posttoday
ปฏิรูปตำรวจเดินหน้า "หนีการเมืองไม่พ้นแต่คุมได้"

ปฏิรูปตำรวจเดินหน้า "หนีการเมืองไม่พ้นแต่คุมได้"

13 พฤษภาคม 2561

แม้หลายฝ่ายมองว่าการปฏิรูปตำรวจไม่ได้เดินหน้า แต่ในมุมมองของ “คำนูณ สิทธิสมาน” กลับคิดว่าไม่ได้เป็นเช่นนั้น

แม้หลายฝ่ายมองว่าการปฏิรูปตำรวจไม่ได้เดินหน้า แต่ในมุมมองของ “คำนูณ สิทธิสมาน” กลับคิดว่าไม่ได้เป็นเช่นนั้น

****************************

โดย...ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย

หากจะบอกว่าการปฏิรูปประเทศด้านไหนมีความเคลื่อนไหวอย่างมีนัยสำคัญมากที่สุดในเวลานี้ คงต้องยกให้กับ “การปฏิรูปตำรวจ”

นับตั้งแต่ประกาศใช้รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 มาเป็นเวลากว่า 1 ปี การปฏิรูปตำรวจเริ่มต้นอย่างแข็งขันด้วยการเข้ามาเป็นประธานคณะกรรมการของ “พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์” ซึ่งสามารถผลักดันข้อเสนอให้กับรัฐบาลพิจารณาอย่างเป็นทางการ จนกระทั่งล่าสุดรัฐบาลได้ตั้งคณะกรรมการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ตำรวจ และให้ “มีชัย ฤชุพันธุ์” ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ดำรงตำแหน่งประธานด้วยตัวเอง

แม้หลายฝ่ายจะมองว่าการปฏิรูปตำรวจไม่ได้เดินหน้าไปไหน เนื่องจากก่อนหน้านี้ทั้งสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) และสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) เคยเสนอผลการศึกษาไปยังรัฐบาลหลายครั้ง แต่ในมุมมองของ “คำนูณ สิทธิสมาน” กรรมการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ตำรวจ กลับคิดว่าไม่ได้เป็นเช่นนั้น เพราะคณะกรรมการชุดนี้มีหน้าที่แตกต่างจากการทำงานของส่วนอื่นที่ผ่านมา

“คณะกรรมการชุดนี้เป็นคณะกรรมการที่ตั้งขึ้นตาม พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน มีองค์ประกอบมาจากคณะกรรมการกฤษฎีกาคณะพิเศษครึ่งหนึ่ง คือ 8 คน และบุคคลภายนอกอีก 8 คน เป็นคณะพิเศษที่พิจารณากฎหมายที่สำคัญ”

“จะเห็นได้ว่าองค์ประกอบของคณะกรรมการชุดนี้น่าจะมีความสำคัญ เพราะว่ามีอาจารย์มีชัยลงมาเป็นประธานเอง มีรองนายกฯ วิษณุ มาเป็นกรรมการ ดังนั้น ทางรัฐบาลจะรับรู้โดยตลอด อะไรที่เป็นนโยบายของรัฐบาล อะไรทำได้ ทำไม่ได้ ก็สามารถประสานงานกันได้ คิดว่าจึงเป็นคณะกรรมการชุดที่มีประสิทธิภาพ”

คำนูณ ระบุว่า “ดังนั้น เมื่องานเสร็จจากคณะกรรมการชุดนี้แล้ว จะปรากฏออกมาเป็นร่างกฎหมายก็สามารถส่งไปยังรัฐบาลได้เลย ไม่ต้องกลับมายังกฤษฎีกาอีกแล้ว แต่ถ้าจะพูดถึงความเชี่ยวชาญ ก็อย่างที่สังคมรับรู้กัน คือ ถือว่าเป็นสามกูรูทางกฎหมายของยุค ทั้ง อาจารย์มีชัย อาจารย์วิษณุ และอาจารย์บวรศักดิ์ ก็มารวมอยู่ในที่เดียวกัน และแต่ละท่านก็อยู่ในคณะรัฐมนตรี บางท่านเคยเป็นกรรมการข้าราชการตำรวจ หรือ ก.ตร. ในสัดส่วนของผู้ทรงคุณวุฒิมาก่อน เพราะฉะนั้น การรับรู้ในเรื่องระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน หรือประสบการณ์ที่เป็นรูปธรรมเกี่ยวกับตำรวจจึงมีค่อนข้างมาก”

มีบางฝ่ายบอกว่าการปฏิรูปตำรวจเหมือนกับการวนกลับมาสู่จุดเดิม? คำนูณ ออกตัวว่า “ขออนุญาตไม่พูดถึงอดีตแล้วกัน แต่เอาเป็นว่าในปัจจุบันนี้ระยะเวลาตามโรดแมปที่เหลืออยู่ก็คงประมาณเกือบๆ 1 ปี หรือประมาณ 10 เดือน เอาเป็นว่าสิ่งที่ท่านนายกฯ แจ้งผ่านท่านวิษณุมา ท่านก็ยืนยันให้เร่งทำให้เต็มที่ เพราะท่านก็เห็นว่าประชาชนต้องการเห็นการปฏิรูปที่เป็นรูปธรรม”

“ในบรรดาประเด็นการปฏิรูปประเทศทั้งหลาย เรื่องการปฏิรูปตำรวจน่าจะเป็นความเรียกร้องต้องการสูงสุดของประชาชน เพราะฉะนั้น ท่านต้องการให้เสร็จโดยเร็ว อาจจะไม่ต้องเสร็จพร้อมกันไปทั้งหมดก็ได้ อะไรที่เร่งด่วนก็สามารถที่จะส่งให้ท่านก็ได้ และทราบมาว่าท่านเองก็ให้ความสำคัญและติดตามข่าวสารจากคณะกรรมการพอสมควร การทำงานของคณะกรรมการได้ประชุมไปแล้วหลายครั้ง และผ่านประเด็นใหญ่ๆ ไปได้พอสมควร เพราะฉะนั้นเชื่อว่าในเมื่อผู้นำประเทศ ท่านนายกฯ แสดงเจตนาอย่างแรงกล้าเช่นนี้ก็สมควรต้องเชื่อถือ”

สำหรับหลักการสำคัญของการปฏิรูปตำรวจครั้งนี้ คำนูณ เปิดเผยว่า “ต้องตอบโจทย์สองข้อ ซึ่งเป็นเรื่องที่พูดกันตั้งแต่วันแรก 1.ตอบโจทย์ความทุกข์ของประชาชน ซึ่งเกิดมาจากการปฏิบัติหน้าที่ของข้าราชการตำรวจที่อาจจะมีปัญหาและไม่ครบถ้วน ไม่เป็นไปตามความต้องการ และไม่ได้อำนวยความยุติธรรมให้ประชาชนได้เต็มที่ 2.ตอบโจทย์ทุกข์ของตำรวจ หมายถึง ข้าราชการตำรวจจะทำอย่างไรให้เขาสามารถทุ่มเทสมาธิไปที่การปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายและเติบโตตามหน้าที่ราชการไปตามความสามารถ

“พูดง่ายๆ คือ ไม่ต้องวิ่งเต้น ไม่ต้องกลัวว่าใครจะข้ามมากินตำแหน่ง ไม่ต้องกลัวว่าทำงานอยู่ดีๆ แล้วก็ถูกย้ายไปอีกที่หนึ่งโดยไม่ทราบสาเหตุ เรื่องนี้เป็นเรื่องที่สังคมรับรู้มาเป็นเวลานานแล้ว ตลอดเวลาที่มีการแต่งตั้งโยกย้ายก็จะมีข่าวออกมา”

คำนูณ อธิบายถึงการปฏิรูปตำรวจที่ต้องสอดคล้องกับหลักการข้างต้นว่า “ในชั้นต้นเราเริ่มต้นที่การพิจารณาโครงสร้างของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ตกลงที่จะแบ่งส่วนงานในสำนักงานตำรวจแห่งชาติออกเป็น 4 แท่ง หรือ 4 สายงาน แต่ละแท่งให้มีคุณลักษณะเฉพาะตำแหน่ง ใน 4 แท่งนี้แท่งที่สำคัญที่สุด คือ แท่งสอบสวนสืบสวน โดยจะกำหนดให้เจ้าพนักงานสอบสวนมีลักษณะเสมือนเป็นข้าราชการในกระบวนการยุติธรรมทางอาญา ซึ่งต้องมีอิสระในการสั่งคดี และสามารถเติบโตได้อย่างไม่สะดุดและตามความรู้ความสามารถ และขึ้นไปจนถึงชั้นสูงสุดที่ยศพลตำรวจเอกที่ตำแหน่ง รอง ผบ.ตร.

“กำหนดให้สถานี อำนาจในการสั่งคดีสูงสุดเป็นอำนาจของเจ้าพนักงานสอบสวนอาวุโสในสถานีนั้น ซึ่งอาจจะเป็นตำแหน่งพิเศษขึ้นมาเป็นผู้กำกับฝ่ายสอบสวน พูดง่ายๆ คือ ไม่ให้อำนาจในการสั่งคดีสูงสุด เป็นของผู้กำกับการสถานี เพราะผู้กำกับสถานีอาจจะไม่ได้เติบโตมาจากสายสอบสวนโดยตรง หรือการให้ผู้บังคับบัญชาโดยรวมทั้งหมดมีอำนาจสั่งคดีได้ด้วยก็อาจจะทำให้เกิดความไม่ยุติธรรมขึ้นได้”

“ดังนั้น เฉพาะในเรื่องการสั่งคดีก็เป็นเรื่องที่พนักงานสอบสวนก็สามารถมีอิสระในงานของตัวเอง ขณะเดียวกันก็จะมีการตรวจสอบถ่วงดุลภายในแท่งสอบสวนด้วย หรือให้พนักงานอัยการเข้ามาตรวจสอบ รวมทั้งอาจจะกำหนดให้มีผู้ช่วยเจ้าพนักงานสอบสวนที่มาจากหน่วยงานที่มีความเชี่ยวชาญทางด้านนั้นโดยตรง ไม่ว่าจะเป็นด้านภาษี เศรษฐกิจ หรือด้านอื่นๆ ที่ต้องการความรู้ความเชี่ยวชาญเฉพาะ”

คำนูณ ขยายความเพิ่มว่า “การแต่งตั้งโยกย้ายข้ามสายงานสามารถกระทำได้ แต่ต้องทำไปในระนาบเดียวกัน และเมื่อไปอยู่อีกแท่งและจะไปเติบโตต่อไปในแท่งนั้นแล้ว ก็ต้องมีคุณสมบัติที่ตรงกับแท่งนั้น และต้องไปเติบโตภายใต้กฎเกณฑ์ของแท่งนั้นอีก ไม่ใช่ว่าเป็นรองผู้บังคับการอยู่ในแท่งนี้ พอได้อาวุโสแล้ว ก็ย้ายไปเป็นผู้บังคับการในอีกแท่งหนึ่ง โดยข้ามหัวรองผู้บังคับการคนอื่น นอกจากนี้ การแต่งตั้งโยกย้ายจะกำหนดหลักเกณฑ์ไว้ พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติให้ละเอียดที่สุด ซึ่งที่ผ่านมารายละเอียดจะไปอยู่ในกฎหมายลำดับรอง ซึ่งมีการยกเว้นกันเยอะมาก ดังนั้นจะพยายามเขียนไว้ในกฎหมายหลักให้มากที่สุด”

สุดท้าย กับแนวทางการทำให้ตำรวจปลอดจากการแทรกแซงของนักการเมือง คำนูณ คิดว่า เป็นเรื่องปฏิเสธไม่ได้ว่าตำรวจคงไม่สามารถปลอดจากนักการเมืองไปได้ทั้งหมด แต่ต้องวางกติกาให้มีความชัดเจนเพื่อแก้ไขปัญหาในระยะยาว

“อย่างไรเสีย เราก็ต้องยอมรับว่าตำรวจไม่ใช่องค์กรอิสระ ไม่เหมือนกับศาล ไม่เหมือนกับองค์กรอิสระ ตำรวจยังไงก็ยังเป็นเครื่องมือของฝ่ายบริหาร ฝ่ายบริหารต้องรับผิดชอบต่อประชาชน ต้องรับผิดชอบต่อสภา ดังนั้น ฝ่ายบริหารไม่ว่าจะมาจากการเลือกตั้งหรือไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง จะกันไม่ให้เขาเข้ามายุ่งเกี่ยวกับการแต่งตั้งโยกย้ายเลยทั้งหมดคงจะเป็นไปไม่ได้”

“แต่เราเชื่อว่าการแต่งตั้งโยกย้ายไม่ว่าจะระดับสูงหรือระดับล่างลงมา ถ้ามีกฎเกณฑ์ที่ชัดเจนระบุไว้และทุกคนเห็น ระบุไว้ละเอียดกว่าที่เป็นอยู่ แล้วมีระบบคะแนนของตำรวจแต่ละคนประกอบในการพิจารณาแต่งตั้งโยกย้าย ก็จะทำให้การแทรกแซงก็ดี การวิ่งเต้นก็ดี มันคงยังต้องมีอยู่ ไม่สามารถตัดออกไปได้ทั้งหมด แต่ว่ามันจะจำกัดลงมาก”

“เช่น ถ้าเราเขียนกฎหมายไว้ว่าการย้ายข้ามแท่งทำได้ แต่ต้องเป็นไปตามกฎเกณฑ์ของแท่งนั้น ถ้าทำได้อย่างนี้ ผมก็เชื่อว่ามันจะทำให้การแต่งตั้งที่ไม่เป็นไปตามกฎเกณฑ์มันลดลง รวมทั้งการวางระบบคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรมขึ้นมา ผมเชื่อว่ามันจะเป็นตัวประกอบกันที่จะช่วยให้การแต่งตั้งโยกย้ายดีขึ้น”

คำนูณ สรุปว่า “จะไม่ให้นักการเมืองเขามีส่วน ผมเชื่อว่ามันเป็นไปไม่ได้ เพราะว่านักการเมืองเขาได้รับเลือกตั้งจากประชาชนเข้ามาดำรงตำแหน่ง เขาก็ต้องรับผิดชอบในนโยบายที่เขาแถลงต่อสภา แล้วถ้าเขาไม่มีส่วนที่จะเข้ามาเกี่ยวข้องกับการแต่งตั้งโยกย้ายเลย ก็เป็นไปไม่ได้”

“ตำแหน่งสำคัญในราชการส่วนอื่นๆ ก็ไม่มีตำแหน่งไหน ไม่มีตำแหน่งปลัดกระทรวงที่รัฐมนตรีไม่มีส่วนเสนอ มันเป็นไปไม่ได้ ยกเว้นกรณีของศาล อัยการ องค์กรอิสระ ที่ระบบของเขาเอง แต่ไม่ใช่กับตำรวจ เพราะตำรวจยังเป็นกลไกของฝ่ายบริหาร เพียงแต่ว่าถ้าเราทำให้กฎเกณฑ์มีความชัดเจน การพยายามที่จะออกนอกกฎเกณฑ์มันจะลดน้อยลง” คำนูณ ทิ้งท้าย

ข่าวล่าสุด

นักการเมืองรุ่นใหม่ เบียร์ วีระยุทธ วัย 28 นั่งผู้ช่วยเลขาฯ คมนาคม

นักการเมืองรุ่นใหม่ เบียร์ วีระยุทธ วัย 28 นั่งผู้ช่วยเลขาฯ คมนาคม