ไทยคู่ฟ้า ชวนคนไทย-ต่างชาติใช้บริการสนามบินอู่ตะเภา

วันที่ 06 ธ.ค. 2562 เวลา 16:33 น.
ไทยคู่ฟ้า ชวนคนไทย-ต่างชาติใช้บริการสนามบินอู่ตะเภา
"ไทยคู่ฟ้า" เปิดคลิป นายกฯ ชวนคนไทย - ต่างชาติ ใช้บริการอาคารพักผู้โดยสารหลังที่ 2 ท่าอากาศยานนานาชาติอู่ตะเภา การันตีการอำนวยความสะดวกเทียบเท่า "สุวรรณภูมิ" - "ดอนเมือง" โดยเฉพาะระบบ "ไบโอเมทริกซ์" สแกน "ลายนิ้วมือ" หรือ "ใบหน้า" ในการเดินทางเข้า - ออกประเทศ มั่นใจระบบการรักษาความปลอดภัยระดับสากล

เมื่อวันที่ 6 ธ.ค. 2562 ในรายการ Government Weekly (EP.17)จัดขึ้นทุกวันศุกร์ เวลา 15.00 น. ผ่านทางเพจ “ไทยคู่ฟ้า”สัปดาห์นี้ได้นำเทปบันทึกภาพเมื่อวันที่ 4 ธ.ค. 2562 มาเผยแพร่ภาพบรรยากาศพิธีเปิดอาคารพักผู้โดยสารหลังที่ 2 ของท่าอากาศยานนานาชาติอู่ตะเภา ระยอง พัทยา จ.ระยอง โดยมีพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธานในพิธี ดำเนินรายการโดย นายอิทธิเดช สุพงษ์ ผู้อำนวยการกลุ่มสื่อสารเชิงกลยุทธ์ สำนักโฆษก สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี

บรรยากาศพิธีเปิดอาคารพักผู้โดยสารหลังที่ 2 ของท่าอากาศยานนานาชาติอู่ตะเภา เมื่อวันที่ 4 ธ.ค. ที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรี เดินทางมาเป็นประธานในพิธีและเยี่ยมชมอาคารผู้โดยสารหลังใหม่ พร้อมเชิญชวนพี่น้องประชาชนคนไทยและต่างประเทศให้มาใช้บริการเนื่องจากระบบการอำนวยความสะดวกสบายแก่ผู้โดยสารเทียบเท่า ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ และ ท่าอากาศยานนานาชาติดอนเมือง โดยเฉพาะระบบการรักษาความปลอดภัยทันสมัยด้วยระบบ "ไบโอเมทริกซ์" ในการตรวจสอบหนังสือเดินทาง พร้อมกับใช้ข้อมูลทางชีวภาพ เช่น การสแกน "ลายนิ้วมือ" หรือ "ใบหน้า" สามารถเพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิบัติหน้าที่ในการดูแลความปลอดภัยในการเดินทางเข้า - ออกประเทศแก่พี่น้องประชาชนทั้งไทยและต่างชาติได้เป็นอย่างดี

จากนั้น พลเรือเอก ลือชัย รุดดิษฐ์ ผู้บัญชาการทหารเรือ ประธานกรรมการบริหารกองทุนการท่าอากาศยานอู่ตะเภา กล่าวรายงานว่า ท่าอากาศยานนานาชาติอู่ตะเภา ระยอง พัทยา ได้เปิดให้บริการในเชิงพาณิชย์มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2532 รวมระยะเวลา 30 ปี ปัจจุบันมีจำนวนผู้โดยสารใช้บริการมากกว่า 2 ล้านคนต่อปี และมีจำนวนเที่ยวบินประมาณ 15,000 เที่ยวบินต่อปี จึงทำให้อาคารพักผู้โดยสารหลังเดิมที่มีขีดความสามารถในการรองรับผู้โดยสารเพียง 7 แสนคนต่อปี เกิดความแออัด ไม่เพียงพอต่อการให้บริการทั้งแก่ผู้โดยสารและสายการบินพาณิชย์ การท่าอากาศยานอู่ตะเภา จึงได้ดำเนินการก่อสร้างอาคารพักผู้โดยสารหลังที่ 2 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อขยายขีดความสามารถในการรองรับจำนวนผู้โดยสารและสายการบินพาณิชย์ ทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ ให้สอดคล้องกับการเจริญเติบโตของธุรกิจการบินของประเทศ ตลอดจนสามารถเชื่อมโยงการเดินทางสู่พื้นที่ภาคตะวันออก และสนับสนุนการยกระดับพื้นที่เศรษฐกิจภาคตะวันออกให้เป็นเขตเศรษฐกิจชั้นนำของภูมิภาคตามโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรือโครงการ อีอีซี (Eastern Economic Corridor : EEC) ของรัฐบาลได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สำหรับพื้นที่ใช้สอย 30,000 ตารางเมตร สามารถรองรับจำนวนผู้โดยสารได้ 3 ล้านคน ถึง 5 ล้านคนต่อปี ซึ่งจะสามารถให้บริการได้เต็มศักยภาพ จนถึงปี พ.ศ. 2570 ที่ประมาณการจำนวนผู้โดยสารไว้ว่าจะมีมากกว่า 5 ล้านคนต่อปี ทั้งนี้ การท่าอากาศยานอู่ตะเภา ได้ทำการทดสอบใช้งานระบบการให้บริการด้านต่าง ๆ ให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล และได้ทดลองเปิดใช้งานอาคารพักผู้โดยสารหลังที่ 2 อย่างเต็มรูปแบบมาตั้งแต่เดือนมีนาคม 2562 ที่ผ่านมา ผลการดำเนินการปรากฏว่าอยู่ในเกณฑ์ดี นอกจากนั้นยังได้รับความร่วมมือ การสนับสนุนและการให้คำแนะนำต่าง ๆ จากหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องและภาคเอกชน ที่ช่วยสนับสนุนและให้คำแนะนำในการดำเนินการต่าง ๆ ส่งผลให้การเปิดใช้งานอาคารพักผู้โดยสารหลังที่ 2 เป็นไปด้วยความเรียบร้อยอย่างดียิ่ง

โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรี กล่าวแสดงความยินดีและเป็นเกียรติที่ได้มาเป็นประธานในงานพิธีเปิด ในวันนี้ พร้อมกล่าวเปิดงานว่า ที่ผ่านมา รัฐบาลได้ให้ความสำคัญกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ โดยเล็งเห็นว่าการพัฒนาด้านการคมนาคมขนส่ง ทั้งทางบก ทางรางและทางอากาศ จะเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยขับเคลื่อนขีดความสามารถในการพัฒนาประเทศให้เติบโตขึ้นอย่างมั่นคงและยั่งยืน ท่าอากาศยานอู่ตะเภาได้รับการพัฒนาเป็นสนามบินพาณิชย์มายาวนานกว่า 30 ปี และได้มีการเจริญเติบโตอย่างต่อเนื่อง ซึ่งรัฐบาลได้เห็นถึงศักยภาพและโอกาสในการเติบโต จึงทำให้เกิดนโยบายพัฒนาท่าอากาศยานอู่ตะเภาให้เป็นท่าอากาศยานนานาชาติ เพื่อรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมการบินทั้งในประเทศและระหว่างประเทศ มีการก่อสร้างอาคารที่พักผู้โดยสารหลังที่ 2 เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการให้บริการผู้โดยสาร และขณะเดียวกันยังได้เตรียมความพร้อมในด้านอื่น ๆ ให้ครอบคลุมและสามารถรองรับความต้องการของอุตสาหกรรมการบินของประเทศที่ขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยระยะต่อไป รัฐบาลได้มีแผนในการยกระดับท่าอากาศยานแห่งนี้ ให้เป็นศูนย์กลางการบินของอาเซียน ภายใต้โครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก (Eastern Airport City) ควบคู่ไปกับการพัฒนาการขนส่งทางราง เพื่อเชื่อมโยงการขนส่งทั้ง 3 สนามบินหลักของประเทศไทยผ่านทางรถไฟความเร็วสูง ซึ่งเป็นหนึ่งในแผนพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก โดยมีเป้าหมายให้สามารถรองรับผู้โดยสารได้สูงสุดถึง 60 ล้านคนต่อปี

ต่อจากนั้น นายกรัฐมนตรีทำพิธีเปิดอาคารพักผู้โดยสารหลังที่ 2 ท่าอากาศยานนานาชาติอู่ตะเภา ระยอง พัทยา โดยการวางสัญลักษณ์ลงบนแท่น พร้อมถ่ายภาพร่วมกับคณะผู้จัดงาน จากนั้น ผู้บัญชาการทหารเรือ มอบของที่ระลึกแด่นายกรัฐมนตรี แล้วนายกรัฐมนตรีเข้าเยี่ยมชมพื้นที่ภายในอาคารพักผู้โดยสารหลังที่ 2 ประกอบด้วย ห้องผู้โดยสารขาเข้าในประเทศ โถงผู้โดยสารขาออกระหว่างประเทศ ร้านค้าภายในท่าอากาศยาน และโถงผู้โดยสารขาออกภายในประเทศ

ทั้งนี้ ท่าอากาศยานนานาชาติอู่ตะเภา ระยอง พัทยา มีวิสัยทัศน์ที่จะพัฒนาสิ่งอำนวยความสะดวก เพื่อรองรับทุกความต้องการของผู้โดยสาร เชื่อมโยงและสนับสนุนการเดินทาง การขนส่งทางอากาศ เพื่อให้พร้อมเป็นสนามบินพาณิชย์แห่งที่ 3 ของประเทศไทย ซึ่งภายในอาคารผู้โดยสารแห่งนี้สามารถรองรับผู้โดยสารได้มากถึง 1,200 คนต่อชั่วโมง ที่เดินทางทั้งภายในประเทศและระหว่างประเทศ โดยมีความพร้อมในการให้บริการทุกด้าน ทั้งร้านค้าปลอดอากร ร้านอาหาร ร้านจำหน่ายสินค้า รวมถึงการปรับปรุงสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ อาทิ ลานจอดรถ หลังคาคลุมทางเดิน และอาคารคลังสินค้าหลังใหม่ อันจะเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจภายในประเทศ ด้วยการส่งเสริมเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) และเชื่อมโยงการขนส่งผู้โดยสารกับสนามบินดอนเมือง และสนามบินสุวรรณภูมิและเป็น Aviation Hub หลัก ในภูมิภาคนี้

คลิ๊กชมบรรยากาศการเปิดอาคารพักผู้โดยสารหลังที่ 2 ของท่าอากาศยานนานาชาติอู่ตะเภา ระยอง พัทยา จ.ระยอง ที่จะเป็นศูนย์กลางการบินอาเซียนในอนาคต ผ่านทาง

https://www.facebook.com/ThaigovSpokesman/videos/579144399317792/?t=1