
ได้ฤกษ์เปิดสภาเข้ายุคตรวจสอบรัฐบาลปู
เดือน ส.ค.ในปีนี้ นับได้ว่าเป็นจุดเปลี่ยนทางการเมืองที่สำคัญของประเทศไทย
เดือน ส.ค.ในปีนี้ นับได้ว่าเป็นจุดเปลี่ยนทางการเมืองที่สำคัญของประเทศไทย
โดย...ทีมข่าวการเมือง
เดือน ส.ค.ในปีนี้ นับได้ว่าเป็นจุดเปลี่ยนทางการเมืองที่สำคัญของประเทศไทย เพราะกำลังจะมีรัฐบาลที่มีพรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล โดยมาพร้อมกับนายกรัฐมนตรีหญิงของประเทศที่ชื่อว่า “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” แต่ก่อนที่จะเข้าสู่อำนาจบริหารได้อย่างเต็มตัวต้องผ่านกระบวนการทางนิติบัญญัติก่อน
กระบวนการทางนิติบัญญัติในที่นี้ หมายถึง “การเปิดประชุมรัฐสภาครั้งแรกภายใน 30 วัน หลังจากวันเลือกตั้ง” การประชุมรัฐสภาครั้งนี้ถือว่ามีความสำคัญมากกว่าการประชุมร่วมกันของรัฐสภา (สภาผู้แทนราษฎร+วุฒิสภา) เพราะจะเป็นการเปิดศักราชใหม่ของสภาผู้แทนราษฎรชุดที่ 24
“พิทูร พุ่มหิรัญ” เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร อธิบายถึงการประชุมรัฐสภานัดแรกหลังจากการเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญว่า การประชุมดังกล่าวเป็นไปตามรัฐธรรมนูญมาตรา 127 ที่กำหนดให้ต้องมีการเปิดประชุมรัฐสภาเพื่อให้สมาชิกรัฐสภา (สส. และ สว.) มาร่วมประชุมครั้งแรกภายใน 30 วัน นับจากวันเลือกตั้งซึ่งจะครบกำหนดในวันที่ 1 ส.ค. ขณะเดียวกัน การประชุมครั้งนี้จะถือให้เป็นวันเริ่มสมัยประชุมสามัญทั่วไปด้วย
“สมัยประชุม” คืออะไร มีคำอธิบายจากเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ว่า เป็นกรอบกำหนดระยะเวลาการทำงานของสมาชิกรัฐสภา ซึ่ง 1 สมัยประชุมจะมี 120 วัน สำหรับสมัยประชุมมีด้วยกัน 2 ลักษณะ
1.สมัยประชุมสามัญทั่วไป สมัยประชุมนี้จะกำหนดขอบเขตงานของฝ่ายนิติบัญญัติให้สามารถดำเนินการได้อย่างกว้างขวางทั้งในส่วนของการเสนอร่างพระราชบัญญัติหรือการเสนอญัตติ รวมไปถึงการเสนอญัตติเพื่อขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจคณะรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล
2.สมัยประชุมสามัญนิติบัญญัติ จะแตกต่างกับสมัยประชุมแรก เพราะเจตนารมณ์ของสมัยสามัญนิติบัญญัติต้องการให้สมาชิกรัฐสภาเน้นการพิจารณากฎหมายเป็นสำคัญ หมายความว่า จะไม่สามารถเสนอญัตติใดๆ ได้ รวมถึงญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ แต่การยื่นกระทู้ถามสดหรือกระทู้ถามทั่วไป สามารถกระทำได้ตามปกติ เว้นเสียแต่ว่าที่ประชุมรัฐสภาจะมีมติเสียงเกินกึ่งหนึ่งให้พิจารณาเรื่องอื่นได้ด้วย
ส่วนการประชุมรัฐสภาสมัยวิสามัญนั้น จะกระทำเฉพาะในกรณีพิเศษในระหว่างที่เหตุจำเป็นต้องให้รัฐสภาพิจารณาเรื่องสำคัญระหว่างปิดสมัยประชุมสามัญทั่วไปหรือสามัญนิติบัญญัติ
ดังนั้น สมัยประชุมที่จะเริ่มขึ้นจากนี้ ได้กลายเป็นการเปิดประตูสู่บันได 4 ขั้นเข้าสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และอำนาจเต็มในการบริหารราชการแผ่นดิน
บันไดขั้นที่ 1 ภายหลังจากมีการประชุมรัฐสภานัดแรกที่เป็นรัฐพิธี ต้องมีการเปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎรภายใน 10 วัน ตามข้อบังคับการประชุมเพื่อเลือกประธานสภาและรองประธานสภาอีก 2 คน
สาเหตุที่ต้องเลือกประธานสภาก่อน เป็นเพราะจะต้องทำหน้าที่เป็นประธานรัฐสภาในการลงนามรับสนองพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งนายกรัฐมนตรี โดยการเลือกประธานและรองประธานสภาให้กระทำด้วยการลงคะแนนลับ โดยตัดสินจากผู้ที่ได้คะแนนสูงสุด แต่หากมีการเสนอบุคคลเพียงคนเดียวให้ถือว่าบุคคลนั้นเป็นผู้ได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่ง โดยผู้ที่จะมาทำหน้าที่ดังกล่าวต้องไม่เป็นกรรมการบริหารหรือดำรงตำแหน่งใดๆ ในพรรคการเมือง เว้นแต่ตำแหน่ง สส.
ขั้นที่ 2 ประธานสภาผู้แทนราษฎรคนใหม่จะเรียกประชุมสภาเพื่อเลือกนายกรัฐมนตรี มีกำหนดเอาไว้ต้องประชุมเลือกนายกรัฐมนตรีให้เสร็จภายใน 30 วัน หลังจากมีการประชุมรัฐสภาที่เป็นรัฐพิธี ซึ่งการลงคะแนนเลือกนายกฯ ต้องกระทำเป็นการเปิดเผย
กล่าวคือ การลงคะแนนด้วยการขานชื่อ สส.เป็นรายบุคคลซึ่งจะตัดสินจากบุคคลที่ได้เสียงข้างมากเกินกึ่งหนึ่งจากจำนวน สส.ที่มีอยู่ในสภา เท่ากับว่าตอนนี้มี สส.ได้รับการรับรองจาก กกต.จำนวน 496 คน ทำให้บุคคลที่จะได้รับเลือกให้เป็น นายกฯ ต้องมีเสียงสนับสนุนมากกว่า 248 เสียง
ขั้นที่ 3 แม้ว่าสภาจะเลือกผู้นำประเทศแล้ว แต่ไม่ได้หมายความว่านายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่จะสามารถทำงานได้ทันที เพราะก่อนเข้ารับหน้าที่ต้องถวายสัตย์ปฏิญาณด้วยถ้อยคำต่อพระมหากษัตริย์ดังต่อไปนี้ ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 175
ขั้นที่ 4 ถือเป็นขั้นตอนสุดท้ายก่อนเข้าสู่อำนาจการบริหารราชการแผ่นดินอย่างเต็มตัว เพราะถ้า ครม.ชุดนี้ผ่านขั้นตอนของการแถลงนโยบายต่อรัฐสภา เท่ากับว่าทิศทางประเทศไทยต่อจากนี้ไปจะอยู่ในมือของคณะบุคคลจำนวน 36 คน ที่ประกอบรวมกันเป็น “คณะรัฐมนตรี”
ทั้งนี้ รัฐธรรมนูญมาตรา 176 ขีดเส้นให้ ครม.ต้องแถลงนโยบายและชี้แจงการดำเนินการตามแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐภายใน 15 วัน นับแต่วันเข้ารับหน้าที่
อย่างไรก็ตาม มีข้อยกเว้นว่าหากก่อนแถลงนโยบายต่อรัฐสภามีกรณีที่สำคัญและจำเป็นเร่งด่วน ซึ่งถ้าปล่อยให้ล่าช้าไปจะกระทบต่อประโยชน์สำคัญของแผ่นดิน ครม.ดำเนินการไปพลางก่อนเพียงเท่าที่จำเป็นได้
เบ็ดเสร็จอย่างเร็วที่สุดปลายเดือน ส.ค.นี้ คงจะได้เห็น “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” สวมบทนางพญาเดินนำทีมประชุม ครม.ที่ทำเนียบรัฐบาลเป็นครั้งแรก หลังจากนายกรัฐมนตรีคนล่าสุดก่อนหน้านี้ของพรรคเพื่อไทยในนามพรรคพลังประชาชนไม่มีโอกาสได้ย่างกรายเข้าไปภายในศูนย์บัญชาการประเทศไทยแม้แต่ตารางเมตรเดียว
ที่ต้องติดตาม คือ ช่วง 4 เดือนของการเปิดสภาสมัยสามัญ ฝ่ายค้านนำโดย พรรคประชาธิปัตย์จะใช้เวทีสภาตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลยิ่งลักษณ์หนักหน่วง ทั้งการยื่นกระทู้หรือเวทีกรรมาธิการในสภา
น่าสนใจว่าบทบาทของ ยิ่งลักษณ์ จะเป็นอย่างไร เมื่อว่าที่นายกฯ หญิงคนนี้ ไม่มีประสบการณ์ทางการเมืองมาก่อน แต่ก้าวกระโดดมาเป็น สส.ครั้งแรกในชีวิตและสูงสุดถึงตำแหน่ง นายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์จะดีเบตกับอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จริงเหมือนที่เธอเคยบอกไว้ว่า “ให้รอในสภาค่ะ” หรือจะเลือกเล่นบทเหมือน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร พี่ชายที่ไม่ให้ความสำคัญกับระบบตรวจสอบในสภา
อีกไม่นานจะรู้...







