"พรรคพลังพลเมือง" ขอเป็นหนูตัวเล็กช่วยราชสีห์
"เบื้องต้นมีอดีตรัฐมนตรี 16 ท่าน และอดีต สส.กว่า 30 คน สนใจที่จะมาร่วมทำพรรคพลังพลเมือง และมีติดต่อมาเรื่อยๆ บางส่วนรอความชัดเจนหลังจากตั้งพรรคแล้ว"
โดย...ธนพล บางยี่ขัน
ปี่กลองการเมืองเริ่มส่งเสียงปลุกให้คนการเมืองออกมาเตรียมพร้อมหวนคืนสนามหลังถูกแช่แข็งร่วม 4 ปี
ล่าสุด เอกพร รักความสุข อดีต รมช.แรงงานและสวัสดิการสังคม ที่เฟดตัวไปเป็นอาจารย์สอนหนังสือหลายมหาวิทยาลัย หลังถูกตัดสิทธิในฐานะสมาชิกบ้านเลขที่ 111 ประกาศหวนคืนสนามการเมืองอีกครั้งด้วยการเตรียมตั้งพรรค “พลังพลเมือง” ที่จะเป็นพรรคทางเลือก ด้วยระบบ วิธีคิด และเป้าหมายใหม่ ไม่พาประเทศไปสู่ทางตัน เหมือนที่ผ่านมา
เอกพร เปิดใจให้สัมภาษณ์โพสต์ทูเดย์ถึงจุดเริ่มต้นว่า เมื่อปลายรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร มีการเสนอกฎหมายนิรโทษกรรมสุดซอย ซึ่งเวลานั้นประเมินแล้วคงหนีไม่พ้นการยุบสภา จึงคิดจะตั้งพรรคโดยใช้ประสบการณ์จากที่เคยไปช่วยทำการเมืองจนนายก อบจ.สกลนคร ได้รับเลือกตั้งกลับมาเป็นสมัยที่สอง ทั้งที่ถูกกดดันจากทั้งพรรคไทยรักไทยและเสื้อแดงในพื้นที่
แต่เมื่อเกิดการรัฐประหารแนวคิดนี้จึงค้างคา ครึ่งๆ กลางๆ จนช่วงปลายปี 2560 ทุกอย่างเริ่มสุกงอม โดยเราเห็นว่าหากยังทำการเมืองแบบเดิมๆ ในที่สุดเราก็จะถูกแบ่งข้างให้ไปเล่นกีฬาสีอย่างเดิมอีก จึงต้องมาคิดว่าทำอย่างไรไม่ให้สถานการณ์การเมืองเดินไปสู่ทางตัน นี่คือความคิดแบบอุดมคติ จึงได้ปรึกษากับพี่ๆ น้องๆ คนที่รู้จัก ว่าอยากจะทำพรรคการเมืองแบบสวิตเซอร์แลนด์
“ทำไมคิดแบบนั้น เพราะสวิตเซอร์แลนด์ผ่านสงครามโลกมาสองครั้งปลอดภัยทุกครั้ง เพราะเข้าใจธรรมชาติ โดยภูมิศาสตร์วางตำแหน่งประเทศถูก ทำให้ประเทศมีระบบมั่นคง ประเทศมั่นคง การเมืองมั่นคง การเงินมั่นคง มีการดูแลผู้สูงอายุ ทุกคนมีงานทำ ไม่ใช่แค่รอรับเงินช่วยเหลืออย่างเดียว การทำพรรคการเมืองแบบสวิตเซอร์แลนด์คือทำพรรคให้มั่นคง ดูอย่างบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ที่วงเล็บมหาชน ไม่ใช่วงเล็บจำกัด คือประชาชนผู้ถือหุ้นจะได้รับทราบรายงานผลประกอบการ มีกติกาชัดเจน หากโกงเมื่อไหร่ ก.ล.ต.ก็เล่นงาน หรือมีปัญหาก็ไม่ให้เทรดในตลาด”
ทั้งหลายเหล่านี้คือ “ราก” ซึ่งผู้หลักผู้ใหญ่ระดับ รมต.ก็เห็นด้วยและให้ตนเองไปจัดการรายละเอียดงานธุรการ ซึ่งใช้ชื่อ “พลังพลเมือง” รอจดทะเบียน 1 มี.ค. ซึ่งอยู่บนหลักการ “ความมุ่งมั่นสู่คุณภาพที่ดี” และมีสโลแกน คือ “พลังคนไทยก้าวใหม่ที่มั่นคง” โดยเบื้องต้นมีอดีตรัฐมนตรี 16 ท่าน และอดีต สส.กว่า 30 คน สนใจที่จะมาร่วมทำพรรคพลังพลเมือง และมีติดต่อมาเรื่อยๆ บางส่วนรอความชัดเจนหลังจากตั้งพรรคแล้ว
จุดเด่นของพรรคจะอยู่ตรงทิศทางที่จะก้าวพ้นกับดักที่ยึดติดกับตัวบุคคล การเมืองใน 20 ปีที่ผ่านมา ไม่ว่าใครเป็นรัฐบาลก็ยึดติดที่ตัวบุคคล หลังยึดอำนาจปี 2549 พอเปิดโอกาสให้มีการเลือกตั้ง ผู้นำที่ยึดอำนาจก็มาตั้งพรรคการเมืองและได้รับเลือกตั้งไม่มาก พรรคไทยรักไทยที่ถูกยึดอำนาจก็มาเป็นพรรคพลังประชาชน ทำอย่างเดิม นายกฯ สมัคร สุนทรเวช ยังกล้ายืนยันว่าเป็นนอมินี
“เราคุยกันแล้วเห็นว่าไม่อยากให้การเมืองไปสู่ทางตัน ต้องมีพรรคการเมืองที่ทำหน้าที่ให้เกิดแสงสว่างกับประเทศให้ได้ เหมือนหนูตัวเล็กๆ ช่วยราชสีห์ เรามีราชสีห์หลายตัวในประทศไทย”
ถามถึงบุคคลระดับอดีตรัฐมนตรีที่สนใจร่วมก่อตั้งพรรคพลังพลเมืองมีใครบ้าง เอกพร ออกตัวว่าขอให้ขั้นตอนการจดทะเบียนจัดตั้งพรรคมีความชัดเจนก่อน แต่ที่เปิดเผยได้ เช่น ปิยะณัฐ วัชราภรณ์ อดีต รมว.สาธารณสุข ปัจจุบันมีปัญหาเรื่องสายตาแต่มีคุณภาพเรื่องความคิด หยุดเล่นการเมืองไปช่วยว่าความให้ชาวบ้านจนถึงทุกวันนี้ และท่านบอกว่ายินดีช่วยแบบไม่มีเงื่อนไข
“หลายท่านอายุมาก ไม่สนใจเรื่องแก่งแย่ง สส. ขอกลับมามีตำแหน่งเหมือนในอดีตหรือเป็นรัฐมนตรี แค่อยากให้สังคมรู้สึกว่ามีนักการเมืองที่ไว้ใจได้ บางคนอยู่มาแทบทุกพรรค ผ่านเลือกตั้งมาทุกแบบ ท่านกล้าบอกว่าถ้าชนะก็ได้เป็น สส. แต่ถ้าแพ้ก็ยินดีให้เป็นคะแนนพรรคให้ผู้สมัครบัญชีรายชื่อพรรค ที่พูดขนาดนี้ เข้าใจว่าผู้หลักผู้ใหญ่เจ็บช้ำน้ำใจในกับดักที่ผ่านมา 3 ปีที่ผ่านมานักการเมืองถูกครหาไม่เป็นธรรมเหมารวมเข่ง ถ้าใช้พรรคการเมืองเดิมๆ ที่มีอยู่ในเวลานี้ก็ไม่สามารถหลุดพ้นกับดักเหล่านี้ได้”
อีกท่านคือ อดีตรัฐมนตรี สัมพันธ์ เลิศนุวัฒน์ ที่โลดโผนทางการเมืองมีประสบการณ์กับทั้งพรรคประชาธิปัตย์ สามัคคีธรรม พลังประชาชน คนในสังคมอาจไม่รู้ แต่คนในแวดวงการเมืองต้องรู้จักว่าเป็นคนทำงานการเมือง ซึ่งหากคิดแบบแฟชั่นเหมือนปัจจุบัน จะประเมินคุณค่าคนแค่ความเป็นที่รู้จัก คนถูกพูดถึง คนในกระแสออกทีวี วิทยุบ่อย โดยไม่ได้พิจารณาไปถึงคุณภาพ
ระหว่างนี้ยังเร็วไปที่จะเปิดเผยชื่อทั้งหมด ส่วนท่านอุทัย พิมพ์ใจชน อดีตประธานรัฐสภานั้น ท่านเลิกเล่นการเมือง แต่หากท่านทราบความคิดเรื่องการตั้งพรรค ผมจะต้องขอร้องท่านให้มาเป็นที่ปรึกษาพรรค ไม่เกี่ยวกับลงสมัครรับเลือกตั้ง เพราะสังคมต้องการคนกลุ่มนี้ ในฐานะผู้อาวุโส อย่างจีนผู้อาวุโสพรรคจะดูแลทิศทางประเทศ คนหนุ่มสาวบริหารประเทศ ซึ่งพลังพลเมืองจะติดต่ออดีตนายกฯ รัฐมนตรี ประธานรัฐสภาให้มาช่วยเป็นที่ปรึกษาพรรค
เอกพร อธิบายว่า ส่วนใครจะเป็นหัวหน้าพรรคเวลานี้ยังไม่ได้คุยกัน เพราะมีคนติดต่อเข้ามาเรื่อยๆ จนเดิมคิดว่าจะมีกรรมการบริหารพรรค 19 คน แต่ตอนนี้คิดว่าจะขยายเป็น 25 คน ซึ่งยังไม่มีการคุยในรายละเอียดว่าใครจะเป็นตำแหน่งอะไร และเมื่อเทียบกับหัวหน้าพรรคอื่นๆ ปัจจุบัน แล้วเชื่อว่าด้วยความสามารถของ 16 อดีต รมต.ของพรรค ใครจะเป็นหัวหน้าพรรคก็ได้
“ส่วนที่มีคนบอกว่าผมจะเป็นรองหัวหน้าพรรคนั้น ก็เป็นการให้เกียรติกันมากกว่า คนที่สนใจติดต่อมาไม่มีใครสนใจเรื่องจะเป็นหัวหน้า เลขาฯ กรรมการ สิ่งที่สนใจคือเรื่อง 3 ชื่อ ของพรรคที่จะเสนอไปเป็นนายกรัฐมนตรี ที่จะนำไปใช้รณรงค์หาเสียง ซึ่งจะต้องไปทาบทามว่าจะมาร่วมมือกับเราหรือไม่ แต่ตอนนี้พรรคยังไม่เกิด เลยยังบอกไม่ได้ว่า 3 ชื่อมีใครบ้าง ซึ่งคนทุกวงการมีความสามารถ เพียงแต่ต้องดูสถานการณ์ว่าเหมาะสมกับเรื่องไหน”
ถามตรงๆ ว่าพรรคพลังพลเมือง พรรคนอมินีของทหารต่อไปหรือไม่ เอกพร ชี้แจงว่า พรรคนี้ไม่มีนายทุน “รากแก้ว” ของพรรคเกิดจากการคุยกันมานาน 3 ปี หลังยึดอำนาจ นักการเมืองถูกมองว่าตกต่ำ ประชาชนเดือดร้อนไม่รู้จะพึ่งใคร สกลนครน้ำท่วมใหญ่วอนรัฐให้ช่วยก็ไปไม่ถึง กว่าจะขยับต้องรอนายกฯ พรรคพลังพลเมืองจึงมีที่มาจากการเติบโตทางพลังความคิด
การเลือกตั้งครั้งหน้าอะไรก็เกิดได้ โดยเฉพาะมี สว. 250 คน ซึ่งหากการเมืองวิถีเก่าก็พร้อมจะร่วมรัฐบาล แต่พรรคลำดับที่หนึ่งและสองจะจับมือกันภายใต้เงื่อนไขพิเศษก็เกิดได้ อดีตพรรคที่ไม่เผาผีกัน พรรคธรรมกับพรรคอธรรมก็จับมือกันได้ หรือกรณีงูเห่าก็เคยเกิดขึ้น เป็นไปได้หมด แต่พรรคพลังพลเมืองจะไม่มองในมิติเชิงอำนาจ มองแบบอุดมคติ เพื่อยกระดับความเชื่อมั่นของประชาชน
“ที่สำคัญไม่รู้ว่าสุดท้ายแล้วหลังเลือกตั้งพรรคพลังพลเมืองจะได้เป็นรัฐบาลหรือฝ่ายค้าน โดยถ้าพรรคเป็นรัฐบาลก็จะเป็นรัฐบาลที่ต้องได้ยินเสียงของประชาชน ไม่ใช่ได้ยินแต่เสียงของข้าราชการ หรือถ้าเป็นฝ่ายค้านก็จะเป็นฝ่ายค้านที่เป็นกระจกเงาสะท้อนสภาพปัญหา แต่ตอนนี้ตอบไม่ได้ว่าจะได้เสียงมากน้อยแค่ไหน และจะไปทางไหน แต่ที่แน่ๆ คือ ไม่ทำให้การเมืองไปถึงทางตัน ทุกอย่างมุ่งมั่นไปสู่คุณภาพที่ดี”
ถามถึงข้อได้เปรียบของพรรคใหญ่ มีกองเชียร์เหนียวแน่นฐานเสียงในพื้นที่ชัดเจน เอกพร กล่าวว่า ผู้สมัครของพรรคจะแข่งกับตัวเอง ไม่ได้แข่งกับพรรคใด โดยยืนยันความชัดเจน ไม่พูดถึงกีฬาสี ไม่แบ่งฝ่าย ไม่เลือกข้าง หากชนะที่หนึ่งในเขตไม่ได้ก็ยังได้คะแนนมาคำนวณเป็นระบบบัญชีรายชื่อ ส่วนตัวที่ผ่านมาเลือกตั้งเคยได้คะแนนเสียง 1.24 แสนคะแนน หากลงพื้นที่ก็เชื่อว่ายังได้คะแนน ส่วนจะมากน้อยก็ได้
หากคำนวณ 7 หมื่นคะแนนได้ สส. 1 คน หากพรรคใหญ่ชนะเขตเลือกตั้ง 3 หมื่นคะแนน ก็ต้องไปหักจากคะแนนระบบบัญชีรายชื่อ 4 หมื่นคะแนน การชนะระบบเขตมากยิ่งทำให้พรรคใหญ่ไม่ได้ระบบบัญชีรายชื่อ ขณะที่พรรคที่ได้ที่สองหรือที่สามที่สี่ จะได้คะแนนเมื่อรวมแล้วก็สามารถนำไปเฉลี่ยไปคำนวณเป็นอัตราที่จะได้ สส.บัญชีรายชื่อจากทั้งหมด 150 คน จะได้มากได้น้อยไม่รู้ รู้แต่ได้แน่
ถามว่าหลังเปิดตัวมีคนติดต่อเข้าพรรคมากน้อยแค่ไหน เอกพร กล่าวว่า เฉพาะตัวเองมี รมต.จากพรรคใหญ่ๆ ติดต่อมาหลายคน ซึ่งส่วนตัวไม่เคยโทรไปหาใคร ไม่เคยชวนใครมาสมัคร เคารพความคิดแต่ละคน เผื่อว่าแต่ละท่านมีพันธสัญญาทางใจ ผูกพันกับพรรคที่สังกัดแน่นอน ทำได้มากที่สุดคือส่งข้อมูลเรื่องการจัดตั้งพรรคทางไลน์ เฟซบุ๊กส่วนตัว ซึ่งใครติดต่อมาก็พร้อมคุยหมด


