
เรื่องอื้อฉาวของสื่อมวลชน
ข่าวใหญ่ในรอบเดือนในบ้านเราเป็นเรื่องเกี่ยวกับการเปลี่ยนถ่ายอำนาจรัฐ
ข่าวใหญ่ในรอบเดือนในบ้านเราเป็นเรื่องเกี่ยวกับการเปลี่ยนถ่ายอำนาจรัฐ
โดย..อรุณ จิรชวาลา
ในสหรัฐอเมริกาเป็นเรื่องเพดานหนี้ ส่วนในอังกฤษเป็นเรื่องอื้อฉาวในวงการสื่อมวลชน ซึ่งนำไปสู่การปิดตัวเองของหนังสือพิมพ์เก่าแก่และขายดีที่สุดฉบับหนึ่งของโลก ตลอดจนขยายวงส่งผลกระทบไปถึงวงการอื่นๆ รวมทั้งการเมืองระดับสูงด้วย
คนในประเทศอื่นที่ติดตามข่าวอย่างผิวเผินอาจจะงุนงงและจับต้นชนปลายไม่ถูก เพราะมีตัวละครที่เกี่ยวข้องมากมาย มีแง่มุมของเรื่องที่หลากหลาย รวมทั้งบางเรื่องมีการย้อนเวลาไปกว่าสิบปี
ก่อนอื่นต้องขอเล่าว่า คนอังกฤษชอบอ่านหนังสือพิมพ์ประเภทแทบลอยด์ หรือหนังสือพิมพ์ขนาดเล็กแบบพับครึ่ง เนื้อหาที่คนอ่านสนใจจะออกแนวเซ็กซี่ ซุบซิบนินทา และตื่นเต้นเร้าใจ ยอดขายหนังสือพิมพ์ฉบับดังๆ ประเภทนี้สูงมาก
นิวส์ออฟเดอะเวิลด์ ที่เพิ่งปิดไป ก่อนปิดมียอดขายกว่า 2.5 ล้านฉบับ และเมื่อหลายสิบปีก่อนเคยเป็นหนังสือพิมพ์ขายดีที่สุดในโลก ประมาณถึง 9 ล้านฉบับ อายุหนังสือพิมพ์ฉบับนี้ก็ยาวนานย้อนหลังไปถึง 168 ปี
เรื่องอื้อฉาวครั้งนี้มีจุดเริ่มต้นมานานแล้ว แต่ที่จุดชนวนความสนใจครั้งแรกเกิดในปี ค.ศ. 2005 เมื่อบทสนทนาส่วนพระองค์ของเจ้าชายวิลเลียมกับองครักษ์คนสนิทถูกนำมาเปิดเผย ผลของการสอบสวนพบว่ามีการเจาะเข้าไปในวอยซ์เมล หรือระบบฝากข้อความเสียงทางโทรศัพท์มือถือของราชวงศ์บางพระองค์ และของเจ้าพนักงานในราชสำนักหลายคน มีผู้กระทำผิดที่ถูกจับดำเนินคดีและถูกตัดสินจำคุก คือ บรรณาธิการข่าวในราชสำนักของนิวส์ออฟเดอะเวิลด์ พร้อมกับนักสืบเอกชนคนหนึ่งที่รับจ้างหาข่าว
หลังจากนั้นเรื่องก็ซาลง แต่อยู่ในลักษณะคุกรุ่นไม่ดับสนิท มีเจ้าทุกข์รายอื่นๆ ออกมาร้องเรียน มีการสอบสวนต่อเนื่อง รวมทั้งมีการประนีประนอมยอมความจ่ายค่าเสียหายให้หลายราย
มาระเบิดอีกครั้งเมื่อต้นเดือนที่แล้ว เมื่อมีรายงานข่าวว่าเกือบสิบปีก่อนในคดีดังที่เด็กนักเรียนหญิงวัย 13 ปีคนหนึ่งถูกลักพาตัวและถูกฆาตกรรมโดยฆาตกรต่อเนื่อง ซึ่งกว่าจะพบศพต้องใช้เวลาถึง 6 เดือน ในครั้งนั้นนักข่าวนิวส์ออฟเดอะเวิลด์ได้เจาะเข้าไปในวอยซ์เมลของเด็กหญิง และนอกจากจะเอามาใช้ประโยชน์ในการเขียนข่าวแล้ว ยังลบบางข้อความออกจากวอยซ์เมล ซึ่งทำให้ตำรวจและครอบครัวของเด็กสับสนว่าเด็กยังมีชีวิตอยู่หรือไม่
พอเรื่องนี้ถูกเปิดเผยออกมา ก็มีการวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางว่าเป็นการกระทำที่นอกจากจะผิดจรรยาบรรณแล้ว ยังน่าจะผิดทั้งกฎหมายและศีลธรรมด้วย สปอนเซอร์รายใหญ่ๆ ต่างทยอยถอนโฆษณาเป็นทิวแถว จนในที่สุดฝ่ายบริหารก็ทนแรงกดดันไม่ไหว ต้องออกมาแสดงความเสียใจและประกาศปิดตัวเอง
แต่เรื่องไม่จบเพียงเท่านั้น การขุดคุ้ยที่ต่อเนื่องตามมาส่งผลกระทบไปกว้างไกล มีผู้บริหารหลายคนทยอยลาออก บางคนถูกตำรวจจับตัวไปสอบปากคำและดำเนินคดี
นายกรัฐมนตรี เดวิด คาเมรอน ถูกฝ่ายค้านตั้งกระทู้ถามในสภาเรื่องการจ้างอดีตบรรณาธิการนิวส์ออฟเดอะเวิลด์เป็นผู้อำนวยการฝ่ายประชาสัมพันธ์ ซึ่งคาเมรอนในที่สุดก็ต้องยอมแสดงความเสียใจ แต่ไม่ยอมขอโทษ
นายตำรวจใหญ่อย่างน้อย 2 นาย ต้องลาออกจากตำแหน่งเพราะมีชื่อเข้าไปพัวพันกับการรับสินบนที่เกี่ยวกับเรื่องนี้
และที่ทำให้ปมของเรื่องยิ่งซับซ้อนหนักขึ้น คือ อดีตนักข่าวของนิวส์ออฟเดอะเวิลด์ที่เป็นคนเปิดเผยเรื่องการเจาะวอยซ์เมลเป็นคนแรก จู่ๆ ก็ตายปริศนาในบ้านของตนเอง ซึ่งในเบื้องต้นแม้ตำรวจจะบอกว่าไม่พบสิ่งผิดปกติ แต่ก็มีคนปักใจว่าเป็นฆาตกรรมอำพราง
คงไม่เป็นการบังเอิญที่หนังสือพิมพ์ฉบับนี้เป็นของ รูเพิร์ต เมอร์ด็อก เจ้าพ่อสื่อที่ทรงอิทธิพลและมีชื่อเสียงที่สุดคนหนึ่งของโลก บริษัทที่เขาเป็นประธานและผู้บริหารสูงสุดมีชื่อว่านิวส์คอร์ป มีบริษัทในเครือ 800 บริษัทใน 50 ประเทศ เป็นเจ้าของสื่อทั้งสิ่งพิมพ์ ทีวี และออนไลน์ รวมทั้งฉบับดังๆ เช่น นิวยอร์กโพสต์กับวอลสตรีตเจอร์นัลในสหรัฐ และไทม์ในอังกฤษ
กล่าวกันว่า สูตรแห่งความสำเร็จมาแต่ไหนแต่ไรของเมอร์ด็อก คือ การหาข่าวที่น่าสนใจมาป้อนผู้บริโภค โดยไม่สนใจว่าจะได้มาด้วยวิธีใด
ความอื้อฉาวและการตรวจสอบอย่างกว้างขวางในอังกฤษ ทำให้สหรัฐอยู่เฉยไม่ได้ ในที่สุดทั้งเอฟบีไอและกระทรวงยุติธรรมก็แต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นมาสอบสวนบ้าง โดยมีการตั้งข้อสงสัย เช่น เหยื่อของเหตุการณ์เครื่องบินชนตึกเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์เมื่อสิบปีก่อนถูกเจาะวอยซ์เมลหรือไม่
เรื่องนี้ยังไม่จบง่ายๆ แน่นอนครับ ยังไม่มีใครทราบชัดว่าเมื่อขุดลงไปลึกกว่านี้ และขยายวงกว้างกว่านี้ จะพบอะไรอีกบ้าง
ส่วนตัวผมมีข้อสังเกตเพิ่มเติมที่อยากนำเสนอ ดังนี้
หนึ่ง ธุรกิจสื่อในปัจจุบันมีเงินหมุนเวียนและมีมูลค่าตลาดสูง ซึ่งความสำเร็จทางธุรกิจกับจรรยาบรรณมักจะเป็นคนละเรื่องกัน มีคนกล่าวคำคมว่า “ตลาดไม่สนใจว่าคุณทำสิ่งชั่วร้ายหรือไม่ ขออย่างเดียวอย่าให้ถูกจับได้”
สอง การแข่งขันเพื่อแย่งคนอ่าน เรียกเรตติ้ง และสร้างยอดขาย กลายเป็นเรื่องที่มีความสำคัญสูงมาก ซึ่งข่าวสารที่ตรงไปตรงมาและเป็นไปตามหลักการ มักจะมีแรงดึงดูดไม่เพียงพอ ต้องมีเรื่องหมิ่นเหม่ต่างๆ สนองความอยากรู้อยากเห็นของชาวบ้าน ซึ่งในประเด็นนี้แม้แต่ผู้บริโภคสื่อในประเทศที่พัฒนาแล้วอย่างสหรัฐกับอังกฤษก็ไม่ได้ดีกว่าพวกเราคนไทยเท่าไรนัก
สาม กล่าวกันว่าเรื่องแบบนี้มีมานานแล้ว และไม่ได้เกิดกับฉบับนี้ฉบับเดียว เพียงแต่กลุ่มของเมอร์ด็อกอาจจะย่ามใจ และเชื่อในบารมีและอิทธิพลของเจ้าของมากเกินไป จนไม่ใส่ใจกลบเกลื่อนร่องรอยให้สนิท
มีคนในสำนักงานนิวส์ออฟเดอะเวิลด์ที่พูดโดยไม่ให้เปิดเผยชื่อว่า “ทุกคนรู้ดีว่ามีอะไรเกิดขึ้นบ้าง แม้แต่แมวในสำนักงานก็ยังรู้”
วิธีที่นิยมใช้กันวิธีหนึ่ง คือ การจ้างนักสืบเอกชนในราคาแพงๆ แลกกับการทำงานสกปรก ถูกจับได้ก็เป็นแพะไป หลักฐานไปไม่ถึงเจ้าของหรือบรรณาธิการ
ส่วนการเจาะวอยซ์เมลและฟังแล้วลบบางข้อความทิ้ง ถือเป็นเรื่องปกติในการชิงความได้เปรียบ นักข่าวฉบับอื่นที่เจาะเข้าไปทีหลังจะได้คว้าแต่น้ำเหลว
ข้อสุดท้าย คนอย่าง รูเพิร์ต เมอร์ด็อก แม้จะแสดงความเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่เชื่อว่าในส่วนลึกไม่มีทางสำนึกผิด เท่าที่ทราบมีการไปจดทะเบียนหัวหนังสือใหม่รอทีมงานที่จะย้ายมาจากนิวส์ออฟเดอะเวิลด์ไว้เรียบร้อยแล้ว







