ศึกชิงหัวหน้าประชาธิปัตย์ แพ้ชนะกันที่ทหารราบ

  • วันที่ 30 ก.ย. 2561 เวลา 10:21 น.

ศึกชิงหัวหน้าประชาธิปัตย์ แพ้ชนะกันที่ทหารราบ

"ถาวร เสนเนียม" อดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะคีย์แมนคนสำคัญที่สนับสนุน นพ.วรงค์ลงชิงตำแหน่งเป็นหัวหน้าพรรค มองว่า ศึกครั้งนี้แพ้ชนะอยู่ที่ทหารราบ แปลว่าคนระดับสมาชิกพรรคจะเป็นตัวกำหนด

*************************

โดย...ธนพล บางยี่ขัน

การเปิดตัวชิงตำแหน่งหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ของ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม อดีต สส.พิษณุโลก นำมาสู่คำถามมากมายทั้งในแง่ความเป็นไปได้กับการหาเสียงรวมคะแนนไปสู้กับ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่ครองตำแหน่งหัวหน้าพรรคมายาวนานร่วม 13 ปี

หลายเสียงสนับสนุนว่านี่อาจเป็น “จุดเปลี่ยน” ให้พรรคเก่าแก่สามารถปรับภาพลักษณ์ “อนุรักษนิยม” ครั้งสำคัญ หลายเสียงห่วงว่า นี่อาจเป็นแค่แผนเตรียมฮุบพรรคของฝั่งแกนนำปีก กปปส. ที่เห็นเงาของ สุเทพ เทือกสุบรรณ ชักใยอยู่เบื้องหลัง

ถาวร เสนเนียม อดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะคีย์แมนคนสำคัญที่สนับสนุน นพ.วรงค์ ลงชิงตำแหน่งเป็นหัวพรรค เปิด “วอร์รูม” ซึ่งไม่ไกลจากที่ทำการพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์พิเศษ ทุกแง่มุมกับ “ศึกใน” รอบใหม่ที่เจ้าตัวยืนยันว่าเป็น “การแข่งขันแบบพี่น้อง ซึ่งไม่ใช่มวยล้มต้มคนดู”

ที่ผ่านมา หัวหน้าพรรคมีความคิดเป็นประชาธิปไตยเปิดให้ทุกคนในพรรคเสนอตัวเพื่อแข่งขันเป็นหัวหน้า หรือที่เรียกว่าไพรมารีโหวตให้สมาชิกหยั่งเสียง ส่วนตัวได้คิดกับเพื่อนที่ออกมาทำกิจกรรมนอกพรรค ทุกคนบอกว่าเอาคนรุ่นใหม่ดีไหมคนที่น่าจะเข้าใจประชาชน ส่วนตัวจึงเสนอชื่อ หมอวรงค์

ถาวร กล่าวว่า บุคลิกภาพของวรงค์เป็นเทรนด์ที่คนไทยต้องการ หนึ่งห่วงหาอาทรเกษตรกร พี่น้องชาวนาซึ่งเป็นคนส่วนมากของประเทศนี้ เขาคิดว่าปล่อยให้ชาวนาถูกโกงอยู่ได้อย่างไร จึงเสนอนโยบายหลักประกันราคาข้าว และตรวจสอบการทุจริตโครงการรับจำนำข้าวจนอดีตนายกฯ หนีไปต่างประเทศ รัฐมนตรีติดคุก เถ้าแก่พร้อมบริวารติดคุก ใช้คำสั่งทางปกครองยึดเงินกลับคืนกระทรวงการคลังร่วมแสนล้านบาท

“​ผลงานเช่นนี้ ผมจึงบอกพี่ๆ เพื่อนๆ ว่าเทรนด์นี้ กล้าเปลี่ยน กล้าทำเพื่อประชาชน ​จึงโทรหาหมอวรงค์ เขาก็บอกเรื่องใหญ่ขอเวลาคิดสักประมาณเดือนหนึ่งโทรไป เขาก็บอกว่าพี่น้องภาคเหนือคิดแบบนี้เหมือนกัน อยากให้เขาเสนอตัวเพื่อเป็นหัวหน้าพรรค ซึ่งต่อมามีกลุ่มที่สนับสนุนทั้งภาคกลาง ภาคใต้ กทม. อีสาน”

ถาวร ย้ำว่า จุดขายที่จะนำมาหาเสียงเรื่องความกล้าเปลี่ยนนั้นเป็นการกล้าเปลี่ยนเพื่อประชาชน เพื่อประเทศ ไม่ใช่แค่การกล้าเปลี่ยนเพื่อพรรค ​กล้าเปลี่ยนโครงการรับจำนำมาเป็นประกันราคาข้าว ​กล้าเปลี่ยนความคิดของคนโกง ให้เห็นว่าการทุจริตเป็นเรื่องบั่นทอนชาติ บั่นทอนประเทศ​

ทั้งนี้ หลังการตัดสินใจได้เข้าพูดคุยกับทั้ง ชวน หลีกภัย บัญญัติ บรรทัดฐาน และผู้ใหญ่ในพรรคอีกหลายคน ท่านชวนบอกว่าเป็นประชาธิปไตยดี และบอกว่า “ประชาธิปัตย์เป็นหัวหน้าพรรคง่าย แต่ก็เป็นหัวหน้าพรรคยาก” ง่ายคือหมายความว่าคนเป็นลูกแม่ค้าอย่างท่านก็เป็นหัวหน้าพรรคได้ แต่ยากคือไม่มีใครเป็นเจ้าของพรรค ทุกคนมีสิทธิเท่ากันที่จะเสนอแนะเข้ามามีส่วนร่วม ต้องรับฟังคนทุกคน

“เราสัญญาว่าพรรคไม่แตกแน่ พวกเราไม่ออกไปไหนแน่นอน ทุกคนถามว่าพรรคจะแตกไหม เกือบทุกคนเป็นห่วงเพราะเรามีประวัติศาสตร์ ตอน 10 มกราฯ ตอนคุยกับหัวหน้าอภิสิทธิ์ ยืนยันกับท่านว่า หนึ่ง หาเสียงจะไม่มีเนกาทีฟแคมเปญ ​สอง แพ้ชนะทุกคนยังอยู่ในพรรคและทำงานร่วมกับทุกคนได้”

ถาวร เลี่ยงที่จะเปรียบเทียบคะแนนระหว่าง อภิสิทธิ์ และวรงค์ ​บอกแต่เพียงว่าอยากให้มองแบบ “เอาต์ไซด์อิน” เพราะคนในพรรคจะกล้าหรือไม่กล้าเปลี่ยนนั้นไม่กล้าถาม แต่หากให้คนนอกที่เคยเลือกประชาธิปัตย์ 11 ล้านเสียงมองเข้ามาข้างใน แล้วเราบอกเขาว่าเรากล้าเปลี่ยนเพื่อประชาชน ประชาชนได้ประโยชน์​ หากเขาเห็นด้วยเขาเหล่านั้นก็จะส่งเสียงเข้ามาในพรรคเอง

อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนหัวหน้าพรรคในช่วงนี้จะไม่มีผลกระทบกับการเลือกตั้งที่ใกล้เข้ามา เพราะไม่ว่าจะเป็น อภิสิทธิ์ หรือวรงค์ ขึ้นมาเป็นหัวหน้าพรรค ก็จะรับไม้ต่อในสิ่งที่พรรค กรรมการบริหารพรรค หรือคนของพรรคทำไว้ ทุกคนมีสิทธิรับไม้นั้นวิ่งต่อไปด้วยความกล้า ความตั้งใจ ทุกคนยังคงรักพรรค เป็นเอกภาพ ทำงานให้พรรคต่อไป

ส่วนที่มีเสียงสะท้อนว่านี่เป็นเพียงแค่แผนให้เกิดความปั่นป่วน สร้างแรงกดดันในพรรคเท่านั้น ถาวร อธิบายว่า การวิจารณ์ของคนที่ผิดเพี้ยนส่วนหนึ่งเพราะไม่ได้รับทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับหมอวรงค์ทั้งหมด ทั้งพฤติกรรม ความตั้งใจ จนมีอวิชชาและวิจารณ์ไปในทำนองที่ผิด ซึ่งต้องให้กาลเวลาได้พิสูจน์ ซึ่งเขาจะได้รู้เอง เราไม่โกรธ ไม่ตอบโต้

บางเสียงสะท้อนมองว่านี่เป็นยุทธศาสตร์ฮุบประชาธิปัตย์ของฝั่ง กปปส. ​ถาวร ตอบทันทีว่า ไม่ใช่ ​หลายคนที่สนับสนุนหมอวรงค์ก็ไม่ใช่ กปปส. และ กปปส.​สลายไปหมดแล้วไปตั้งมูลนิธิ ตั้งโรงเรียนอาชีวศึกษา สุเทพ เทือกสุบรรณ ก็ไปร่วมตั้งพรรครวมพลังประชาชาติไทย (รปช.)

“ถ้ามองว่าท่านสุเทพครอบงำประชาธิปัตย์ ยึดพรรค ก็คงไม่เป็นธรรมกับท่าน เพราะท่านกำลังตั้งพรรค แล้วสมาชิกพรรคท่านจะเข้าใจผิด”

ถามว่าหาก หมอวรงค์เป็นหัวหน้าพรรค ประชาธิปัตย์จะเปลี่ยนไปอย่างไรบ้าง ถาวร ชี้แจงว่า หนึ่ง ประชาชนทุกหมู่เหล่าต้องอยู่ดีกินดี สอง ต้องลดความเหลื่อมล้ำให้ได้ สาม ต้องปราบปรามการทุจริตให้สิ้นซาก ​สี่ ​การศึกษาเป็นเรื่องใหญ่ต้องจัดการศึกษาให้ตรงความต้องการของตลาดภายในประเทศและโลก ไม่ใช่แค่เน้นแต่ปริญญาแต่จบออกไปไม่มีงานทำ ​และเด็กจะต้องมีวิสัยทัศน์ รู้จักเสียสละ

​เมื่อเราบอกว่ากล้าเปลี่ยนเพื่อประชาชน สิ่งเหล่านี้จะลบคำว่าเจ้าขุนมูลนาย ลบคำว่าอนุรักษนิยม ​ชนชั้นกรรมาชีพก็จะเข้าถึงเราได้ พ่อค้าวาณิช คนข้างถนน ก็เข้าถึงเราได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง 7 ปีมานี้ คนรุ่นใหม่ที่ไม่ได้ใช้สิทธิเลือกตั้งเราจะเชิญชวนเขาเข้ามา เช่นเดียวกับคนสูงอายุด้วยเราจะเชิญเข้ามา

...คนสูงอายุก่อนหน้านี้ หลายคนกลัวว่าหากเข้ามาพรรคแล้วต้องมาต่อคิว ต้องมาต่อถาวร แต่ต่อไปนี้จะวัดกันที่ความรู้ความสามารถ ใครมีศักยภาพก็จะได้ขึ้นมา มีหลักการชี้วัดประเมินผล เอาความพึงพอใจประชาชนเป็นที่ตั้ง”

ถาวร กล่าวอีกว่า รวมไปถึงการส่งผู้สมัครของพรรค เช่น ​ถาวรเดิมลงสงขลา เขต 6 มาตลอด ก็ต้องใช้วิธีทางวิทยาศาสตร์ ทำโพลดูว่าคนใหม่ที่จะมาลง สส. กับถาวร ประชาชนชอบใครมากกว่า หรือจะมาบอกว่าเป็นลูกถาวร แล้วได้ลง สส.ก็ดี หรือเป็นน้องถาวรได้ลง สส.ก็ดี หรือถาวรเป็น สส.อยู่แล้วก็ดีจะได้ลง สส.อีก สิ่งเหล่านี้จะไม่มีให้วิพากษ์วิจารณ์อีกแน่นอน นี่เป็นการกล้าเปลี่ยนเพื่อประชาชน

ในแง่การหาเสียงหลังจาก หมอวรงค์ พร้อมทีมงานซึ่งเปิดตัวที่พระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระนเรศวรมหาราช จ.พิษณุโลก แล้วจะเริ่มเดินสายพบปะสมาชิกพรรค และประชาชนในพื้นที่ต่างๆ ซึ่งจะเป็นการลงไปรับฟังความคิดความเห็นและนำมาเป็แนวนโยบายของพรรคต่อไป

ทั้งนี้ ในวันที่ 30 ก.ย.​-1 ต.ค. ​หมอวรงค์​และคณะจะเดินทางไป จ.สงขลา และนครศรีธรรมราช จะไปพบปะเกษตรกรสวนยาง คนขายของในตลาด ชาวนา ชาวประมง จากนั้นจะไปอีสาน และพื้นที่อื่นๆ ต่อไป

“เวลานี้เรามีแนวร่วมที่เป็นอดีต สส.ซึ่งกล้าประกาศตัวสนับสนุน 20 กว่าคน หลังจากที่แอบช่วยซึ่งก็ต้องขอบคุณ และมีรอตัดสินใจอีกเยอะ เพราะถือเป็นเรื่องใหญ่ของเขาคนที่จะกล้าเปลี่ยนเรื่องนี้มันเป็นเรื่องใหญ่มาก”

ถามว่าหากเทียบสัดส่วนแนวร่วม 20 คน จากอดีต สส.ทั้งหมด 130 คน อาจจะชนะได้ยาก ถาวร กล่าวสั้นๆ ว่า “ศึกครั้งนี้แพ้ชนะอยู่ที่ทหารราบ” แปลว่าคนระดับสมาชิกพรรคจะเป็นตัวกำหนด คือทหารราบทต้องบุกไปข้างหน้ายึดพื้นที่นี่คือตำราพิชัยสงคราม

ส่วนที่วิเคราะห์กันว่าการส่งหมอวรงค์มาแข่งขันชิงหัวหน้าพรรค เพราะอภิสิทธิ์ประกาศไม่สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกฯ ถาวร กล่าวว่า ทุกคนมีสิทธิในการมอง แต่อยู่ว่าเขารับข้อมูลเพียงไร​ แต่พรรคประชาธิปัตย์จะเข้าร่วมเป็นรัฐบาลกับใครต้องเข้าที่ประชุมใหญ่พรรค ​แต่ทั้งนี้ ผู้บริหารพรรคต้องมีธงอยู่ในใจว่าแต่ละครั้งในการจัดการเลือกตั้ง เราจะจับมือกับใครหรือให้ใครมาจับ

ถาวร อธิบายว่า การจะเลือกร่วมรัฐบาลกับใครนั้นต้องดูที่หนึ่งอุดมการณ์และนโยบายดูพฤติกรรมที่ผ่านมา และที่จะเดินไปข้างหน้า ส่วนตัวถูกกระทำโดยระบอบทักษิณดังนั้นจึงจะไม่จับกับพรรคเพื่อไทย ซึ่งรู้ว่าเถ้าแก่พรรคเพื่อไทยเป็นใคร ส่วนจะร่วมกับ คสช.หรือไม่นั้นก็ขึ้นอยู่กับที่ประชุมพรรค แต่ส่วนตัวไม่ปฏิเสธ

ข่าวอื่นๆ