การเมืองไทย “กลับทิศ” เพราะโควิด-19

วันที่ 21 มี.ค. 2563 เวลา 19:07 น.
การเมืองไทย “กลับทิศ” เพราะโควิด-19
โดย...ทวี สุรฤทธิกุล

โควิด-19 อาจจะอยู่อีกนาน พร้อมกับรัฐบาลที่อาจพลิกได้เป็นสองหน้า จากเสียงบ่นจนเป็นเสียง “ก่น...”

ทำให้หลายคนมองอนาคตของรัฐบาลชุดนี้ว่าอาจจะอยู่ลำบาก แต่ก็มี “ผู้รู้” บางท่านบอกว่า รัฐบาลอาจจะไม่เปลี่ยนแปลง แต่จะเป็นแค่ “แปรรูป” เช่น กระชับอำนาจมากขึ้น หรือ “รูปร่างเดิมเพียงแต่เปลี่ยนเสื้อผ้า” คืออาจจะเปลี่ยนผู้นำ โดยโครงสร้างอำนาจเดิมยังคงอยู่

ในกระบวนการแปรรูปอำนาจเป็นผลโดยตรงจากแรงบีบทางสังคม โดยจะเกิดจากการที่มีคนโจมตีถึงความล้มเหลวของรัฐบาล ซึ่งในกรณีนี้ก็คือการควบคุมการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่ดูเหมือนว่ารัฐบาลทำอะไรช้าไป ไม่มีความเด็ดขาดเข้มแข็ง จนถึงการจัดการกับผู้กระทำผิดในหลายๆ เรื่อง ที่ดูไม่จริงจัง ในการนี้ผู้ที่รับผลกระทบโดยตรงคือตัวนายกรัฐมนตรี จนถึงขั้นมีการเรียกร้องให้ลาออก

แต่ก็มีกระแสสังคมบางส่วน (ที่น่าจะเป็นส่วนใหญ่เพราะส่วนหนึ่งจะเป็นพลังเงียบและสนับสนุนรัฐบาลนี้มาแต่ต้น รวมถึงคนที่ไม่อยากเห็นบ้านเมืองวุ่นวาย ไม่อยากเห็นคนไทยทะเลาะเบาะแว้งหรือขัดแย้งกันในท่ามกลางวิกฤติเช่นนี้) ยังสนับสนุนนายกรัฐมนตรีคนนี้อยู่ จึงไม่อยากให้เปลี่ยนนายกรัฐมนตรี เพราะจะนำมาซึ่งความวุ่นวายทางการเมืองมากขึ้น หรือถ้ามีการยุบสภาและมีเลือกตั้งใหม่ก็ยิ่งจะนำมาซึ่งความยุ่งยากมากขึ้น ทั้งการเกิดภาวะสุญญากาศทางการบริหารในช่วงที่แข่งขันกันหาเสียงเลือกตั้ง และความยุ่งยากในการจัดตั้งรัฐบาลหลังเลือกตั้ง (ภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับหวงอำนาจฉบับนี้) ก็ยิ่งน่าจะสร้างวิกฤติให้แก่สังคมมากขึ้น

ดังนั้นวิธีการที่ดีที่สุดก็คือ “การกระชับอำนาจ” ตั้งแต่ระดับทำได้ง่ายที่สุดคือปรับการทำงานของนายกรัฐมนตรีและรัฐบาลให้ดูเข้มแข็ง เด็ดขาด จริงจัง สร้างความเชื่อมั่นในหมู่ประชาชนให้มากขึ้น พร้อมกับจัดการปัญหาต่างๆ ให้ประชาชนผ่อนคลายความตึงเครียด เช่น การจัดหาหน้ากากอนามัยให้พอเพียง การดูแลชีวิตความเป็นอยู่ให้ประชาชนมีความมั่นใจ และการจัดระเบียบสังคมอย่างเอาใจใส่

ทั้งนี้ถ้าถึงขั้นจะต้องมีการปรับเปลี่ยนกฎหมายหรือออกกฎหมายเพิ่มเติมก็ต้องทำ นั่นคือการยกระดับ “ภาวะผู้นำ” ของนายกรัฐมนตรีนั่นเอง ที่จะต้องแสดงบทบาทเป็น “แม่ทัพของประชาชน” ที่จะนำคนไทยทั้งประเทศสู้ศึกโควิด-19 ในครั้งนี้

ผู้รู้บางท่านเสนอแนวคิดว่า การกระชับอำนาจในระดับสูงสุดอาจจะกระทำได้ถึง “การระงับใช้รัฐธรรมนูญบางมาตรา” โดยเหตุที่รัฐบาลไม่สามารถแก้ไขวิกฤติได้ภายใต้โครงสร้างทางการเมืองที่เป็นอยู่ จำเป็นจะต้องแก้ไขกติกาบางอย่าง เพื่อจัดทัพรัฐบาลเสียใหม่ เช่น ให้มีรัฐบาลแห่งชาติ เพื่อให้นักการเมืองทุกฝ่ายได้เข้ามาร่วมมือช่วยกันทำงาน หรือการเพิ่มอำนาจเพื่อเพิ่มบทบาทให้กับนายกรัฐมนตรีสามารถตัดสินใจได้มากขึ้น แม้จะดูเป็น “เผด็จการกลายๆ” แต่ก็อาจจะได้ผลในการสร้างความสบายให้แก่ประชาชน “สายฮาร์ดคอร์” ที่อยากจะเห็นความเด็ดขาดเข้มแข็งของรัฐบาลและผู้นำประเทศ สำหรับแนวคิดเรื่องการเปลี่ยนผู้นำ ก็อาจจะเกิดขึ้นได้ใน 2–3 แนวทาง

แนวทางแรก ก็ยังใช้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ไปก่อน โดยมีบางท่านคาดว่าพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน อาจจะถึงภาวะ “เหลือจะทน” คือถูกแรงบีบจากสังคมมากๆ ก็อาจจะน้อยใจและลาออก หรือมีการทำ “ข้อตกลงใหม่” กับผู้นำทหาร แล้วหาคนมาเป็นนายกรัฐมนตรีสืบแทน โดยให้เสนอชื่อผ่านการรับรองของรัฐสภา ตามขั้นตอนในรัฐธรรมนูญนั้นต่อไป

แนวทางที่สอง ในแนวที่นุ่มนวลก็คือ ให้มีการประชุมรัฐสภาภายใต้การตกลงร่วมกันให้มีการระงับใช้รัฐธรรมนูญบางมาตรา หรือถ้ารัฐสภาตกลงกันไม่ได้ก็ต้องใช้แนวทางที่แข็งกร้าว คือการทำรัฐประหารให้มีการระงับใช้รัฐธรรมนูญบางมาตราให้ได้ โดยยังคงสภาทั้งสองไว้ไม่ไปแตะต้อง เพื่อไม่ให้เกิดแรงกระแทกมากนัก เพียงแต่ลดบทบาทของสภาลงไป แล้วเพิ่มอำนาจให้นายกรัฐมนตรีหรือรัฐบาลชุดใหม่ จากนั้นก็ให้มีนายกรัฐมนตรีที่มาจากคณะรัฐประหาร เพื่อเข้าควบคุมภาวะวิกฤตินี้ให้เด็ดขาด เช่นเดียวกันถ้าจะให้มีความประนีประนอมก็อาจจะจัดตั้งเป็นรัฐบาลแห่งชาติ แต่ถ้ามีปัญหาตกลงกันไม่ได้ ก็ให้ทหารนั่นเองเข้าควบคุมจัดการทั้งหมด โดยกำหนดระยะเวลาให้พอควร เพื่อลดแรงบีบอัดจากสังคม ไม่เป็นเผด็จการไปนานนัก

อีกแนวทางหนึ่ง ถ้าทั้งสองแนวทางไม่เกิดขึ้น หรือเกิดขึ้นได้ยาก ก็อาจจำเป็นจะต้องมี “อัศวินม้าขาว” (ผู้รู้ท่านบอกว่าน่าจะเป็นนายทหารที่ไม่อาจจะทนดูการบริหารแบบ “ปล่อยให้เป็นไปตามยถากรรม” นั้นได้ ในขณะที่กระแสสังคมต้องการผู้นำที่เข้มแข็งและผู้บริหารที่เด็ดขาด คล้ายๆ สภาพการณ์ในปัจจุบันนี่แหละ) เข้ามาจัดการกับปัญหา เพราะถ้าประชาชนขาดความเชื่อมั่นในผู้นำและรัฐบาลแล้ว ไม่ว่ารัฐบาลจะทำอะไรก็จะมีอุปสรรคไปหมด วิกฤติโรคระบาดนี้ก็จะยิ่งรุนแรง โดยเฉพาะปัญหาการช่วงชิงกัน “ทำงานโง่ๆ” จากบรรดาพรรคร่วมรัฐบาล

ทั้งนี้หากอัศวินคนดังกล่าวนี้เข้ามาแล้วสามารถสะสางปัญหาต่างๆ ได้อย่างรวดเร็ว พร้อมกับสร้างอนาคตให้เป็นที่พอใจของประชาชนได้ อัศวินคนนี้ก็อาจจะได้รับการยินยอมให้ปกครองประเทศไปอีกสักระยะ เพื่อวางโครงสร้างใหม่ เช่น การเขียนรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และการเมืองสำหรับคนรุ่นใหม่ เป็นต้น

ผู้รู้บางท่านบอกว่าแนวทางทั้งสามนี้เป็นไปได้ยาก เพราะเมื่อดูจากท่าทีของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา คิดว่าท่านยังคงจะต้องอยู่ไปอีกนาน เพราะเห็นท่านพยายามที่จะต่อสู้ฝ่าฟัน แม้จะดูหน้าตาทรุดโทรม แต่ก็พยายามออกมาพูดให้ความหวังกับคนไทย เหมือนกับว่าท่านยังอยากทำงานอยู่ หรืออย่างน้อยก็เพื่อพรรคพวกเพื่อนพ้องนั่นแหละ ที่จะยังคงได้เป็นรัฐบาลไปตามที่วางแผนการไว้ หรืออีกอย่างหนึ่งตัวนายกรัฐมนตรีเองนั่นแหละก็ “ไม่มีที่ไป” คือไม่รู้จะวางอนาคตของตัวเองอย่างไร จนบางคนเชื่อว่าอาจจะมีคน “ชักใย” บงการท่านอยู่เบื้องหลังให้ทนอยู่ต่อไปก็ได้ ถ้าเป็นแนวทางหลังสุดนี้ การเมืองไทยก็ยังจะไปตามทิศเดิม คือเน่าไปพร้อมๆ กับโควิด-19 นี่แหละครับ

ข่าวที่เกี่ยวข้องในอดีต