posttoday
ได้แต่นั่งมอง แพลตฟอร์มต่างชาติ เอาเปรียบ SME ไร้กฎหมายกำกับ

ได้แต่นั่งมอง แพลตฟอร์มต่างชาติ เอาเปรียบ SME ไร้กฎหมายกำกับ

09 พฤษภาคม 2569

ถาม ไชยชนก-ศุภจี เอาไง Shopee –Lazada ปรับค่า GP เกือบเท่าร้านค้า กระทบ SME ถึงเวลาดูแลคนตัวเล็กอย่างจริงจัง หรือแค่นั่งมองต่างชาติขึ้นราคา

หลังจาก Shopee และ Lazada ประกาศปรับขึ้นค่าธรรมเนียมการให้บริการ (GP) บนมาร์เก็ตเพลซสำหรับร้านค้าทั่วไป และ Mall รอบใหม่ โดย Lazada มีผลแล้ว ตั้งแต่วันที่ 1 พ.ค. 2569 ขณะที่ Shoppee มีการประกาศปรับขึ้นค่าธรรมเนียมการขายในปี 2569 มาแล้ว 1 ครั้ง เมื่อวันที่  7 เม.ย. ที่ผ่านมา ล่าสุด จะปรับขึ้นอีกรอบหนึ่งตั้งแต่วันที่ 1 มิ.ย. 2569 ตามที่ โพสต์ทูเดย์ ได้นำเสนอไปแล้วนั้น https://www.posttoday.com/smart-sme/741803 

แน่นอนว่า ย่อมส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการรายย่อยของไทยที่พึ่งช่องทางอีคอมเมิร์ซของต่างชาติเป็นหลัก อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แม้ว่าแต่ก่อน การขายของออนไลน์จะมีประสิทธิภาพในการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายในวงกว้าง และค่าธรรมเนียมที่ถูกกว่าการเช่าแผงร้านค้าก็ตาม แต่ปัจจุบันกลับกลายเป็นราคาที่แทบจะใกล้เคียงกันแล้ว แถมบางร้านหากไม่มีระบบการตลาดออนไลน์ที่ดี ก็จะถูกระบบ AI ของแพลตฟอร์มปิดกั้นการมองเห็นอีกต่างหาก

2 กระทรวงที่หนีไม่พ้นที่จะต้องขับเคลื่อนนโยบายส่งเสริมและช่วยเหลือ SME อีคอมเมิร์ซ คือ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ซึ่งถือ กฎหมาย DPS (Digital Platform Services) หรือ พ.ร.ฎ. การประกอบธุรกิจบริการแพลตฟอร์มดิจิทัลที่ต้องแจ้งให้ทราบ พ.ศ. 2565 โดย สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ ( ETDA) และ กระทรวงพาณิชย์ ที่เคยประกาศแนวคิดการสร้างแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซแห่งชาติ รวมถึงองค์กรอิสระที่ใครๆก็เรียกหา อย่าง สำนักงานคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (กขค.) ว่าจะดำเนินการต่อเรื่องนี้ได้หรือไม่ อย่างไร 

ไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดีอี ที่เคยประกาศกร้าวว่า มี ETDA ไว้ทำไม เพราะควรปรับปรุงอำนาจให้มีมากกว่าการจดแจ้งบริการ ณ ตอนนี้ กลับเสียงอ่อนลง และยอมรับว่า ประเด็นค่า GP และภาษีบนแพลตฟอร์มดิจิทัล ไม่ได้อยู่ในอำนาจกำกับดูแลโดยตรงของ ETDA ตามที่หลายฝ่ายเข้าใจ โดยค่า GP เกี่ยวข้องกับกระทรวงพาณิชย์ กขค. ส่วนประเด็นภาษีอยู่ในอำนาจของกระทรวงการคลัง ดังนั้น การแก้ปัญหาจึงต้องอาศัยการทำงานร่วมกันระหว่างหลายหน่วยงาน ไม่ใช่ผลักภาระให้หน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งเป็นผู้รับผิดชอบ

อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมา กระทรวงดีอีได้หารือร่วมกับนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ตั้งแต่ช่วงรัฐบาลชุดก่อนแล้ว และหลังจากนี้จะมีการเรียกแพลตฟอร์มเข้ามาหารืออีกครั้ง เพื่อหาแนวทางลดแรงกดดันต่อผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะร้านค้ารายย่อยที่ได้รับผลกระทบจากต้นทุนบนแพลตฟอร์มที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง 

ถ้าเป็นมุมมองของผม ผมยึดหลัก Thai First เป็นสำคัญ ค่า GP ระดับ 30% ถือว่าสูงเกินไป หากอยู่ที่ระดับ 10-15% อาจเหมาะสมกว่าในแง่การช่วยผู้ประกอบการไทย

ไชยชนก กล่าว พร้อมอธิบายเพิ่มเติมว่า มีหลายฝ่ายทักท้วงว่า หากกำหนดอัตราต่ำเกินไป แพลตฟอร์มอาจไม่สามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างยั่งยืน ดังนั้น เรื่องนี้ต้องหาความพอดี ทั้งในฝั่งผู้ประกอบการ แพลตฟอร์ม และกลไกตลาด เพราะหากรัฐเข้าไปแทรกแซงมากเกินไป ก็อาจกระทบแรงจูงใจของภาคเอกชนและทำให้ระบบตลาดบิดเบือนได้

“กลุ่มแพลตฟอร์มได้ขอเข้าพบหลายครั้ง ซึ่งรัฐบาลไม่ได้กังวลต่อการหารือ หากเป็นการพูดคุยเพื่อหาทางออกที่เป็นประโยชน์ต่อภาพรวม” ไชยชนก เปิดเผย พร้อมกับแสดงความเห็นว่า

ทุกฝ่ายน่าจะยินดีให้ความร่วมมือในระดับหนึ่ง ขณะนี้จึงอยู่ระหว่างการหารือร่วมกัน เพื่อพิจารณาทางเลือกที่เหมาะสมที่สุด ไม่ให้ผู้ประกอบการไทยถูกกดดันหนักเกินไป และไม่ทำให้แพลตฟอร์มขาดแรงจูงใจหรือความสามารถในการดำเนินธุรกิจ

 
ไชยชนก กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจุบัน ETDA สามารถออกกฎระเบียบได้ แต่ยังมีข้อจำกัดด้านอำนาจบังคับใช้ จึงได้มอบนโยบายให้ศึกษาทางเลือกในการเพิ่มกลไกกำกับดูแลให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เบื้องต้น แนวทางที่เป็นไปได้มีทั้งการจัดตั้งเป็นองค์กรอิสระ หรือการยกระดับเป็นกรม และ ในทางปฏิบัติยังมีผู้ร้องเรียนไม่มากนัก

ส่วนหนึ่งเป็นเพราะผู้ประกอบการรับรู้ถึงแรงกดดันจากต้นทุนโดยรวมของระบบเศรษฐกิจที่ปรับสูงขึ้น ทั้งค่าน้ำมัน ราคาสินค้า และค่าขนส่ง จึงทำให้การปรับขึ้นค่าธรรมเนียมของแพลตฟอร์มถูกมองว่าเป็นส่วนหนึ่งของภาวะตลาด 

แต่ในทางกลับกันสมาคมอีคอมเมิร์ซไทย (THECA: Thai e-Commerce Association) ได้รวมตัวกันแล้ว เพื่อเป็นเวทีรวมพลังผู้ประกอบการออนไลน์ ผู้ได้รับผลกระทบจากแพลตฟอร์มดิจิทัลในการยื่นข้อเสนอเชิงนโยบายต่อรัฐสภาเพื่อผลักดันมาตรการคุ้มครองและสนับสนุนผู้ประกอบการ SME ไทย บนแพลตฟอร์มออนไลน์อย่างเป็นธรรม ในวันที่ 14 พ.ค.นี้

สิ่งที่รัฐบาลบอก แทรกแซงมากก็ไม่ได้ ขณะที่การกำกับการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม ก็ไม่ชัด หรือจะหันไปสนับสนุนให้มีแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซของไทยเองด้วยการยกระดับ ไทยแลนด์ โพสต์มาร์ท ของไปรษณีย์ไทย เลยได้หรือไม่ ในเมื่อสินค้าในแพลตฟอร์มก็เป็นสินค้าที่ขายโดยคนไทย คนซื้อก็คนไทย แทบไม่มีโอกาสที่ต่างชาติจะมาซื้อสินค้าไทยจากแพลตฟอร์มต่างชาติ ก็ยังไม่เคยมีใครเอ่ยถึงเรื่องนี้

แถมโครงการไทยช่วยไทย ล่าสุด ให้ซื้อสินค้าราคาถูกลดค่าครองชีพประชาชน กระทรวงพาณิชย์ก็ยังเพิ่มช่องทางอีคอมเมิร์ซของชาวต่างชาติเข้ามาร่วมโครงการอีก 

เพียงอ้างว่า เพื่อให้มีกลไกตลาดและการแข่งขันที่เป็นธรรมนั้น จึงเป็นที่มาที่ “รัฐ” ได้แต่ “นั่งมอง” และปล่อยให้แพลตฟอร์มต่างชาติขึ้นราคาซ้ำแล้วซ้ำเล่า แบบนี้จริงๆหรือ

ข่าวล่าสุด

Dreaming ฟีเจอร์ใหม่ของ Claude สู่ AI พัฒนาตัวเองอัตโนมัติ

Dreaming ฟีเจอร์ใหม่ของ Claude สู่ AI พัฒนาตัวเองอัตโนมัติ