
อาเซียน บนเส้นทางสู่ สหภาพยุโรปฝันที่ไม่มีวันเป็นจริง
ในขณะที่สหภาพยุโรป (อียู) อันเป็นการรวมตัวของชาติยุโรป ที่ได้ชื่อว่าเป็น “โรล โมเดล”
ในขณะที่สหภาพยุโรป (อียู) อันเป็นการรวมตัวของชาติยุโรป ที่ได้ชื่อว่าเป็น “โรล โมเดล”
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ
ในขณะที่สหภาพยุโรป (อียู) อันเป็นการรวมตัวของชาติยุโรป ที่ได้ชื่อว่าเป็น “โรล โมเดล” หรือโมเดลต้นแบบของการรวมกลุ่มประชาคมทางเศรษฐกิจภายในภูมิภาคที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในโลกก็ว่าได้ กำลังระดมสรรพวิชาเพื่อสกัดวิกฤตหนี้ก้อนโตอย่างเต็มกำลัง
เพราะกลัวว่าสึนามิทางการเงินลูกนี้ ที่ก่อตัวในกรีซ ประเทศที่ได้ชื่อว่าเป็นจุดอ่อนที่สุดของชาติยูโรโซนจะถาโถมเข้าซัดประเทศอื่นๆ ให้ระบบการเงินพังราบเป็นหน้ากองไปด้วย
แต่ภาพฝันร้ายที่ใกล้เป็นจริงเหล่านี้ดูเหมือนว่าจะไม่ได้ทำให้กลุ่มสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ซึ่งมีไทยแลนด์เป็นหนึ่งในชาติผู้ก่อตั้ง ออกอาการสะทกสะท้าน
ทว่าในทางกลับกัน กลับยังหลับหูหลับตาเคาต์ดาวน์สู่การเป็นประชาคมเศรษฐกิจเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันภายในปี 2015 หรือ ASEAN Economic Community (AEC) ในปี 2015 อย่างไม่ลดละ
คำถามคือ อาเซียนจะไปถึงฝันหรือไม่ ?
คำตอบคือ ค่อนข้างยาก เพราะในสายตาของบรรดานักเศรษฐศาสตร์ต่างฟันธงว่า ด้วยความแตกต่างที่ค่อนข้างสุดขั้วระหว่างชาติสมาชิกทั้ง 10 ชาติ ทั้งในแง่การเมือง เศรษฐกิจ และวัฒนธรรม กอปรกับนโยบายของกลุ่ม อาทิ การห้ามแทรกแซงกิจการภายในระหว่างกัน ล้วนเป็นกำแพงที่กีดขวางเส้นทางสู่ความฝันของอาเซียนอยู่
กล่าวคือ ในขณะที่อียูเป็นการรวมกลุ่มของชาติสมาชิกในภูมิภาคเดียวกัน ที่มีภาษาและศาสนาคล้ายคลึงกัน แต่อาเซียนกลับเป็นการรวมตัวของชาติสมาชิก 10 ชาติที่มีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ไม่ว่าเป็นด้านเศรษฐกิจ สังคม หรือวัฒนธรรม
ในแง่เศรษฐกิจนั้น ปฏิเสธไม่ได้ว่า แม้อาเซียนซึ่งแม้จะได้อานิสงส์อย่างมหาศาลจากสองประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่อย่างจีนและอินเดีย จนดันให้มีตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ (จีดีพี) ของกลุ่มสูงถึง 1.5 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ยิ่งกว่านั้นยังมีประชากรรวมสูงถึง 600 ล้านคน เพียบพร้อมไปด้วยทรัพยากร และแรงงานราคาถูก แต่เม็ดเงินเหล่านี้ก็หาได้สะพัดอย่างทั่วถึง
ทั้งหมดนี้วัดได้จากตัวเลขจีดีพีรายประเทศที่ห่างกันราวฟ้ากับเหว ดั่งเช่นข้อมูลของธนาคารโลกที่ระบุว่าจีดีพีรายบุคคลของสิงคโปร์ในปี 2008 อยู่ที่ 37,597 เหรียญสหรัฐ ขณะที่จีดีพีต่อหัวของพม่าอยู่ที่ 466 เหรียญสหรัฐเท่านั้น
นอกจากนี้ หากประเมินในแง่ของลำดับความยากง่ายในการเข้าไปทำธุรกิจในประเทศนั้นแล้ว ช่องว่างระหว่างอาเซียนก็ยังห่างยังเห็นได้ชัด
ดังรายงานของธนาคารโลกที่จัดให้สิงคโปร์อยู่ในอันดับท็อปของประเทศต่อการเข้ามาทำธุรกิจมากที่สุด ไทยตามมาในอันดับที่ 19 มาเลเซียตามมาติดๆ ที่อันดับที่ 21 แต่เวียดนาม ซึ่งเป็นชาติสมาชิกเช่นกันกลับห่างลิบลับเพราะรั้งอยู่ในอันดับที่ 78 บรูไนอันดับที่ 112 อินโดนีเซียอันดับที่ 121 กัมพูชา 147 ฟิลิปปินส์ 148 ลาว 171 ขณะที่พม่าไม่ติดอันดับ
ส่วนในแง่วัฒนธรรม ต้องยอมรับว่าอาเซียนยังมีความหลากหลายและแตกต่างอยู่มากเช่นกัน ทั้งในเรื่องการนับถือศาสนา ที่บางประเทศเป็นคริสต์ พุทธ และอิสลาม ส่วนภาษาก็แตกต่างกันไปในแต่ละชาติพันธุ์ ซึ่งสำหรับประเด็นนี้ ลำพังความแตกต่างในประเทศซึ่งเป็นองค์กรขนาดเล็กกว่า ก็ยังเป็นปัญหาโลกแตก ยากจะหาความเป็นหนึ่งเดียว ดังนั้นเมื่อเกิดขึ้นในองค์กรขนาดใหญ่ยิ่งไม่ต้องพูดถึงความยุ่งยากที่จะตามมา
ประการสุดท้าย คือ ความต่างในเรื่องระบบการเมืองการปกครอง ตลอดจนความเป็นชาติประชาธิปไตยที่ยังล้มลุกคลุกคลานเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการเป็นตลาดร่วมของอาเซียน
ฮาล ฮิล ศาสตราจารย์ด้านเศรษฐกิจของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จากมหาวิทยาลัยแห่งชาติของออสเตรเลีย ระบุว่า สำหรับบรรดากองทุนทั่วโลกต่างเห็นพ้องว่าเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ไม่ต่างจากขนมหวานที่หอมหวานและน่าเข้ามาลงทุน แต่ด้วยระบอบการปกครองของบางประเทศที่ยังเป็นเผด็จการ หรือเป็นประชาธิปไตยไม่เต็มใบ ก็ยากที่จะนำไปสู่ “เจตนารมณ์ทางการเมือง” ที่นำไปสู่ตลาดร่วมที่แท้จริง
“ช่างเป็นวิสัยที่ยอดเยี่ยม แต่อาจไม่สามารถนำมาได้จริง หรือพูดอีกนัยหนึ่งคือ ความคิดดังกล่าว (การเป็นประชาคมอาเซียน) ยากเกินกว่าที่จะทำได้” ฮิล ให้สัมภาษณ์กับรอยเตอร์ส พร้อมเสริมว่า
“เศรษฐกิจของอาเซียนเริ่มเปิดกว้างขึ้นๆ และกำลังอยู่ในกระบวนการที่จะเปิดกว้างขึ้นเพื่อให้มีการรวมตัวขึ้นมากขึ้น แต่ในแง่การรวมตัวอย่างเป็นทางการ หรือที่เรียกว่า การเป็นตลาดร่วม ดังเช่นอียูนั้น อาเซียนไม่มีทางที่ประสบความสำเร็จเช่นนั้นได้”
นอกจากนี้ กฎเหล็กของอาเซียน ที่กำหนดไว้ว่า ห้ามสมาชิกก้าวก่ายกิจการภายในระหว่างกัน ก็เป็นอีกหนึ่งความต่างจากการรวมกลุ่มของอียู ซึ่งกลายเป็นโจทย์ใหญ่ของความล้มเหลวซ้ำแล้วซ้ำเล่าของอาเซียน
เพราะในขณะที่สมาชิกของอียูยินยอมพร้อมใจที่จะสละอำนาจอธิปไตยบางส่วนของประเทศด้วยการตั้งองค์กรกลางขึ้นมามีอำนาจในการกำหนดนโยบาย หรือชี้เป็นชี้ตายกิจการในกลุ่มสมาชิก แต่อาเซียนกลับเป็นเพียงแค่เสือกระดาษ ที่ได้แต่คำรามแต่ไม่มีพิษสง
กรณีที่สะท้อนถึงความไร้อำนาจของอาเซียนที่ชัดเจนที่สุด คือ ความล้มเหลวในการคลี่คลายปัญหาข้อพิพาททางพรมแดนระหว่างไทยกัมพูชา การผลักดันพม่าสู่ถนนประชาธิปไตย ตลอดจนข้อพิพาทระหว่างชาติอาเซียนบางกลุ่มกับพญามังกรในทะเลจีนใต้ ซึ่งแม้ในการประชุมอาเซียนครั้งล่าสุด ที่ประชุมจะได้กรอบแนวทางการปฏิบัติ แต่สุดท้ายแล้วในสายตาของนักวิเคราะห์กลับเห็นว่าร่างที่ออกมาเป็นเพียงข้อความบนแผ่นกระดาษที่หาได้มีอำนาจหรือความศักดิ์สิทธิ์ใดๆ
“สมาชิกใหม่ของอาเซียนอย่างกัมพูชา ลาว พม่า และเวียดนาม ย่อมต้องการคงหลักการห้ามแทรกแซงกิจการภายในระหว่างชาติสมาชิกไว้ และปฏิเสธที่จะพูดถึงการเป็นประชาธิปไตย และไม่ใส่ใจกับประเด็นเรื่องสิทธิมนุษยชน” ริซอล ซุคมา จากศูนย์ศึกษายุทธศาสตร์นานาชาติในกรุงจาการ์ตา ระบุพร้อมย้ำว่า ด้วยช่องว่างดังกล่าวนี้เองจึงไม่ใช่เรื่องง่ายที่อาเซียนจะก้าวสู่การเป็นประชาคมได้ในปี 2015
“ไม่ใช่เป็นเพียงความฝัน แต่ผมกล้าพูดว่าเป็นแค่ฝันเฟื่อง”
สอดคล้องกับความคิดเห็นรายงานของธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งเอเชีย (เอดีบี) ที่เห็นว่าอาเซียนอาจเป็นภูมิภาคที่มีการไหลเวียนอย่างเสรีของสินค้า การบริการ การลงทุน เงินทุน แต่จะไม่มีการเคลื่อนย้ายแรงงานอย่างเสรี และการพัฒนานโยบายและกฎหมายการแข่งขันของประเทศสมาชิกอาเซียน อีกทั้งยังจะไม่มีการกำหนดนโยบายการเงินหรือการคลัง
ผิดกับกลุ่มเขตการค้าเสรีอเมริกาเหนือ (นาฟตา) ซึ่งเป็นการรวมตัวของสหรัฐอเมริกา แคนาดา และเม็กซิโก ที่มีการเปิดกว้างในการไหลเวียนของสินค้าในภูมิภาค เช่นเดียวกับอียูที่สามารถทลายกำแพงระหว่างชาติสมาชิกได้ทุกด่าน ยกเว้นการกำหนดนโยบายการคลังร่วมกันเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางหนทางที่เต็มไปด้วยขวากหนาม และเสียงเตือนระงมให้เตรียมรับกับความผิดหวัง แต่ดูเหมือนว่าอาเซียนจะยังเอาหูไปนาเอาตาไปไร่ มุ่งมั่นที่จะขอวิ่งตามฝันให้ได้
หนึ่งในนั้นคือ สุรินทร์ พิศสุวรรณ เลขาธิการอาเซียน ที่ยังย้ำหนักแน่นว่า การก้าวสู่การเป็นประชาคมอาเซียนในปี 2015 เป็นเป้าหมายที่จะต้องก้าวไปให้ถึงให้ได้ แม้ว่าขณะนี้ภาพความล้มเหลว และปัญหาของการรวมกลุ่มเป็นประชาคมอย่างอียู ที่ได้ชื่อว่าประสบความสำเร็จอย่างงดงาม จะเริ่มส่อแววให้เห็นแล้วก็ตาม
“อียูเป็นเพียงแรงบันดาลใจให้กับอาเซียน แต่ไม่ได้เป็นโรล โมเดล ให้กับเรา” สุรินทร์ กล่าวพร้อมย้ำว่า “เราเฝ้ามองบทเรียนที่เกิดขึ้นกับอียูด้วยความระมัดระวังอย่างมาก แน่นอนว่าอะไรที่เป็นประโยชน์ เราต้องการที่จะเอาเป็นแบบอย่าง แต่อะไรที่ไม่เหมาะสมกับเรา เราก็จะเพียงเฝ้ามองอย่างระมัดระวัง”
แม้จะมีความตั้งใจและมุ่งมั่น แต่เสียงเตือนที่ดังระงมก็อาจมองข้าม เพราะอย่าลืมว่าแม้แต่ชาติยุโรปที่ได้รับการยกย่องว่าตัวอย่างการรวมกลุ่มประเทศที่ยอดเยี่ยมยังกระอักเลือดกับพิษเศรษฐกิจจนแทบเอาตัวไม่รอด
ประสาอะไรกับอาเซียน ซึ่งไม่เพียงแต่จะไร้เอกภาพในกลุ่ม แค่ความหวังจะวัดรอยเท้าอียู นั่งแท่นเป็นประชาคมที่แข็งแกร่งยังร่อแร่และจะหวังอะไรกับการก้าวสู่การเป็นประชาคมที่แข็งแกร่งในด้านเศรษฐกิจ มีสกุลเงินร่วมกัน มีตลาดร่วม มีทุนและแรงงานเคลื่อนย้ายอย่างเสรี







