
ขึ้นดอกเบี้ยออมทรัพย์ความจริงที่เลี่ยงไม่ได้
ปรากฏการณ์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)
ปรากฏการณ์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)
โดย...ทีมข่าวการเงิน
ปรากฏการณ์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ออกมากระทุ้งธนาคารพาณิชย์ว่าขึ้นดอกเบี้ยเงินฝากน้อยกว่าดอกเบี้ยเงินกู้ ไม่ได้เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นบ่อย แม้ธนาคารพาณิชย์จะทำเช่นนี้มาหลายปีดีดักแล้วก็ตาม
การที่ ธปท.ออกมาส่งสัญญาณนี้ ก็น่าจะแทรกแซงโดยอ้อมให้ธนาคารขึ้นดอกเบี้ยเงินฝากอีก เพราะที่ขึ้นตามดอกเบี้ยนโยบายไปนั้นยังไม่เพียงพอ
ผลประกอบการของธนาคารพาณิชย์ในครึ่งปีแรกก็ฟ้องออกมาแล้วว่า ธนาคารกินส่วนต่างดอกเบี้ยรับจ่ายบานเบิกแค่ 10 ธนาคารที่แจ้งผลประกอบการต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ก็มีกำไรสุทธิรวมกัน 7.5 หมื่นล้านบาท ขยายตัวโดยเฉลี่ย 38% บางธนาคารกำไรขยายตัวมากกว่า 50%
ธปท.รู้หรือไม่ว่าธนาคารพาณิชย์นอนกินส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยในระดับสูงมานานต่อเนื่องหลายปีแล้ว ตอบก็คือรู้ แต่ ธปท.ตั้งใจที่จะไม่ตำหนิและต่อว่าธนาคาร เนื่องจากเห็นว่ามีอีกมากมายหลายเรื่องที่ฝ่ายกำกับและตรวจสอบสถาบันการเงินต้องจัดระบบระเบียบให้ธนาคารพาณิชย์แข็งแรงขึ้น
การเอาหูไปนาเอาตาไปไร่ของ ธปท.นั้น เป็นผลกระทบต่อเนื่องมาตั้งแต่วิกฤตต้มยำกุ้งในปี 2540 สถาบันการเงินของไทยอุดมไปด้วยหนี้เสียและเพิ่มทุนไม่ได้
มหกรรมการปิดสถาบันการเงินจึงเกิดขึ้น และสุดท้ายเมื่อต้องเพิ่มทุนใหม่เข้าไป ทำให้หุ้นของธนาคารพาณิชย์ไทยตกอยู่ในมือต่างชาติเกือบหมด เป็นการปิดฉากเจ้าสัวหลายตระกูลที่เป็นเจ้าของธนาคารไปเลย
หลังจากนั้น ธปท.ก็ปรับระบบการดูแลธนาคารพาณิชย์ใหม่ทั้งหมด ทั้งการสั่งสำรองหนี้เพิ่ม การจัดชั้นหนี้สงสัยจะสูญใหม่หมด
ธปท.เอาเกณฑ์บาเซิล ซึ่งก็คือกฎเกณฑ์ที่ธนาคารกลางทั่วโลกมีความเห็นร่วมกันที่จะกำหนดอัตราส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงของธนาคารพาณิชย์ ซึ่งมีการนำมาใช้แล้ว 2 ฉบับ คือ บาเซิล 1 และ 2 เพื่อนำมาปรับปรุงมาตรฐานสถาบันการเงินของไทย
เกณฑ์เหล่านี้สร้างต้นทุนมหาศาลให้กับธนาคารพาณิชย์ และก็มีระยะเวลาให้ธนาคารปรับตัว ซึ่ง ธปท.รู้ดีว่าหากเข้มงวดมากเกินไป ธนาคารพาณิชย์จะต้องเพิ่มทุนมหาศาล และการจะเพิ่มทุนในภาวะที่เศรษฐกิจมีความผันผวนเป็นเรื่องยาก
สิ่งที่ ธปท.ทำก็คือ ปล่อยให้ธนาคารพาณิชย์สวาปามส่วนต่างดอกเบี้ยไปก่อน เพื่อไปสร้างเป็นกำไรสะสม นำเงินไปใส่ในเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงให้สูงเกินเกณฑ์กว่าที่ ธปท.ตั้งไว้ 8.5% นอกจากนี้ก็นำไปตั้งสำรองหนี้จนธนาคารบางแห่งสำรองหนี้สูงเกินกว่า 120% ทั้งที่ ธปท.ให้สำรอง 100%
นอกจากนี้ ในปี 2556 คือในอีก 2 ปีข้าวหน้า ธปท.จะเริ่มนำเอา การบังคับใช้บาเซิล 3 มาใช้ ซึ่งมีสาระสำคัญคือ จะห้ามไม่ให้นับเงินที่ได้จากการออกหุ้นกู้ด้อยสิทธิเป็นเงินกองทุนขั้นที่ 2 และเรื่องสภาพคล่องของธนาคารพาณิชย์ ที่จะต้องมีตราสารที่สามารถเปลี่ยนเป็นเงินได้หากเกิดเงินไหลออกจากธนาคารอย่างรวดเร็ว
ทั้งสองเรื่องนี้เป็นการเพิ่มต้นทุนให้กับธนาคารอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยประเด็นแรก หากไม่ให้นับหุ้นกู้ด้อยสิทธิเป็นกองทุน หากธนาคารมีทุนไม่เพียงพอขยายธุรกิจก็ต้องเพิ่มทุน ซึ่งไม่มีธนาคารใดอยากทำเนื่องจากจะมีผลกระทบต่อราคาหุ้นในตลาดหลักทรัพย์
ดังนั้น การสะสมเงินกองทุนขั้นที่ 1 ให้อยู่ในอัตราที่สูงไว้จึงเป็นเรื่องที่สำคัญสำหรับธนาคารพาณิชย์
นั่นคือการใช้วิธีการดูแลสถาบันการเงินอย่างละมุนละม่อม ไม่ให้ความเชื่อมั่นในระบบธนาคารพาณิชย์สั่นคลอน และเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะรัฐบาลได้นำเอาสถาบันคุ้มครองเงินฝากมาใช้แล้ว และในปีหน้าการคุ้มครองเงินฝากจะทยอยลดลงมาเหลือบัญชีละ 50 ล้านบาท นี่จะทำให้โครงสร้างเงินฝากเปลี่ยนแปลงไปหมด และธนาคารไหนยิ่งมั่นคงก็จะยิ่งได้รับความเชื่อถือจากประชาชน
อย่างไรก็ดี ความจำเป็นที่จะต้องดูแลให้สถาบันการเงินในประเทศมีความเข้มแข็งเป็นเรื่องที่ ธปท.ต้องทำต่อเนื่อง เพราะหากเกิดอะไรกับธนาคารพาณิชย์สุดท้ายก็ต้องกลายเป็นหนี้สาธารณะที่ประชาชนทุกคนต้องเข้าไปแบกอยู่ดี
แต่การที่ ธปท.ออกมาปรามธนาคารพาณิชย์ ในเรื่องการขึ้นดอกเบี้ยเงินกู้สูงกว่าดอกเบี้ยเงินฝาก นั่นเป็นการบอกว่าธนาคารพาณิชย์ปัจจุบันมีความเข้มแข็งระดับหนึ่ง และสะสมกำไร สะสมเงินกองทุน และสะสมการสำรองหนี้เสียไว้เพียงพอรองรับความเสี่ยงในอนาคตแล้ว
ฉะนั้น ก็ควรจะเจียดกำไรมากมายมหาศาลที่เก็บไว้ออกมาให้ประชาชนบ้าง เมื่อธนาคารอ่อนแอก็ช่วยกัน เมื่อเข้าสู่ภาวะปกติก็ควรจะคายกำไรออกมาคืนให้สังคมบ้าง
ธปท.ระบุว่า ธนาคารพาณิชย์ขึ้นดอกเบี้ยเงินกู้ไปถึง 0.8% แล้ว แต่ขึ้นดอกเบี้ยเงินฝากเล็กน้อย ทั้งที่เงินกู้นั้นเมื่อขึ้นดอกเบี้ยมีผลทันที แต่เงินฝากเมื่อขึ้นไปแล้วก็ยังไม่มีผลต้องรอเงินให้ฝากประจำเก่าครบกำหนดก่อน
ฟันธงได้เลยว่าอีกไม่นานจะเริ่มเห็นธนาคารพาณิชย์ขึ้นดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์ หลังจากที่ไปแข่งกันขึ้นดอกเบี้ยเงินฝากพิเศษ ที่รับฝากวงเงินสูง ทำให้ชาวบ้านรากหญ้าแทบจะไม่ได้อะไรเลย
หากธนาคารพาณิชย์ไม่ขึ้นดอกเบี้ยเงินฝากให้มีส่วนต่างระหว่างเงินกู้กับเงินฝากให้น้อยลง เชื่อว่าจะโดน ธปท.แอบต่อว่าไปอีกจนกว่าจะสำนึก
เพราะเมื่อครั้งที่แบงก์ลำบาก ธปท.ก็ยอมเอาหูไปนาเอาตาไปไร่ช่วยให้แบงก์มีกำไรจนทำให้ธนาคารเติบโตจนบัดนี้
แต่เมื่อเริ่มมีปีกกล้าขาแข็ง ก็ควรจะคืนกำไรให้สังคมเช่นกัน







