
"อนุวิน"ระส่ำ! 8 ลูกเทพเจอมรสุมฝีมือ-งบดิจิทัล เขย่ารัฐบาล
ครึ่งหลังปี 2569 การเมืองไทยจับตา “รัฐบาลอนุวิน” เมื่อ 8 รัฐมนตรีลูกเทพถูกตั้งคำถามเรื่องฝีมือ ความโปร่งใส และงบดิจิทัลที่โตแรง
KEY
POINTS
- กลุ่มรัฐมนตรีรุ่นใหม่ที่เรียกว่า “8 ลูกเทพ” ซึ่งเป็นทายาทตระกูลการเมือง กำลังเผชิญแรงกดดันและถูกตั้งคำถามเรื่องความสามารถในการบริหารกระทรวงสำคัญ
- โครงการด้านดิจิทัล โดยเฉพาะ Thailand AI Passport และงบประมาณปี 2570 ที่เพิ่มขึ้นสูง ถูกตั้งข้อสงสัยเรื่องความโปร่งใสและความคุ้มค่า
- ปัญหาที่เกิดขึ้นกับกลุ่มรัฐมนตรีดังกล่าวได้กลายเป็นปัจจัยสำคัญที่สั่นคลอนเสถียรภาพและความเชื่อมั่นของรัฐบาล “อนุวิน”
การเมืองไทยครึ่งหลังปี 2569 กำลังเดินเข้าสู่ช่วงทดสอบสำคัญของรัฐบาลที่ถูกเรียกในทางการเมืองว่า “รัฐบาลอนุวิน” ภาพสะท้อนของการรวมศูนย์อำนาจระหว่างนายอนุทิน ชาญวีรกูล กับนายเนวิน ชิดชอบ ท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่รัฐบาลถูกกดดันจากปัญหาเศรษฐกิจ วิกฤตความเชื่อมั่น และคำถามต่อความชัดเจนของกระบวนการยุติธรรม
ประเด็นที่กลายเป็นจุดร้อน คือการก้าวขึ้นมาของกลุ่มรัฐมนตรีรุ่นใหม่จากตระกูลการเมือง หรือที่ถูกขนานนามว่า “8 ลูกเทพ” ซึ่งกระจายตัวอยู่ในกระทรวงเกรด A ทั้งกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กระทรวงมหาดไทย และกระทรวงคมนาคม การจัดวางตำแหน่งเช่นนี้ถูกมองว่าไม่ใช่เพียงการผลัดใบทางการเมือง แต่เป็นการวางโครงสร้างอำนาจระยะยาวของกลุ่มบ้านใหญ่
ในเชิงภาพลักษณ์ รัฐมนตรีกลุ่มนี้ถูกจับตาทั้งเรื่องประสบการณ์ ความสามารถ และความโปร่งใส ฝ่ายค้านและสังคมตั้งคำถามว่า การเข้ามาบริหารกระทรวงสำคัญเป็นโอกาสพิสูจน์ฝีมือ หรือเป็นการต่อยอดอำนาจของเครือข่ายการเมืองเดิมในรูปแบบใหม่ โดยเฉพาะเมื่อหลายกระทรวงเกี่ยวข้องกับงบประมาณ โครงการขนาดใหญ่ และกลไกรัฐที่แตะถึงพื้นที่ฐานเสียงโดยตรง
จุดที่ทำให้แรงกดดันสูงขึ้น คือโครงการ Thailand AI Passport และงบประมาณด้านดิจิทัลที่ถูกตั้งข้อสงสัยว่า คำว่า “AI” อาจกลายเป็นรหัสใหม่ของการของบประมาณ โดยงบปี 2570 ถูกระบุว่าขยับขึ้นอย่างมีนัยสำคัญถึงระดับ 2,000 ล้านบาท ขณะที่โครงการเทคโนโลยีถูกวิจารณ์ว่าตรวจสอบต้นทุนจริงได้ยากกว่าโครงสร้างพื้นฐานทั่วไป จึงเปิดช่องให้เกิดข้อกังขาเรื่องผลประโยชน์และความคุ้มค่าของงบประมาณแผ่นดิน
เมื่อรัฐมนตรีสายสีน้ำเงินตกเป็น “ตำบลกระสุนตก” รัฐบาลจึงถูกมองว่าพยายามปรับเกมการเมืองจากตั้งรับเป็นรุก หนึ่งในประเด็นที่ถูกดันขึ้นมาคือการปราบปรามทุจริตสอบบรรจุข้าราชการท้องถิ่น มูลค่าความเสียหายกว่า 4,500 ล้านบาท แม้เป็นเรื่องที่ประชาชนต้องการคำตอบ แต่ก็ถูกตีความทางการเมืองว่าอาจเป็นยุทธวิธีเบี่ยงแรงปะทะจากคำถามเรื่องรัฐมนตรีลูกเทพและโครงการดิจิทัล
ขณะเดียวกัน ภายใต้ภาพความเป็นเอกภาพของ “รัฐบาลอนุวิน” ยังปรากฏรอยร้าวจากสมการ “2 น 1 พ” คืออนุทิน เนวิน และพิพัฒน์ รัชกิจประการ โดยเฉพาะปมกระทรวงคมนาคมและการแก้ไขสัญญารถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ซึ่งเชื่อมโยงกับกลุ่มทุนขนาดใหญ่ และสะท้อนปัญหาเชิงอำนาจว่า รัฐมนตรีบางคนอาจไม่ได้มีอิสระเต็มที่ในการสั่งการ
ครึ่งหลังปี 2569 จึงไม่ใช่เพียงบทพิสูจน์เสถียรภาพรัฐบาล แต่เป็นบทพิสูจน์ว่า “บารมีสายเลือด” จะสามารถเปลี่ยนเป็นผลงานที่จับต้องได้หรือไม่ หากรัฐมนตรีกลุ่มลูกเทพพิสูจน์ฝีมือไม่ได้ กระแสวิจารณ์เรื่องการสืบทอดอำนาจและผลประโยชน์ของบ้านใหญ่จะยิ่งดังขึ้น และอาจกลายเป็นชนวนเขย่าความชอบธรรมของรัฐบาลอนุวินในระยะต่อไป







