
ออมสิน เผยสินเชื่อ EV ฮอตจ่อทะลุ 5 พันล. ก.ค.นี้ เล็งชง สศค.โยกวงเงินแสนล.เติมเพิ่ม
ผอ.ออมสินเผยสินเชื่อ EV วงเงิน 5 พันล้านจ่อหมดสิ้น ก.ค. นี้ หลังยอดจองลิสซิ่งพุ่งเกินคาด เตรียมชงคลังโยกวงเงินแสนล้านมาเติม หวังช่วยประชาชนเข้าถึงรถไฟฟ้าลดค่าครองชีพ
KEY
POINTS
- สินเชื่อรถยนต์ EV ของธนาคารออมสินได้รับความนิยมสูงมาก คาดว่าวงเงิน 5,000 ล้านบาทจะหมดลงภายในเดือนกรกฎาคมนี้
- ออมสินเตรียมเสนอสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เพื่อขอโยกงบประมาณจากโครงการ Soft Loan แสนล้านบาท มาเพิ่มให้กับสินเชื่อ EV
- ความต้องการสินเชื่อที่สูงเกินวงเงินเป็นผลมาจากอัตราดอกเบี้ยต่ำแบบลดต้นลดดอก และความนิยมในรถ EV ที่ช่วยประหยัดค่าใช้จ่าย
นายทรงพล ชีวปัญญาโรจน์ ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เปิดเผยถึงความคืบหน้าการปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ หรือ Soft Loan วงเงิน 100,000 ล้านบาท โดยระบุว่าในส่วนของกลุ่มพลังงานยั่งยืน ทั้งสินเชื่อรถยนต์ไฟฟ้า (EV) และโซลาร์เซลล์ ที่ได้รับจัดสรรตามวัตถุประสงค์นี้ เป็นเงิน 5,000 ล้านบาทนั้น โดยเฉพาะสินเชื่อรถ EV ซึ่งปัจจุบันได้รับความสนใจจากสถาบันการเงินและบริษัทลิสซิ่ง (Non-Bank) อย่างมาก จนคาดว่า วงเงินก้อนแรกนี้จะหมดลงภายในวันที่ 31 กรกฎาคม 2569 นี้
นายทรงพล เล่าถึงสถานการณ์ความต้องการในตลาดว่า จากการสอบถามไป ความต้องการสำหรับคนที่ต้องการมีอยู่ประมาณ 20,000 กว่าล้าน ซึ่งเรามีกรอบวงเงินอยู่ประมาณ 5,000 บาท แปลว่าส่วนเกินอีกหมื่นกว่าล้านน่าจะสลับจากบางส่วนที่ยังไม่ได้ใช้ภายใต้แสนล้านมาได้ ต้องไปคุยกับ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สสค.) ก่อน เพราะถือว่าเข้าข่ายเรื่องการ Transformation พลังงาน
“กลุ่มรถ EV มีโอกาสสูงมากที่จะต้องขยายวงเงินเพิ่ม วงเงินแสนล้านบาทอาจจะไม่หมดในบางประเภท แต่ประเภทรถ EV น่าจะหมด และน่าจะต้องมีการย้ายบางส่วนมาให้ประเภทสินเชื่อนี้ เพราะเราตั้งไว้แค่ 5,000 ล้าน แต่ดีมานมันเยอะกว่านั้น หากวงเงินส่วนนี้หมด ธนาคารจะหารือกับ สศค. เพื่อพิจารณาโยกวงเงินที่เหลือจากโครงการ Soft Loan แสนล้านบาทมาเพิ่มเติมให้กลุ่ม EV เพราะเป็นสินเชื่อที่สอดคล้องกับนโยบายการเปลี่ยนผ่านพลังงานของประเทศ” นายทรงพล กล่าว
สำหรับการบริหารจัดการเงินกู้นั้น ออมสินใช้วิธีปล่อยกู้ผ่าน "คู่ค้า" ซึ่งเป็นธนาคารและลิสซิ่งรายใหญ่ที่อยู่ภายใต้การกำกับของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เพื่อให้กระจายไปถึงประชาชนได้กว้างขวางขึ้น โดยกำหนดเงื่อนไขสำคัญคือ บริษัทที่มาเบิกเงินกู้ต้องมีพอร์ตลูกค้าจริง และในช่วงแรกจะจำกัดวงเงินไม่เกินรายละ 500 ล้านบาท เพื่อกระจายโอกาสให้ผู้เข้าร่วมโครงการหลายราย และป้องกันไม่ให้ผู้ประกอบการรายใหญ่ใช้วงเงินไปจนหมด
จุดเด่นของสินเชื่อรถ EV ครั้งนี้อยู่ที่ “ดอกเบี้ย” ที่ออมสินกำหนดให้คิดแบบ ลดต้นลดดอก (Effective Rate) ซึ่งเป็นอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง โดยต้องไม่เกินเพดานที่ธนาคารกำหนด เช่น รถยนต์ไม่เกิน 5% ต่อปี และต่ำกว่าดอกเบี้ยสินเชื่อเช่าซื้อในตลาดทั่วไปอย่างชัดเจน
“รูปแบบนี้ทำให้ผู้กู้จ่ายดอกเบี้ยตามยอดหนี้คงเหลือจริง หากชำระเงินต้นเพิ่ม ดอกเบี้ยในงวดถัดไปก็จะลดลงทันที ส่งผลให้ภาระรวมถูกลงและเป็นธรรมกับผู้กู้มากกว่าแบบคิดอัตราคงที่ทั่วไปในตลาดลิสซิ่ง” นายทรงพล กล่าว
นายทรงพล ระบุด้วยว่า สาเหตุที่คนหันมามองรถ EV มากขึ้น นอกจากเรื่องรักษ์โลกแล้ว คือความคุ้มค่าที่เห็นได้ชัด โดย ผอ.ออมสินกางตัวเลขให้ดูว่า ค่าไฟรถ EV เฉลี่ยกิโลเมตรละไม่ถึง 1 บาท (กรณีชาร์จไฟบ้าน) ขณะที่น้ำมันตกกิโลเมตรละ 2-3 บาท แถมปัจจุบันราคารถถูกลงและมีสถานีชาร์จตามคอนโดเพิ่มขึ้นมาก จึงช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชนในระยะยาว และเป็นอีกปัจจัยที่ทำให้ความต้องการสินเชื่อในกลุ่มนี้เติบโตอย่างรวดเร็ว ซึ่งการสนับสนุนสินเชื่อนี้จึงเป็นทางเลือกที่ช่วยให้คนไทย "หายใจคล่องขึ้น" ในระยะยาว
สำหรับโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำเป็นกลไกสำคัญในการสนับสนุนการปรับตัวด้านพลังงาน ช่วยให้ประชาชนเข้าถึงแหล่งเงินทุนเพื่อลงทุนพลังงานสะอาดได้ง่ายขึ้น โดยประชาชนที่สนใจสามารถยื่นขอสินเชื่อได้ที่ธนาคารออมสินทุกสาขา โดยมีเงื่อนไขดังนี้
กรณีไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน
เหมาะสำหรับเจ้าของบ้านและผู้ประกอบการรายย่อย
- วงเงินกู้สูงสุดไม่เกิน 500,000 บาท
- วางเงินดาวน์ 20% ของมูลค่าติดตั้ง
- ดอกเบี้ย 2 ปีแรก เริ่มต้น 3.50% ต่อปี
กรณีมีหลักทรัพย์ค้ำประกัน
สำหรับผู้ต้องการวงเงินและเงื่อนไขดอกเบี้ยที่จูงใจมากขึ้น
- วงเงินกู้สูงสุดไม่เกิน 1,000,000 บาท
- ดาวน์ 20% ดอกเบี้ยเริ่ม 3.25% ต่อปี
- ดาวน์ 10% ดอกเบี้ยเริ่ม 3.50% ต่อปี
ทั้งนี้ ผู้กู้สามารถผ่อนชำระได้นานสูงสุด 7 ปี และสามารถรวมค่าใช้จ่ายในการติดตั้งไว้ในวงเงินกู้ได้ อีกทั้งยังสามารถใช้สิทธิลดหย่อนภาษีตามมาตรการของภาครัฐได้อีกด้วย
โครงการยังครอบคลุมยานยนต์ไฟฟ้าหลากหลายประเภท ทั้งรถยนต์ไฟฟ้า 100% (BEV) รถไฮบริด (HEV) รถปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) รถ Range Extended EV (REV) และรถเซลล์เชื้อเพลิง (FCEV) เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศอย่างครบวงจร







