พท.จี้ประวิตร แจงปมงบลับ หลังนั่งผอ.ศอฉ.คนใหม่

วันที่ 02 ต.ค. 2553 เวลา 15:23 น.
เพื่อไทย จี้พล.อ.ประวิตร แจงเบิกงบลับเดือนก.พ.-พ.ค.สูงเกือบ 2 พันล้านบาท อ้างเพื่อความโปร่งใส-ลดข้อครหา

 

น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ ส.ส.กทม.พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า พรรคเพื่อไทยเห็นด้วยในการแต่งตั้งพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ให้เข้ามาดำรงตำแหน่ง ผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ผอ.ศอฉ.) เนื่องจากพล.อ.ประวิตร เป็นอดีตผู้บัญชาการทหารบก เป็นผู้ที่มีหน้าที่ดูแลกองทัพโดยตรง มีความรู้ความสามารถในการบริหารงานและเข้าใจการบริหารงานในหน่วยงานด้านความมั่นคงได้เป็นอย่างดี

ทั้งนี้ กรรมาธิการงบประมาณฯ ได้รับคำครหาเกี่ยวกับการใช้จ่ายงบประมาณที่ไม่โปร่งใสมาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็นการเบิกจ่ายงบประมาณที่ใช้จ่ายในภารกิจของศอฉ. งบประมาณเบี้ยเลี้ยงของกำลังพล ที่มาของทหารแมนยู งบประมาณที่เป็นงบลับ ที่ไม่สามารถชี้แจงต่อสาธารณชน โดยอ้างว่าเป็นงบประมาณที่ใช้ด้านความมั่นคง โดยยอดเงินที่กอ.รมน.ได้เคยแถลงไว้กับกรรมาธิการพิจารณาร่างงบประมาณประจำปี พ.ศ. 2554 สูงมากจนน่าตกใจ โดยเฉพาะกองทัพบกหน่วยงานเดียว เบิกงบประมาณเดือนก.พ.ถึงเดือนพ.ค. สูงเกือบ 2,000 ล้านบาท

น.อ.อนุดิษฐ์ กล่าวอีกว่า เมื่อกรรมาธิการมีการสอบถามรายละเอียดก็ได้รับคำตอบที่คลุมเครือ โดยข้ออ้างที่ทำให้ถามต่อไม่ได้ คือ เป็นการใช้งบประมาณที่เป็นความลับทางราชการ ซึ่งชี้แจงไม่ได้ ถือเป็นโอกาสอันดีที่มีการเปลี่ยนผอ.ศอฉ. มาเป็นพล.อ.ประวิตร พรรคจึงมีความเชื่อมั่นว่า เงินทุกบาททุกสตางค์ที่มาจากภาษีของประชาชน และมาจากเงินกู้ที่ถูกเบิกจ่ายโดยศอฉ. จะได้รับการชี้แจงอย่างตรงไปตรงมา แบบชายชาติทหาร จากผอ.ศอฉ.คนใหม่ เพื่อให้เกิดความโปร่งใส และลดคำครหาที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ว่า มีการตั้งเบิกงบประมาณสูงกว่าความเป็นจริง มีการทุกจริตจากการอมเบี้ยเลี้ยงทหาร และเรื่องอื่นๆที่หมักหมมเน่าเหม็นมากมาย

นอกจากนี้ น.อ.อนุดิษฐ์ ได้แสดงหนังสือร้องเรียน พร้อมกล่าวว่า ได้รับคำร้องเรียนจากผู้เสียหายคนหนึ่ง ว่า ถูกยึดเครื่องปั่นไฟ มูลค่าเครื่องละ 6 แสนบาท ไปจำนวน 5 เครื่องในวันสลายการชุมนุมว่าเป็นของกลาง ที่กรมทหารราบที่ 11 จึงได้ไปติดต่อขอรับคืน จนมีเจ้าหน้าที่ของศอฉ. มาแสดงตัวว่า หากต้องการของคืนให้นำเงินจ่ายเป็นจำนวน 2 แสนบาทแต่ผู้เสียหายไม่ยินยอมจ่าย จึงมีการนำทรัพย์สินออกไปจำหน่ายเหมือนไม่มีเจ้าของ แต่ปรากฏว่า เครื่องปั่นไฟดังกล่าวได้ถูกนำออกจากกรมทหารราบที่ 11 ไปแล้ว และไม่มั่นใจว่าถูกนำไปขายทอดตลาดแล้วหรือไม่ เพราะเจ้าของได้พบ 1 เครื่องถูกติดตั้งที่คลองระบายน้ำที่ 6 เขตประชานุกูล อีก 3 เครื่องยังตามหาไม่เจอ ซึ่งทางพรรคได้มีการตรวจสอบพบว่าเรื่องมีหลักฐานชัดเจน จึงจะนำหลักฐานทั้งหมดไปมอบให้ ผอ.ศอฉ. คนใหม่ให้ช่วยดำเนินการสืบสวนว่า การกระทำที่เกิดขึ้นจริงหรือไม่ เพื่อจะได้นำเจ้าหน้าที่ที่กระทำผิดมาลงโทษ