"บิ๊กแดง" ซัด "วิ่งไล่ลุง" มีนัยยะแอบแฝง

วันที่ 20 ธ.ค. 2562 เวลา 10:34 น.
"บิ๊กแดง" ซัด "วิ่งไล่ลุง" มีนัยยะแอบแฝง
ผบ.ทบ. ฟิต ทดสอบร่างกาย ระดับผู้บังคับกองพัน  หลักสูตรสหรัฐ ซัด "วิ่งไล่ลุง" มีนัยยะแอบแฝง ชี้สถานการณ์การเมืองไทยไม่ใช่วิกฤตสงคราม แต่เป็น Proxy Crisis วิกฤตที่มีคนอยู่เบื้องหลังสร้างตัวแทนขึ้นมาสู้กับภาครัฐ   วอนเคารพกติกา 

เมื่อเวลา 07.00 น. วันที่ 20 ธ.ค. ที่สนามกีฬากรมยุทธ์ ภายในโรงเรียนเสนาธิการทหารบก กรมยุทธศึกษาทหารบก พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) เดินทางมาตรวจเยี่ยมการทดสอบสมรรถภาพร่างกายผู้บังคับหน่วยระดับกองพันทั่วประเทศครั้งที่ 1 ประจำปี 2563 จำนวน 330 นาย เพื่อดำรงความเข้มแข็งด้านสมรรถภาพร่างกาย และเพื่อเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับกำลังผลในการดูแลและเสริมสร้างสมรรถภาพร่างกาย อันจะส่งผลต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงาน และทำให้กองทัพบกเป็นหน่วยที่มีความพร้อมรบด้านกำลังพลอย่างแท้จริง ประกอบด้วย การทดสอบสมรรถภาพร่างกาย 3 สถานี ได้แก่ สถานีดันพื้น 2 นาที สถานีลุกนั่ง 2 นาที วิ่ง 2 กิโลเมตร และการวัดดัชนีความหนาของร่างกาย โดยมีคณะกรรมการทดสอบสมรรถภาพร่างกายจากหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ (นสศ.) และคณะกรรมการวัดดัชนีความหนาของร่างกายจากกรมแพทย์ทหารบก 

จากนั้นเป็นการทดสอบภาษาอังกฤษทั้งแบบข้อเขียนและการสนทนา ซึ่งมีนายทหารชั้นผู้ใหญ่ อาทิ พล.ท.ภูมิพัฒน์ จันทร์สว่าง ผบ.นสศ. พล.ท.ธเนศ วงศ์ชะอุ่ม เจ้ากรมยุทธศึกษาทหารบก พล.ท.อยุทธ์ ศรีวิเศษ เจ้ากรมกำลังพลทหารบก พล.ท.ธรรมนูญ วิถี แม่ทัพภาคที่ 1 และตัวแทนคณะที่ปรึกษาทางการทหารสหรัฐฯ ประจำประเทศไทย (จัสแมกไทย) มาร่วมรับชมด้วยนอกจากนี้ในวันนี้ทางหน่วยนสศ.ยังได้จัดการทดสอบร่างกายแบบ U.S. Army Combat Fitness Test ซึ่งเป็นการทดสอบร่างกายทางยุทธวิธีแบบใหม่ของกองทัพบกสหรัฐอเมริกา เพื่อให้หน่วยกำลังรบโดยเฉพาะหน่วยพร้อมรบเคลื่อนที่เร็วกองทัพบก หรืออาร์ดีเอฟได้เตรียมพร้อมทุกส่วนของร่างกาย ประกอบด้วย สถานีที่ 1 ท่างอเข่านั่งยกบาร์น้ำหนักขึ้น 3 ครั้ง สถานีที่ 2 ท่าย่อตัวทุ่มน้ำหนักขนาด 10 ปอนด์ข้ามศีรษะไปข้างหลัง สถานีที่ 3 ท่าดันพื้นละมือแล้วกางแขนภายในเวลา 2 นาที สถานีที่ 4 วิ่งไปกลับพร้อมลากและยกของในระยะ 250 เมตร และสถานีที่ 5 ท่าดึงข้อแบบยกเข่าแตะศอก โดยอุปกรณ์ทั้งหมดกองทัพบกได้ประดิษฐ์ขึ้นเอง ซึ่งพล.อ.อภิรัชต์ ได้ร่วมทดสอบร่างกายทุกสถานีด้วย

พล.อ.อภิรัชต์ กล่าวว่า วันนี้เป็นการทดสอบสมรรถภาพร่างกายประจำปีของผู้บังคับกองพันกองทัพบก ซึ่งเรายังคงใช้การทดสอบเกณฑ์มาตรฐานในการทดสอบสมรรถภาพร่างกายเหมือนเดิมในท่าลักษณะเดิมทุกประการ ส่วนการทดสอบร่างกายที่วันนี้ได้มีการสาธิตให้เห็นเป็นการเพิ่มขีดความสามารถให้กับหน่วยกำลังรบ ตั้งแต่ผู้บังคับกองพัน ผู้บังคับหมวด ผู้บังคับกองร้อย ซึ่งท่าต่างๆ ได้นำมาจากการคิดค้นของกองทัพบกสหรัฐอเมริกา ในขณะที่ประเทศอื่นก็มีการคิดค้นท่าฝึกต่างๆ เนื่องจากให้ความสำคัญกับกำลังพลที่จะต้องออกไปปฏิบัติภารกิจ เพราะในการฝึกจะต้องมีการแบกเป้สนาม การแบกอาวุธ บางครั้งได้รับบาดเจ็บก็ต้องแบกเพื่อนร่วมงาน จึงมีความสำคัญที่จะต้องสร้างกล้ามเนื้อในส่วนต่างๆในทุกท่า

"อายุ 60 ปี แก่แล้ว คงจะสู้ ผู้พัน ผู้การไม่ได้ ซึ่งทุกท่าทำให้เรามองเห็นว่า เวลาจะต้องลากสิ่งใด เช่น ตุ้มน้ำหนัก ลากเพื่อนเรา ลากยุทโธปกรณ์ในสนามรบ หรือในภูมิประเทศ การใช้ท่าทางเหล่านี้ เพื่อเตรียมการกล้ามเนื้อ การวิ่งเฉียงๆ สลับการวิ่งเร็ว ล้วนแล้วแต่เสริมสร้างสมรรถภาพร่างกาย เราจะเห็น พลเรือนในต่างประเทศ ก็ให้ความสำคัญ เช่นเดียวกับนายกรัฐมนตรีที่สนับสนุนให้มีการแข่งขันวิ่งตามภูมิประเทศ แต่ก็มีบางกลุ่ม บางพวกวิ่งแบบมีนัยยะแอบแฝง ซึ่งผมมองว่าถ้าเราวิ่งนำเชิงสร้างสรรค์มาแข่งกัน ในต่างประเทศก็มีการแข่งขันสปาตัน นินจา วอร์ริเออร์ ทั้งทหาร ข้าราชการ พลเรือน เป็นการทดสอบร่างกายในเชิงสร้างสรรค์ อย่าลืมว่าถ้าคนในชาติแข็งแรง ประชาชนแข็งแรง เล่นกีฬามากขึ้น ทำให้ห่างไกลยาเสพติด ห่างไกลในสิ่ง ไม่สร้างสรรค์" ผบ.ทบ. กล่าว และว่า ส่วนในช่วงเทศกาลปีใหม่ได้มีการกำชับทุกหน่วยงานที่ขึ้นตรง ว่าทหารมีหน้าที่คอยดูแลรักษาความสงบเรียบร้อยให้กับประชาชนร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ และอวยพรให้ประชาชน รวมถึงนักข่าวมีความสุขเพราะปีนี้ถือเป็นปีมหามงคล ที่มีพระราชพิธีบรมราชาภิเษกพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 10

พล.อ.อภิรัชต์ กล่าวถึง การประกาศชุมนุมกันในปีหน้า ของประชาชนบางกลุ่มว่า สถานการณ์การเมืองในประเทศขณะนี้มีลักษณะเป็น “proxy crisis” ไม่ใช่วิกฤตสงคราม แต่เป็นวิกฤตการณ์ที่มีคนอยู่เบื้องหลัง ไม่ออกมาสู้กับภาครัฐด้วยตนเองจึงสร้างตัวแทนขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มที่อยู่เบื้องหลังการเมือง หรือ กลุ่มที่อยู่เบื้องหลังสามจังหวัดใช้แดนภาคใต้ แต่สิ่งสำคัญคือคนไทยทุกคนไม่ว่าจะเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ ประชาชนหรือแม้แต่ตนเอง ต้องเคารพกฎหมาย หากทำผิดก็ต้องยอมรับ หากคนไทยยังไม่ยอมเคารพกฎหมายแม้จะมีการเลือกตั้งแล้วก็ยังทำให้ต่างชาติมองไทยในภาพลบ

ข่าวที่เกี่ยวข้องในอดีต