posttoday
แก้เงินเฟ้อไม่จำเป็นต้องขึ้นดอกเบี้ยเท่านั้น

แก้เงินเฟ้อไม่จำเป็นต้องขึ้นดอกเบี้ยเท่านั้น

03 สิงหาคม 2554

ในขณะที่เงินเฟ้อยังมีแนวโน้มพุ่งทะยานสูงขึ้นไม่หยุด

ในขณะที่เงินเฟ้อยังมีแนวโน้มพุ่งทะยานสูงขึ้นไม่หยุด

โดย...ทีมข่าวการเงิน

ในขณะที่เงินเฟ้อยังมีแนวโน้มพุ่งทะยานสูงขึ้นไม่หยุด อัตราดอกเบี้ยก็มีแนวโน้มเป็นขาขึ้นตามไปด้วย ซึ่งเป็นไปตามนโยบายการเงินที่ใช้ดอกเบี้ยควบคุมเงินเฟ้อ

ดอกเบี้ยเป็นขาขึ้นตามภาวะเงินเฟ้อไม่น่าแปลกใจ แต่ที่น่าแปลกใจก็คือ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ออกมาตำหนิธนาคารพาณิชย์ว่าขึ้นดอกเบี้ยเงินกู้สูงกว่าดอกเบี้ยเงินฝากถึง 0.9%

แต่ ธปท.พูดแล้วก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น มีการประกาศผลกำไรของธนาคารพาณิชย์ทั้งระบบในครึ่งปีแรกมีกำไรรวมกันประมาณ 7.5 หมื่นล้านบาท ทำให้มีการวิพากษ์วิจารณ์ว่าการใช้นโยบายการเงินดูแลเงินเฟ้อนั้น การขึ้นดอกเบี้ยเป็นทางเดียวที่ทำได้เท่านั้นหรือ

ที่มีการตั้งคำถาม ก็เพราะการขึ้นดอกเบี้ยไม่หยุดเพื่อดับพิษเงินเฟ้อที่กำลังอยู่ในช่วงขาขึ้นนั้น ประชาชนไม่ได้อะไรเลย ทั้งคนฝากเงินและคนกู้เงิน และไปซ้ำให้ลำบากเข้าไปอีก

ที่ว่าคนฝากเงินไม่ได้อะไร ก็เพราะดอกเบี้ยเงินฝากที่ได้เมื่อหักลบกับเงินเฟ้อก็ยังติดลบ ส่วนคนกู้เงินก็มีต้นทุนสูงขึ้น และคนทั้งสองกลุ่มนี้ แม้จะไม่ใช่คนกลุ่มเดียวกัน คือ คนฝากเงินไม่ได้เป็นคนกู้ แต่ทุกคนกระอักจากราคาสินค้าแพงเหมือนกัน

แก้เงินเฟ้อไม่จำเป็นต้องขึ้นดอกเบี้ยเท่านั้น

นอกจากนี้ การขึ้นดอกเบี้ยไปเรื่อยๆ จะทำให้เงินบาทแข็งค่าตามไปด้วย และสุดท้ายเงินก็จะไหลเข้ามากินกำไรจากส่วนต่างดอกเบี้ยในประเทศและต่างประเทศ เหมือนที่เคยเกิดขึ้นในช่วง 23 ปีที่ผ่านมา และเมื่อปริมาณเงินในตลาดสูงขึ้น ธปท.ก็ต้องออกพันธบัตรมาดูดซับสภาพคล่องเข้าไป ซึ่งสุดท้ายก็จะเป็นต้นทุนของ ธปท.ที่จะต้องรับไป

ฉะนั้น การใช้ดอกเบี้ยสูงคุมเงินเฟ้อจึงถูกต้องหรือไม่

เป็นเครื่องมือเดียวที่ ธปท.จะทำได้หรือไม่

มีเครื่องมืออื่นที่ทำได้ แต่ยังไม่มีการนำออกมาทำหรือเปล่า

คำตอบก็คือ มี หัวใจของการดูแลเงินเฟ้อโดยการใช้นโยบายการเงิน คือ การดูแลปริมาณเงินในระบบไม่ให้มากหรือน้อยจนเกินไป ซึ่งทั่วโลกมักจะใช้การขึ้นดอกเบี้ยก่อน และเมื่อเอาไม่อยู่จึงจะพิจารณาทางอื่น

สิ่งที่ควบคุมปริมาณเงินได้ก็คือ การจำกัดสินเชื่อหากเห็นว่ามีสัญญาณที่ไม่ดี ซึ่ง ธปท.ได้ทำอย่างอ่อนๆ ด้วยการควบคุมธนาคารพาณิชย์ ซึ่งได้ควบคุมสินเชื่อต่อหลักประกันสำหรับบ้านหรูที่มีราคาแพงไปแล้ว แต่สินเชื่ออื่น ธปท.ยังไม่มีเกณฑ์ควบคุมเพิ่มเติม เพราะเห็นว่ายังไม่มีอะไรที่ผิดปกติและจะสร้างปัญหาให้กับระบบเศรษฐกิจ

นอกจากนี้ ธปท.สามารถสั่งให้ธนาคารพาณิชย์เพิ่มเงินสำรองหนี้สงสัยจะสูญให้มากขึ้น จากปัจจุบันที่กำหนดไว้ 100% ซึ่งหลายธนาคารได้สำรองเกินไปมากแล้ว หรืออาจจะขอให้มีการกันสำรองหนี้สินทรัพย์รอการขาย (เอ็นพีเอ) แนวทางนี้ ธปท.ก็ทำได้ถ้าจำเป็น เพราะยิ่งสำรองมากเท่าไหร่ก็จะยิ่งทำให้ธนาคารแข็งแรงมากขึ้นเท่านั้น

อีกทั้งการสำรองหนี้สูงจะช่วยเหลือธนาคารในระยะยาว หากเศรษฐกิจม้วนตัวเป็นขาลงธนาคารก็จะไม่ได้รับผลกระทบมากนัก

และแนวทางที่แรงที่สุดก็คือ สั่งให้ธนาคารพาณิชย์เพิ่มเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง ซึ่งก็คือการให้เพิ่มทุนนั่นเอง แต่แนวทางนี้ ธปท.จะใช้เป็นวิธีสุดท้าย เพราะจะไปส่งสัญญาณผิดให้ตลาด หากให้สถาบันการเงินเพิ่มทุน ประชาชนอาจเข้าใจผิดว่าสถาบันการเงินมีปัญหา และที่ต้องระวังให้มากก็คือ ในปีนี้สถาบันคุ้มครองเงินฝากเริ่มทยอยลดการคุ้มครองเงินฝากลงเหลือบัญชีละ 50 ล้านบาท อาจทำให้คนสับสนได้ง่าย

แหล่งข่าวจาก ธปท. มองว่าสิ่งที่ ธปท.จะทำได้ง่ายและเร็วที่สุดก็คือการควบคุมสินเชื่อ แต่ก็จะต้องระมัดระวัง เพราะอาจสร้างปัญหามากกว่าแก้ปัญหา เนื่องจากหากไปคุมเข้มผิดกลุ่มก็อาจจะทำให้การลงทุนชะงัก ส่งผลกระทบรุนแรงไปถึงการจ้างงานด้วย

แนวทางที่น่าจะดำเนินการได้แล้วไม่กระทบผู้บริโภคมากก็คือ การดูแลส่วนต่างดอกเบี้ยรับจ่ายเงินฝากและเงินกู้ของธนาคารให้อยู่ในระดับเหมาะสม

“ขณะนี้ธนาคารมีส่วนต่างดอกเบี้ยอยู่ในระดับสูงประมาณ 3-4% เมื่อหักลบดอกเบี้ยเงินฝากกับดอกเบี้ยเงินกู้และค่าใช้จ่ายทั้งหมดของธนาคารพาณิชย์แล้ว” แหล่งข่าวเปิดเผย

การที่ ธปท.หันมามองเรื่องส่วนต่างดอกเบี้ยรับจ่าย ซึ่งก็คือรายได้จากดอกเบี้ยของธนาคาร น่าจะเป็นทางที่ทำได้ง่ายและเร็ว แต่ก็จะถูกโจมตีจากผู้บริหารธนาคาร เพราะกรณีนี้ธนาคารเสียประโยชน์เต็มๆ เพราะกำไรจะลดลง

การใช้นโยบายดูแลส่วนต่างดอกเบี้ยให้เหมาะสมน่าจะได้ใจประชาชน เพราะแค่ครึ่งปีธนาคารทั้งระบบมีกำไร 7.5 หมื่นล้านบาท เห็นได้ชัดเจนว่ามีกำไรสูงมาก แม้จะแจงว่ากำไรสูงมาจากค่าธรรมเนียม แต่ก็ไม่เกิน 30% ของกำไรทั้งหมด รายได้ดอกเบี้ยยังเป็นรายได้หลักของธนาคารพาณิชย์อยู่

อย่างไรก็ดี ไม่ว่า ธปท.จะใช้นโยบายอะไรก็จะมีทั้งคนได้และคนเสียทั้งสิ้น ขึ้นอยู่กับว่า ธปท.จะเลือกให้น้ำหนักกับข้างไหน

เรื่องการลดรายได้ดอกเบี้ยของธนาคารให้เกิดการสมดุลระหว่างดอกเบี้ยเงินฝากและดอกเบี้ยเงินกู้ แนวทางนี้จะชะลอการขึ้นดอกเบี้ยให้ประชาชนได้ประโยชน์ แต่ธนาคารเสียประโยชน์

แหล่งข่าวเปิดเผยว่า สิ่งที่ ธปท.มองคือภาพรวมของระบบ มองเป็นจุดไม่ได้ ในข้อเท็จจริงธนาคารก็ยังได้เปรียบลูกค้าอยู่หลายด้าน เช่น การรับฝากเงินฝากแบบมีระยะเวลา 3 เดือน 6 เดือน หรือ 1 ปี

หากลูกค้าจำเป็นต้องใช้เงิน ไปถอนเงินออกจากธนาคารก่อนกำหนด ก็จะได้เพียงดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์ ทั้งที่ธนาคารได้นำเงินของลูกค้าไปหาประโยชน์จากการลงทุนทางอื่น และได้ผลตอบแทนสูงกว่าดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์

การที่ดอกเบี้ยเงินกู้สูงเกินไป สุดท้ายก็จะส่งผลเสียต่อฐานะของลูกหนี้ หากเศรษฐกิจไม่ดีจะส่งผลทำให้หนี้เสียธนาคารเพิ่มขึ้นเอง

ฉะนั้น หาก ธปท.จะดูแลส่วนนี้ ก็คงใช้วิธีกดดันให้ธนาคารขึ้นดอกเบี้ยเงินฝากอีก โดยเฉพาะดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์ที่มีสัดส่วนถึง 50% ของเงินฝากทั้งระบบของประเทศ

ธปท.อาจจะแก้ไขเป็นบางเรื่อง และต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ จะทำอะไรก็จะมีผลต่อตลาดทั้งสิ้น ในกรณีนี้ก็เหมือนการขอเชิญธนาคารพาณิชย์มาหารือให้ลดค่าธรรมเนียมการกดเอทีเอ็ม ค่าธรรมเนียมการโอนเงินที่ธนาคารก็ปรับลดให้แล้ว

“ตัวอย่างนี้อาจจะปฏิบัติได้จริง เพราะมีธนาคารบางแห่งออกเงินฝากประจำที่ถอนเมื่อไหร่ก็ได้ และได้ดอกเบี้ยตามจริงที่ฝาก เมื่อธนาคารนี้ทำได้ ธนาคารอื่นก็น่าจะทำได้เหมือนกัน” แหล่งข่าวเปิดเผย

การหาทางใช้แนวทางอื่นคุมปริมาณเงินไม่ให้กดดันเงินเฟ้อเพิ่ม แทนการขึ้นดอกเบี้ยเป็นอย่างเดียว เป็นแนวทางที่ ธปท.ต้องคิดหาทางไว้ล่วงหน้า

เพราะหากรัฐบาลใหม่เข้ามาทำงานอย่างเต็มที่แล้ว ธปท.จะถูกถามในเรื่องการขึ้นดอกเบี้ยนโยบายต่อเนื่อง ซึ่งขึ้นมาถึง 2% ใน 2 ปีที่ผ่านมา เนื่องจากในทางการเมืองนั้น การที่ดอกเบี้ยเงินกู้สูง นั่นคือภาระของประชาชน

หากถูกกดดันให้ใช้วิธีการอื่นแทนการขึ้นดอกเบี้ย ธปท.ก็คงเลือกขอร้องหรือกดดันให้ธนาคารลดส่วนต่างดอกเบี้ยรับจ่าย คือ ให้ธนาคารขึ้นดอกเบี้ยเงินฝากไปอีกแน่นอน เพราะนี่เป็นแนวทางที่ทำได้ง่ายและมีผลกระทบต่อระบบการเงินน้อยที่สุด

เรื่องนี้ ธปท.ก็เตรียมที่จะนำไปรายงานต่อรัฐบาลใหม่ทันทีที่ถูกเชิญไปให้ข้อมูล และเชื่อว่า ธปท.จะขอให้กระทรวงการคลังรักษาวินัยทางการคลังเพื่อให้สอดประสานกับนโยบายการเงิน ดูแลเงินเฟ้อเพื่อทำให้เศรษฐกิจมีเสถียรภาพ

ขณะนี้เริ่มเห็นเค้าลางของความเห็นที่ไม่ตรงกันระหว่างรัฐบาลพรรคเพื่อไทยกับ ธปท.แล้ว ซึ่งต้องจับตาดูว่า สุดท้าย ธปท.จะหันมาบีบธนาคารให้หดกำไรลงบ้างเพื่อช่วยประชาชน เพราะไม่มีทางเลือกอื่นที่ดีกว่านี้อีกแล้ว

 

ข่าวล่าสุด

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI