
อลหม่าน 300 วันสนามหลวง
300 วันกับการสังคายนาสนามหลวง กทม.ต้องฝ่าอุปสรรคอีกมาก
300 วันกับการสังคายนาสนามหลวง กทม.ต้องฝ่าอุปสรรคอีกมาก
โดย – ทีมข่าว กทม.
300 วันแห่งอภิมหาโครงการ “สังคายนาสนามหลวง 2010” ภายใต้งบประมาณไทยเข้มแข็ง 180 ล้านบาท ผ่านไปเพียงแค่สัปดาห์แรกก็ต้องฟันฝ่าอุปสรรคนับไม่ถ้วน ทำให้มีแนวโน้มว่างานนี้ กทม.อาจต้องหืดขึ้นคอ
เริ่มตั้งแต่การกวาดล้างนกพิราบ เรื่อยมาจนถึงความพยายามในการอพยพผู้คนที่ใช้ชีวิตอยู่กลางท้องทุ่งสนามหลวงไปอยู่ในที่ที่ กทม.จัดให้ ทั้งบรรดากลุ่มผู้ค้าหาบเร่แผงลอย โสเภณีเด็ก ผีขนุน ผู้ชายขายน้ำ ขอทาน คนเร่ร่อนจรจัด ฯลฯ ล้วนเป็นกลุ่มเป้าหมายที่ กทม.จะต้องเข้าไปข้องเกี่ยวด้วยทั้งสิ้น ซึ่งก็หนีไม่พ้นเสียงวิพากษ์วิจารณ์คัดค้านจากหลายฝ่ายที่มีส่วนได้ส่วนเสีย
สำหรับปัญหาเรื่องนกพิราบขณะนี้เริ่มคลี่คลายไปได้เปราะหนึ่ง หลังจาก กทม.ยอมถอยหลัง 1 ก้าว โดยยืนยันว่าจะไม่ย้ายนกไปอยู่ในพื้นที่ จ.ราชบุรี แต่จะกักกันไว้ตรวจโรคที่ซอยลาดพร้าว 101 ก่อนจะโยกไปที่ จ.ปราจีนบุรี ซึ่งมีพื้นที่รองรับกว่า 1 หมื่นไร่
ลำดับถัดมาเป็นคิวของการจัดระเบียบคนเร่ร่อน โดยเมื่อที่ 4 ก.พ. นายธีระชน มโนมัยพิบูลย์ รองผู้ว่าฯกทม. ได้นำคณะลงพื้นที่ซอยลาดพร้าว 101 เพื่อตรวจดูความเหมาะสมในการสร้างที่พักชั่วคราวเพื่อรองรับกลุ่มคนดังกล่าว ทว่าชาวบ้านที่อยู่ละแวกบ้านใกล้เรือนเคียงต่างออกอาการขวัญผวา เมื่อรู้ข่าวว่า กทม.จะย้ายคนเร่ร่อนมาไว้ที่บริเวณชุมชนสุขเจริญพัฒนา บนเนื้อที่ราว 5 ไร่ โดยชาวบ้านจับกลุ่มวิพากษ์วิจารณ์กันถึงความไม่มั่นใจในความปลอดภัยของชีวิตและทรัพย์สิน ทั้งปัญหาอาชญากรรม โจรกรรม ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นจริงชาวบ้านจะก่อม็อบประท้วงหน้าศาลาว่าการ กทม. ท้ายที่สุด กทม.จึงต้องยอมม้วนเสื่อกลับศาลาคนเศร้าอีกเช่นเคย...
รองผู้ว่าฯ ธีระชน เปิดใจยอมรับว่า การแก้ไขปัญหาคนเร่ร่อนยากกว่าการย้ายนกพิราบ เพราะเป็นเรื่องชีวิตความเป็นอยู่ของคน ซึ่งเดิมที กทม.ได้เตรียมพื้นที่รองรับถาวรในเขตสายไหมไว้ 2 แปลง ขนาด 3 ไร่ และ 5 ไร่ โดยวางแผนจะสร้างเป็นที่อยู่อาศัยที่มั่นคงถาวร แต่เมื่อมีเสียงทักท้วงว่าไกล กทม.ก็พร้อมจะรับฟัง และไม่อยากให้เกิดปัญหาบานปลาย
ล่าสุดนายธีระชนได้ร่อนจดหมายด่วนที่สุดถึง 4 หน่วยงานคือ การรถไฟแห่งประเทศไทย กรมธนารักษ์ สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ และการทางพิเศษแห่งประเทศไทย เพื่อขอความช่วยเหลือในการจัดหาสถานที่รองรับคนเร่ร่อน ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ใต้ทางด่วนเอกมัย-รามอินทรา รวมถึงที่ราชพัสดุที่มีอยู่เป็นจำนวนมาก ขณะเดียวกันยังรุดเข้าพบนายอิสสระ สมชัย รมว.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เพื่อหาแนวทางช่วยเหลือคนกลุ่มต่างๆ ที่ได้รับผลกระทบจากการปิดสนามหลวง
ผลการหารือกับ พม. เบื้องต้นจะทำการคัดแยกคนเร่ร่อนทั้งหมด 1,092 คน โดยแบ่งออกเป็นกลุ่มต่างๆ เช่น เด็กและเยาวชนจะต้องให้นักสังคมสงเคราะห์เข้ามาดูแลและให้โอกาสทางการศึกษา กลุ่มผู้สูงอายุและคนพิการจะต้องได้รับเบี้ยยังชีพ อีกกลุ่มหนึ่งคือ ผู้ติดยาเสพติด ติดสุราเรื้อรัง และผู้วิกลจริต ซึ่งถือเป็นผู้ป่วยที่ต้องได้รับการบำบัดรักษา รวมถึงจัดหางานให้ทำ
“ส่วนที่หนักใจคือกลุ่มโสเภณีชายและหญิงที่มีอยู่กว่า 100 ราย ซึ่งยังไม่มีแนวทางแก้ปัญหาชัดเจน อีกทั้งจากการค้นคว้าข้อมูลวิจัยก็ไม่มีงานวิจัยใดที่บ่งบอกว่ามีทางออก ส่วนใหญ่จะเป็นงานวิจัยที่ยอมรับสภาพปัญหามากกว่า จึงจะต้องพยายามหาวิธีการแก้ปัญหาในจุดนี้กันต่อไป” นายธีระชน กล่าว
รองผู้ว่าฯ ธีระชน กล่าวว่า สำหรับกลุ่มคนไร้บ้านที่มีอยู่กว่า 300 คน กทม.จะเร่งดำเนินการแก้ไข โดยขอความร่วมมือจาก “มูลนิธิพัฒนาที่อยู่อาศัย” ให้เป็นแม่งานหลัก เนื่องจากก่อนหน้านี้เคยประสบความสำเร็จอย่างมากในการย้ายคนเร่ร่อนจากสนามหลวงมาแล้วนับร้อยคนไปยังศูนย์คนเร่ร่อนตลิ่งชัน บางกอกน้อย และหมอชิต ซึ่งถือเป็นต้นแบบในการแก้ปัญหาคนไร้บ้านได้อย่างเป็นระบบ
พื้นที่ที่ กทม.เล็งไว้คือบริเวณริมทางรถไฟบางกอกน้อย ซึ่งหากได้รับอนุญาตจาก ร.ฟ.ท. ก็จะประสานไปยังสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) ในการก่อสร้างบ้านพักพิงคนไร้บ้าน คาดว่าจะรองรับได้ 150 คน โดย กทม.จะดำเนินการสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกและสาธารณูปโภคให้ ทั้งไฟฟ้า สุขา การจัดบริการตรวจเช็คสุขภาพ และอาจมีหน่วยทหารให้บริการตัดผม รวมถึงกระทรวงมหาดไทยจะจัดทำบัตรประจำตัวประชาชนให้
มีข้อสังเกตว่าการที่ กทม.หันมาจับงานใหญ่อย่างการปรับภูมิทัศน์สนามหลวงที่เกี่ยวข้องกับคนรากหญ้าหลายกลุ่มและอาจส่งผลกระทบต่อฐานเสียงไม่มากก็น้อย ซึ่งนายธีระชน กล่าวว่า ไม่รู้สึกกังวลต่อประเด็นนี้มากนัก เพราะ กทม.ทำด้วยความจริงใจ เพื่อคืนพื้นที่สนามหลวงให้คนส่วนรวมได้ใช้ประโยชน์ หากทำสำเร็จจะถือเป็นหนึ่งผลงานที่ฝากไว้กับชาว กทม.ได้อย่างเป็นรูปธรรม ที่สำคัญจะต้องเร่งรัดให้แล้วเสร็จก่อนงานฉลอง 5 ธันวา
“ที่จริงแล้ว กทม.ก็ไม่อยากเร่งรัดโครงการนี้ แต่ด้วยเงื่อนไขของการใช้งบประมาณไทยเข้มแข็งที่รัฐบาลกำหนดว่าต้องรีบก่อหนี้โดยเร็วเพื่อให้ทันต่อการเบิกจ่ายงบประมาณ ถ้าไม่ทำก็ถือว่าละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ฉะนั้นโครงการนี้จึงไปเร็วกว่าที่คิด ซึ่งผมอาจจะโดนก้อนอิฐบ้างก็ไม่เป็นไร แต่เชื่อว่าสังคมโดยรวมก็ต้องการเห็นสนามหลวงได้รับการฟื้นฟูสภาพให้ดีขึ้น” รองผู้ว่าฯ ธีระชน กล่าว
นายธีระชน ย้ำด้วยว่า ความสำเร็จจะเกิดขึ้นไม่ได้ หาก กทม.ลงมือทำเพียงลำพัง ต้องอาศัยความร่วมแรงร่วมใจหลายทุกฝ่าย ทั้งหน่วยราชการที่เกี่ยวข้องและองค์กรเอกชนต่างๆ เข้ามาสนับสนุน ฉะนั้น 300 วันในการปรับภูมิทัศน์สนามหลวงจึงไม่ไกลเกินฝัน







