยู่ที่ 6.80 คะแนนในการสำรวจครั้งล่าสุด โดยมีสาเหตุสำคัญที่ค้นพบ ได้แก่ สถานการณ์ทางการเมือง การแย่งชิงตำแหน่งรัฐมนตรี ความวุ่นวายทางการเมือง ปัญหาสภาวะเศรษฐกิจของประเทศ ราคาสินค้า และปัญหาภัยพิบัติทางธรรมชาติ ปัญหาน้ำท่วม สภาพแวดล้อมที่พักอาศัย เช่น ถนนหนทาง ไฟฟ้า เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม ปัจจัยบวกที่ทำให้คนไทยมีความสุข พบว่า อันดับแรก ความสุขที่ได้เห็นความจงรักภักดีของคนในชาติสูงสุดอยู่ที่ 8.42 คะแนน รองลงมาคือ บรรยากาศความสัมพันธ์ของคนในครอบครัวอยู่ที่ 8.21 คะแนน ในขณะที่ ความสุขต่อสุขภาพใจอยู่ที่ 8.01 และความสุขต่อสุขภาพกายอยู่ที่ 8.00 รองๆ ลงไปคือ ความสุขต่อวัฒนธรรมประเพณีระดับท้องถิ่นและระดับชาติ ความสุขต่อบรรยากาศความสัมพันธ์ของคนในชุมชน เช่น การช่วยเหลือกัน นอกจากนี้ยังมีความสุขต่อการเข้าถึงการบริการทางการแพทย์ที่ดี หน้าที่การงาน อาชีพที่ทำอยู่ในปัจจุบัน ระบบการศึกษาของประเทศ สภาวะเศรษฐกิจระดับครัวเรือน ภาพลักษณ์ของประเทศในสายตาต่างชาติ และความเป็นธรรมทางสังคมและกระบวนการยุติธรรม สภาพแวดล้อมที่พักอาศัย เช่น ถนนหนทาง ไฟฟ้า น้ำประปา โทรศัพท์ สภาวะเศรษฐกิจของประเทศ ราคาสินค้า และสถานการณ์การเมือง ตามลำดับ

ที่น่าพิจารณาคือ เมื่อจำแนกกลุ่มประชาชนออกตามภูมิภาคต่างๆ พบว่า ประชาชนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีระดับความสุขมวลรวมสูงที่สุดคือ 7.11 แต่คนกรุงเทพมหานครกลับมีความสุขมวลรวมต่ำที่สุดคือ 6.11 และเมื่อจำแนกตามกลุ่มปัจจัยของความสุขมวลรวมของประชาชนในแต่ละภูมิภาค พบว่า คนกรุงเทพมหานครมีค่าความสุขมวลรวมต่ำสุดในทุกตัวชี้วัด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ความสุขของคน กทม. ต่อสถานการณ์ทางการเมืองอยู่ที่ 4.57 โดยมีสาเหตุจาก การแย่งชิงตำแหน่งรัฐมนตรี ความวุ่นวายทางการเมือง ความขัดแย้งของกลุ่ม ส.ส. ในพรรคการเมืองใหญ่ทั้งสองพรรค คือ พรรคประชาธิปัตย์และพรรคเพื่อไทย

ผอ.ศูนย์วิจัยความสุขชุมชน กล่าวว่า ความสุขมวลรวม (Gross Domestic Happiness) คือ ความรู้สึกของสาธารณชนที่มากกว่าความพึงพอใจทั้งในด้านความถี่ที่สม่ำเสมอ ความปลื้มปิติ ความสมหวังในชีวิต และคุณภาพชีวิตทั้งที่จับต้องได้และจับต้องไม่ได้ โดยมีกลุ่มปัจจัยสำคัญต่อความสุขมวลรวมของคนไทยจำนวนมากที่ค้นพบในการวิจัยครั้งนี้ ที่รัฐบาล หน่วยงานของรัฐและภาคประชาสังคมอาจนำไปพิจารณาเชิงนโยบายสาธารณะ หรือบริหารจัดการเพื่อหล่อเลี้ยงอารมณ์ความรู้สึกของสาธารณชนเพื่อขับเคลื่อนสังคม โดยไม่ฝืนความรู้สึกของประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ แต่ให้เร่งหนุนเสริมจุดศูนย์รวมทางจิตใจของคนในชาติ ข้อเสนอแนะคือ “การทำโรดแมปเพิ่มความสุข” ผ่านกลุ่มปัจจัยต่างๆ ที่เปรียบเสมือนหลักกิโลเมตรแห่งวิถีชีวิตของประชาชนทั้งประเทศ ทั้งในเรื่องความจงรักภักดีของคนในชาติ ความเข้มแข็งของครอบครัวและชุมชน หลักปรัชญาชีวิตเศรษฐกิจพอเพียง จนถึงแนวทางปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมและการเมืองอย่างจริงจังต่อเนื่อง

จากการพิจารณาลักษณะทั่วไปของตัวอย่าง พบว่า ตัวอย่างร้อยละ 49.3 เป็นชาย ร้อยละ 50.7 เป็นหญิง ตัวอย่างร้อยละ 4.6 อายุน้อยกว่า 20 ปี ร้อยละ 20.7 อายุระหว่าง 20–29 ปี ร้อยละ 21.5 อายุระหว่าง 30–39 ปี ร้อยละ 23.5 อายุระหว่าง 40–49 ปี และ ร้อยละ 29.7 อายุ 50 ปีขึ้นไป ตัวอย่างร้อยละ 75.5 สำเร็จการศึกษาต่ำกว่าปริญญาตรี ร้อยละ 20.6 สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี และร้อยละ 3.9 สำเร็จการศึกษาสูงกว่าปริญญาตรี ตัวอย่างร้อยละ 32.4 ระบุอาชีพเกษตรกร/รับจ้างทั่วไป ร้อยละ 32.0 ระบุอาชีพค้าขาย/ธุรกิจส่วนตัว ร้อยละ 8.3 ระบุเป็นพนักงานเอกชน ร้อยละ 8.5 ระบุข้าราชการ/พนักงานรัฐวิสาหกิจ ร้อยละ 9.7 เป็นแม่บ้าน/พ่อบ้าน/เกษียณอายุ ร้อยละ 6.5 ระบุเป็นนักเรียนนักศึกษา ในขณะที่ร้อยละ 2.6 ระบุว่างงาน/ไม่ประกอบอาชีพ

ข่าวล่าสุด

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน