posttoday
วิกฤตสหรัฐ-ดอกเบี้ยยั่วใจ ดูดทุนนอกทะลักเข้าไทย

วิกฤตสหรัฐ-ดอกเบี้ยยั่วใจ ดูดทุนนอกทะลักเข้าไทย

01 สิงหาคม 2554

ถึงตอนนี้คงปฏิเสธไม่ได้ว่าส่วนต่างดอกเบี้ยของไทยเมื่อเทียบกับต่างประเทศในขณะนี้ที่ต่างกันมากถึง 3%

ถึงตอนนี้คงปฏิเสธไม่ได้ว่าส่วนต่างดอกเบี้ยของไทยเมื่อเทียบกับต่างประเทศในขณะนี้ที่ต่างกันมากถึง 3%

โดย...ทีมข่าวการเงิน

ถึงตอนนี้คงปฏิเสธไม่ได้ว่าส่วนต่างดอกเบี้ยของไทยเมื่อเทียบกับต่างประเทศในขณะนี้ที่ต่างกันมากถึง 3% มีส่วนดึงดูดให้เงินทุนจากต่างประเทศไหลเข้ามาหาผลตอบแทนในไทยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา และมีแนวโน้มว่าจะเพิ่มขึ้นอีกมากในระยะหลังจากนี้ไป

หลังจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ดำเนินนโยบายการเงินในทิศทางดอกเบี้ยขาขึ้นมาตั้งแต่ประมาณกลางเดือน ก.ค. อัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยก็ปรับสูงขึ้นมาตลอด จากระดับ 1.25% ขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 3.25% เพิ่มขึ้นมาแล้ว 2% และยังมีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นอีกตามทิศทางการดำเนินนโยบายการเงินที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ยังกังวลต่อความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อ จึงต้องการใช้ดอกเบี้ยที่สูงขึ้นเพื่อดูแลอัตราเงินเฟ้อให้อยู่ในกรอบเป้าหมาย 0.53%

ขณะที่อัตราดอกเบี้ยในต่างประเทศอย่างสหรัฐอเมริกาอยู่ที่ 0-0.25% เท่านั้น ทำให้ส่วนต่างดอกเบี้ยของไทยกับต่างประเทศห่างกันถึง 3%

ส่วนต่างของกำไรจากดอกเบี้ยจึงกลายเป็นปัจจัยเย้ายวนเงินทุนต่างชาติให้ไหลเข้ามาหาผลตอบแทนในช่องทางต่างๆ เพิ่มขึ้น

เพราะไม่ว่าจะลงทุนในตลาดพันธบัตรในระยะสั้น กลาง และยาว หรือจะลงทุนในตลาดหุ้นก็สามารถทำกำไรได้ดี

แถมยังมีโอกาสทำกำไรได้ถึงสองเด้ง

เด้งแรก คือ ฟันกำไรจากส่วนต่างดอกเบี้ยที่ได้รับแน่ๆ อย่างน้อย 3% หากขนเงินเข้ามาลงทุนในไทย

เด้งที่สอง คือ สามารถหากำไรจากแนวโน้มค่าเงินบาทที่มีแววว่าจะปรับแข็งค่าขึ้นอย่างต่อเนื่องเมื่อเทียบกับเงินเหรียญสหรัฐ เพราะได้รับแรงหนุนจากเงินทุนที่ทะลักไหลเข้าด้วย

วิกฤตสหรัฐ-ดอกเบี้ยยั่วใจ ดูดทุนนอกทะลักเข้าไทย

ล่าสุด ธปท.ออกมาระบุว่า ค่าเงินบาทของไทยในปัจจุบันมีค่าความผันผวนสูงถึง 5% โดยค่าเงินบาทก่อนหน้านี้อยู่ที่ระดับ 31 บาทต่อเหรียญสหรัฐ แต่ขณะนี้ปรับแข็งค่าขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 29 บาทต่อเหรียญสหรัฐแล้ว ทำให้นักลงทุนที่ขนเงินเข้ามาได้กำไรจากส่วนต่างของค่าเงิน หากขนกลับออกไปจากเมืองไทยอีกประมาณ 2 บาทต่อเหรียญสหรัฐ

ตัวอย่างที่เด่นชัด คือ ในช่วงวันที่ 17-22 ก.ค.ที่ผ่านมา มีการขนเงินเข้ามา 1,500 ล้านเหรียญสหรัฐ เฉพาะกินกำไรส่วนต่างที่เงินบาทแข็งค่าขึ้นเกือบ 10 สตางค์ต่อเหรียญสหรัฐ ก็หาเงินเข้ากระเป๋าเบาะๆ 150 ล้านเหรียญสหรัฐแล้ว

ที่สำคัญ เมื่อบวกกับปัจจัยที่ดีด้านความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจที่มีแนวโน้มฟื้นตัวได้ดี ภายใต้สถานการณ์การเมืองไทยที่เริ่มนิ่ง ยิ่งทำให้นักลงทุนมีความเชื่อมั่นมากขึ้น เพราะความเสี่ยงลดลง ยิ่งส่งผลให้เงินทุนเลือกไหลทะลักเข้ามาไทยเพิ่มขึ้นด้วย

ขนาด ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการ ธปท. ยังยอมรับว่าภาวะเงินทุนเคลื่อนย้ายในช่วงที่เศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชียรวมทั้งไทยมีแนวโน้มดีขึ้นกว่าสหรัฐและยุโรป มีเงินทุนเริ่มไหลเข้ามาในไทยพอสมควรแล้ว โดยปี 2553 ที่ผ่านมาไหลเข้ามาไทยประมาณ 2.6 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 7.87 แสนล้านบาท

ส่วนในปีนี้เฉพาะในช่วงไตรมาสแรกไหลเข้ามาแล้วประมาณ 7,800 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 2.36 แสนล้านบาท

ถ้าคิดจากต้นปีที่เงินบาทยืนอยู่ในระดับ 30.25 บาทต่อเหรียญสหรัฐ แต่ปัจจุบันยืนอยู่ในระดับ 29.75 บาทต่อเหรียญสหรัฐ เท่ากับว่าเงินบาทแข็งค่ามาแล้ว 50 สตางค์ เงินที่ไหลเข้ามา 7,800 ล้านเหรียญสหรัฐ มีกำไรจากค่าเงินบาทไปร่วม 3,900 ล้านบาทแล้ว

อย่างไรก็ตาม เงินทุนเคลื่อนย้ายค่อนข้างผันผวน มีการไหลเข้าเร็วและออกเร็ว เนื่องจากเศรษฐกิจโลก สหรัฐและยุโรปยังไม่ชัดเจน และบางส่วนก็ออกเพื่อทำกำไรด้วย

เมื่อพิจารณาจากข้อมูลเงินทุนเคลื่อนย้ายล่าสุดของ ธปท. ในเดือน มิ.ย.ปีนี้ พบว่าเงินทุนไหลออกสุทธิ 2,670 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 8.01 หมื่นล้านบาท ต่อเนื่องจากเดือนก่อน 238 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 7,140 ล้านบาท

นิวัฒน์ กาญจนภูมินทร์ กรรมการผู้จัดการสมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย กล่าวว่า นับตั้งแต่หลังเลือกตั้งนักลงทุนต่างชาติได้เข้ามาซื้อลงทุนในตราสารหนี้ของไทยแล้วเกือบ 7 หมื่นล้านบาท โดยในวันที่ 22 ก.ค.ที่ผ่านมา นักลงทุนต่างชาติมียอดถือครองตราสารหนี้ร่วม 3.95 แสนล้านบาทเข้าไปแล้ว

ขณะที่ตลาดหุ้นไทยต่างชาติยังเข้าซื้อหุ้นไทยต่อเนื่อง ยอดรวมทั้งเดือน ก.ค. พบว่าเงินทุนต่างชาติเข้ามาซื้อหุ้นสุทธิ 3.79 หมื่นล้านบาท

พรายพล คุ้มทรัพย์ คณะกรรมการนโยบายการเงิน วิเคราะห์ว่าระดับอัตราดอกเบี้ยของไทยที่สูงกว่าต่างประเทศ มีผลให้เงินทุนไหลเข้าไทยมากขึ้น

แต่ถึงที่สุดปัจจัยที่ทำให้นักลงทุนต่างชาติเลือกนำเงินมาลงทุนที่ไทยไม่ใช่แค่ปัจจัยดอกเบี้ยอย่างเดียว แต่เป็นเพราะพื้นฐานเศรษฐกิจไทยที่ดีและมีแนวโน้มขยายตัวได้ต่อเนื่อง รวมถึงความสงบในการเมืองด้วย ทำให้นักลงทุนต่างชาตินำเงินเข้ามาลงทุนในช่องทางต่างๆ เพิ่มขึ้น ไม่ว่าจะในตลาดพันธบัตรและตลาดหุ้นที่มีโอกาสจะได้ราคาที่สูงขึ้น เพราะอัตราราคาเทียบกับกำไรสุทธิ (พี/อี) ยังต่ำ มีโอกาสได้ผลตอบแทนที่สูง

“ถ้าจะบอกว่าเงินทุนไหลเข้ามาเพราะส่วนต่างดอกเบี้ยปัจจัยเดียวคงไม่ถูกต้องนัก อย่าลืมว่าเราปรับดอกเบี้ยขึ้นมา 7-8 ครั้งแล้ว แต่ไม่ใช่ทุกครั้งเงินทุนจะไหลเข้ามาเพราะดอกเบี้ยเราขึ้น ตรงข้ามบางช่วงเงินทุนไหลออกด้วยซ้ำ ฉะนั้นพื้นฐานเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งและแนวโน้มการเติบโตทั้งภูมิภาคก็มีส่วนดึงเงินทุนเข้ามากพอสมควร เห็นได้จากเวลาเงินทุนไหลเข้าจะเข้าเกือบทุกประเทศในภูมิภาค เวลาออกก็ออกพร้อมกัน หรือทำไมในหลายประเทศในภูมิภาคดอกเบี้ยสูงกว่าเรา แต่เงินทุนไม่เลือกเข้าไป ข้อมูลเหล่านี้บ่งชี้ได้ว่าไม่ใช่ปัจจัยดอกเบี้ยอย่างเดียว แต่การดำเนินนโยบายดอกเบี้ยขาขึ้นเพื่อดูแลความเสี่ยงเงินเฟ้อมีผลต่อเงินทุนมากน้อยแค่ไหนยังไม่ชัด เพราะแนวโน้มดอกเบี้ยขาขึ้นเป็นกันทั้งโลก โดยเฉพาะในภูมิภาคนี้” พรายพล วิเคราะห์

พรายพล กล่าวว่า ถึงอัตราดอกเบี้ยจะมีผลต่อเงินทุนไหลเข้า แต่ถึงที่สุดการดำเนินนโยบายการเงินก็ยังให้ความสำคัญกับความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อมากกว่า เพราะเงินทุนไหลเข้าไม่ใช่ไหลเข้าไทยประเทศเดียว แล้วมีผลให้ค่าเงินปรับแข็งค่าขึ้นประเทศเดียว แต่การปรับขึ้นของเงินบาทเป็นผลจากพื้นฐานเศรษฐกิจที่ปรับดีขึ้นด้วย และค่าเงินบาทก็ยังไม่ได้ส่งผลกระทบต่อการแข่งขันกับประเทศคู่ค้าคู่แข่งมากนัก

เนื่องจากเพราะค่าเงินบาทยังเคลื่อนไหวในลักษณะเกาะกลุ่มไปกับสกุลเงินในภูมิภาคได้ และที่สำคัญยังไม่กระทบต่อภาคการส่งออกมากนัก เพราะผู้ประกอบการมีการปรับตัวและมีการบริหารความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนได้ดีขึ้น ทำให้สร้างผลกระทบโดยรวมยังไม่มากนัก

“ที่สำคัญ การที่เงินบาทมีแนวโน้มแข็งค่ายังช่วยลดแรงกดดันเงินเฟ้อได้ด้วย ทำให้ราคาสินค้าเพื่อการอุปโภคบริโภค ราคาพลังงานไม่ปรับขึ้นเร็วเกินไป และการที่ค่าเงินบาทแข็งค่าก็ช่วยเงินเฟ้อได้ ความจำเป็นในการปรับขึ้นดอกเบี้ยก็มีน้อยลง แต่ที่พูดไม่ใช่ว่า ธปท.ไม่ดูแลค่าเงิน ไม่ช่วยลดผลกระทบ ค่าเงินบาทยังไม่น่าห่วงมาก ยังดูแลให้เหมาะสม ไม่ให้ผันผวน เพื่อให้สร้างผลกระทบได้อยู่ ไม่น่ากังวลเท่าเงินเฟ้อ” พรายพล กล่าว

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ต้องจับตาดูอย่างใกล้ชิดจากนี้ไป คือ การไหลเข้ามาหาผลตอบแทนจากส่วนต่างดอกเบี้ยที่มีแนวโน้มสูงขึ้นตามทิศทางดอกเบี้ยขาขึ้น และกินส่วนต่างอัตราแลกเปลี่ยนของเงินร้อน (Hot Money) ที่อาจจะไหลบ่าเข้ามาสร้างปัญหาให้กับเสถียรภาพเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ก็เป็นได้

ซึ่งเมื่อถึงเวลานั้น คงไม่มีใครรับประกันได้ว่าการไหลบ่าของเงินทุนจะไม่สร้างผลกระทบที่น่ากลัวเหมือนที่ผ่านมา

เนื่องเพราะในขณะนี้ตลาดการเงินทั่วโลกใจจดใจจ่ออยู่กับปัญหาหนี้สาธารณะของสหรัฐ หลังการเจรจาต่อรองเรื่องการเพิ่มเพดานหนี้สาธารณะ และปรับลดการขาดดุลงบประมาณอาจไม่ทันเส้นตายในวันที่ 2 ส.ค.นี้

ยิ่งสถานการณ์นี้ยืดเยื้อ ยิ่งเพิ่มความเสี่ยงที่สหรัฐจะผิดนัดชำระหนี้และถูกปรับลดอันดับเครดิต ซึ่งถือว่าอันตรายต่อระบบเศรษฐกิจของทั่วโลก และจะเกิดความโกลาหลยกใหญ่ในเรื่องการขายทิ้งทรัพย์สินที่มีความเสี่ยงไปลงทุนในประเทศที่สร้างรายได้และมีความเสี่ยงน้อยกว่า

แม้ว่านักเศรษฐศาสตร์และตลาดการเงินโลกยังเชื่อมั่นว่าสหรัฐอเมริกาจะไม่ผิดนัดชำระหนี้ เนื่องจากประเมินว่าพรรคเดโมแครตและรีพับลิกันจะสามารถประนีประนอมกันได้ในที่สุด

อย่างไรก็ดี การเพิ่มเพดานหนี้เพื่อหลีกเลี่ยงการผิดนัดชำระหนี้ แต่ไม่มีมาตรการที่น่าเชื่อถือในการปรับลดการขาดดุลการคลังของสหรัฐนั้น น่าจะทำให้มีโอกาสสูงที่สหรัฐจะถูกปรับลดอันดับเครดิต โดย S&P ประเมินเมื่อ 2 สัปดาห์ก่อนว่ามีโอกาสสูงถึง 50% ทีเดียว

หากสหรัฐถูกปรับลดอันดับเครดิตลงมา คงจะสร้างความปั่นป่วนต่อตลาดการเงินทั่วโลก

เพราะนั่นหมายถึงว่ารัฐบาลสหรัฐจะต้องแบกรับภาระดอกเบี้ยจ่ายเพิ่มขึ้นถึงราวปีละ 1 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งจะซ้ำเติมฐานะงบประมาณที่ขาดดุลหนักอยู่แล้ว และเพิ่มความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจสหรัฐที่ชะลอตัวลงอยู่แล้ว

หากเศรษฐกิจสหรัฐที่มีขนาดเกือบ 1 ใน 4 ของเศรษฐกิจโลก ต้องชะลอตัวลงด้วยเรื่องนี้ จะพลอยถ่วงการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก ธุรกิจที่พึ่งพิงกำลังซื้อจากตลาดโลกจะพลอยถูกกระทบไปด้วย

นอกจากนั้น การที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐที่จะขยับขึ้นราว 0.6-0.7% จะสร้างผลขาดทุนอย่างหนักให้แก่ผู้ลงทุน ซึ่งรวมถึงสถาบันการเงิน กองทุนต่างๆ และทุนสำรองเงินตราต่างประเทศของประเทศต่างๆ ที่ลงทุนในพันธบัตรสหรัฐในสัดส่วนที่สูงอย่างหนักหน่วง

แน่นอนว่าสถาบันการเงินที่ได้รับผลขาดทุนจากการบันทึกมูลค่าเงินลงทุนตามราคาตลาด (Mark-to-Market) จะเพิ่มแรงกดดันให้เกิดการเพิ่มทุน และลดการปล่อยกู้ หรือขายเงินลงทุนออกมาทั่วโลก

ถ้าเป็นแบบนี้ รับประกันได้ว่าพันธบัตรสหรัฐที่เคยได้รับการยอมรับว่าเป็นสินทรัพย์ที่ปลอดความเสี่ยง คงถูกทบทวนครั้งใหญ่ เป็นการทบทวนแบบใครทิ้งก่อนมีโอกาสก่อน รวมถึงเงินเหรียญสหรัฐด้วย เมื่อเงินเหรียญสหรัฐอ่อนค่า เงินสกุลของประเทศคู่ค้าซึ่งรวมถึงเงินบาทจะแข็งค่าพรวด‌พราดขึ้นไปด้วย ซึ่งจะสร้างแรงกดดัน‌ต่อการค้าระหว่างประเทศไม่น้อยสถานการณ์เช่นนี้ ผู้ประกอบ‌การที่เกี่ยวข้องกับอัตราแลก‌เปลี่ยน ผู้นำเข้า ผู้ส่งออก รวม‌
ถึงประชาชนผู้บริโภคที่กำลัง‌คิดจะสร้างหนี้สิน พึงระวังตัว‌ไว้ก่อนก็ดี ก่อนจะสร้างหนี้เพิ่ม เพราะนอกจากจะมีภาระ‌จ่ายดอกเบี้ยที่สูงขึ้นแล้ว อาจจะมีความเสี่ยงจากปัญหาเศรษฐกิจเป็นพิษก็ได้

 

 

ข่าวล่าสุด

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI