posttoday
เริ่ม! ทรัมป์เก็บภาษีรอบใหม่ ไทยโดน 12.5% โบรกฯมองผลกระทบจำกัด แม้โดนเต็มอัตรา

เริ่ม! ทรัมป์เก็บภาษีรอบใหม่ ไทยโดน 12.5% โบรกฯมองผลกระทบจำกัด แม้โดนเต็มอัตรา

24 กรกฎาคม 2569

รายงานพิเศษ : สหรัฐฯ เปิดฉากมาตรการภาษีนำเข้ารอบใหม่กับ 60 ประเทศ ไทย เวียดนาม และจีน ถูกเก็บในอัตรา 12.5% อ้างปัญหาแรงงานบังคับในห่วงโซ่อุปทาน แม้ดูเหมือนเป็นข่าวร้าย แต่โบรกเกอร์หลายแห่งเห็นพ้องผลกระทบต่อเศรษฐกิจและตลาดหุ้นไทยอาจจำกัด พร้อมชี้ "หุ้นอิเล็กทรอนิกส์" ได้แรงหนุนจากกระแส AI มากกว่าผลกระทบจากภาษี

KEY

POINTS

  • สหรัฐฯ เปิดฉากมาตรการภาษีนำเข้ารอบใหม่ ไทย-เวียดนาม-จีน ถูกเก็บอัตรา 12.5% อ้างปัญหาแรงงานบังคับในห่วงโซ่อุปทาน
  • แม้ดูเหมือนเป็นข่าวร้าย แต่โบรกเกอร์หลายแห่งเห็นพ้องผลกระทบต่อเศรษฐกิจและตลาดหุ้นไทยอาจจำกัด
  • พร้อมชี้ "หุ้นอิเล็กทรอนิกส์" ได้แรงหนุนจากกระแส AI มากกว่าผลกระทบจากภาษี

เวลา 11.01 น. ของวันที่ 24 กรกฎาคม 2569 ตามเวลาไทย นาฬิกาเศรษฐกิจโลกเดินเข้าสู่บทใหม่อีกครั้ง!

 

สหรัฐอเมริกาภายใต้การนำของ "โดนัลด์ ทรัมป์" เริ่มบังคับใช้มาตรการเก็บภาษีนำเข้ารอบใหม่กับประเทศคู่ค้ากว่า 60 ประเทศ โดยแบ่งอัตราภาษีเป็น 10% และ 12.5%

 

ประเทศไทย เวียดนาม และจีน อยู่ในกลุ่มที่ถูกเก็บภาษี 12.5%

 

เหตุผลที่สหรัฐฯ ใช้อ้างในครั้งนี้ ไม่ใช่เรื่องการขาดดุลการค้าเหมือนในอดีต แต่เป็นข้อกล่าวหาว่า ประเทศเหล่านี้ไม่สามารถป้องกันการใช้แรงงานบังคับ (Forced Labor) ในห่วงโซ่อุปทานการผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

ฟังดูเหมือนข่าวร้าย แต่เมื่อมองลึกลงไป นักลงทุนอาจพบว่า "ความจริง" ไม่ได้เลวร้ายเท่าพาดหัวข่าว

 

เกมใหม่ แต่ไม่ใช่ภาษีใหม่ทั้งหมด

 

สิ่งที่เกิดขึ้นครั้งนี้ ไม่ใช่การขึ้นภาษีแบบพลิกหน้ากระดาน แต่คือการเปลี่ยนฐานกฎหมาย

 

มาตรการภาษีตาม "มาตรา 122" ที่ใช้มาตั้งแต่ปีก่อนหมดอายุลง และรัฐบาลสหรัฐฯ เปลี่ยนมาใช้ "มาตรา 301" แทน ซึ่งเป็นกฎหมายที่เปิดช่องให้สหรัฐฯ ใช้มาตรการทางการค้าระยะยาวกับประเทศที่ถูกมองว่ามีพฤติกรรมไม่เป็นธรรม

 

กล่าวอีกนัยหนึ่ง ทรัมป์กำลังเปลี่ยนจาก "มาตรการชั่วคราว" ไปสู่ "กติกาถาวร" และนั่นคือสิ่งที่ตลาดกำลังจับตา

 

ไทยโดน 12.5% แต่ทำไมโบรกเกอร์บอกกระทบจำกัด

 

แม้ตัวเลข 12.5% จะดูสูงกว่าหลายประเทศที่เสียเพียง 10% แต่เมื่อเปรียบเทียบกับภาษีเดิม ตลาดพบว่าภาระภาษีที่แท้จริงเพิ่มขึ้นเพียงประมาณ 2.5%

 

และเมื่อรวมโครงสร้างภาษีทั้งหมดแล้ว อัตราภาษีเฉลี่ยสุดท้ายแทบไม่ต่างจากมาตรการเดิมมากนัก

 

นี่คือเหตุผลที่หลายสำนักวิจัยมองว่า ผลกระทบเชิงเศรษฐกิจอาจน้อยกว่าผลกระทบทางจิตวิทยา

จุดที่นักลงทุนไม่ควรมองข้าม

 

สิ่งที่น่าสนใจกว่าอัตราภาษี คือ "สินค้าที่ถูกยกเว้น" มาตรการใหม่ไม่ได้ครอบคลุมสินค้านำเข้าทั้งหมด

 

ยังมีสินค้าหลายประเภทที่ได้รับการยกเว้น เช่น สินค้าภายใต้ข้อตกลง USMCA, น้ำมัน, ก๊าซธรรมชาติ, ปุ๋ย, เครื่องบิน, อาหารบางประเภท

 

รวมถึงสินค้าที่อยู่ภายใต้มาตรการด้านความมั่นคงแห่งชาติอยู่แล้ว นั่นหมายความว่า การส่งออกไทยไม่ได้ถูกกระทบทั้งระบบ

 

หนึ่งในประเด็นที่นักลงทุนจับตาที่สุด คือ "กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ไทย" บล.ทรีนีตี้ ประเมินว่า กลุ่มนี้ยังมีโอกาสรอดจากแรงกระแทก เหตุผลสำคัญคือ สหรัฐฯ ยังต้องพึ่งพาการนำเข้าสินค้าอิเล็กทรอนิกส์จำนวนมาก เพื่อรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรม AI

 

หากสหรัฐฯ เก็บภาษีสินค้ากลุ่มนี้หนักเกินไป ผู้ที่ได้รับผลกระทบอาจไม่ใช่ผู้ส่งออกไทยเพียงฝ่ายเดียว แต่รวมถึงบริษัทเทคโนโลยีของสหรัฐฯ เองที่กำลังแข่งขันด้าน AI อย่างดุเดือด

 

ด้วยเหตุนี้ นักวิเคราะห์จึงยังมองบวกต่อหุ้นอิเล็กทรอนิกส์ โดยเฉพาะในช่วงที่ตลาดกำลังรอตัวเลขส่งออกเดือนมิถุนายน และผลประกอบการไตรมาส 2/2569 ของ DELTA

 

บล.กรุงศรี เชื่อเช่นกันว่าหุ้นไทยยังแกว่งตัวดีกว่าหุ้นต่างประเทศ เนื่องจากมีหุ้นกลุ่มพลังงาน-ปิโตรเคมีช่วยพยุงและปันผลที่สูงทำให้เป็นเกราะป้องกันความผันผวน SET เริ่มย่อหลังขึ้นทดสอบ 1,650-1,660 จุด การเทรดดิ้งสั้นเน้นการตั้งรับ 1,630-1,620 จุดแบบเลือกลงทุนรายตัว นักลงทุนที่ขายไปแล้วก่อนหน้านี้ หาจังหวะซื้อคืน

 

โดยเก็งกำไรงบไตรมาส 2/69 มีปันผลระหว่างกาล KKP, TTB, PTT, PTTEP, ADVANC, TRUE, ADVICE, MEGA, HMPRO, ICHI, OSP, TVO, AMATA, PRM, SCGP

 

หุ้นปันผลดีจ่ายมากกว่าปีละ 2 ครั้ง KTB, SCB, MC, MEGA, PTT, PTTEP, EGCO, ADVANC, DCC, SCCC, TASCO, AP, SIRI, FM, ICHI, TVO

สิ่งที่ต้องจับตาหลังจากนี้

 

แม้ผลกระทบระยะสั้นอาจจำกัด แต่ความเสี่ยงที่แท้จริงยังไม่จบ เพราะรัฐบาลสหรัฐฯ ยังเดินหน้าสอบสวนประเทศคู่ค้าอีก 16 ประเทศ ในประเด็นกำลังการผลิตส่วนเกิน (Overcapacity)

 

รวมถึงมีแนวโน้มขยายมาตรการ Sectoral Tariffs หรือภาษีรายอุตสาหกรรมเพิ่มเติมในอนาคต หากเกิดขึ้นจริง ผลกระทบอาจกว้างกว่าที่ตลาดประเมินไว้ในวันนี้

 

อย่างไรก็ดี การเก็บภาษีรอบใหม่ของสหรัฐฯ คืออีกหนึ่งสัญญาณว่า สงครามการค้าไม่ได้จบลง แต่กำลังเปลี่ยนรูปแบบ จากเดิมที่เน้นการขาดดุลการค้า วันนี้ประเด็นเรื่องสิทธิมนุษยชน แรงงานบังคับ และความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทาน กลายเป็นเครื่องมือใหม่ในการกำหนดนโยบายการค้าโลก

 

ประเทศไทย แม้จะถูกจัดเก็บภาษีในอัตรา 12.5% แต่ภาพรวมยังไม่ใช่แรงกระแทกที่รุนแรงอย่างที่หลายคนกังวล

 

สิ่งที่นักลงทุนควรติดตามต่อจากนี้ ไม่ใช่เพียงตัวเลขภาษี แต่คือทิศทางของมาตรการชุดต่อไป ว่าสหรัฐฯ จะขยายวงไปยังอุตสาหกรรมใด และไทยจะสามารถปรับตัวรับกติกาการค้าโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงได้เร็วเพียงใด

 

เพราะในโลกการค้าปัจจุบัน...สิ่งที่น่ากลัวที่สุด อาจไม่ใช่ภาษีที่เพิ่มขึ้น 2.5% แต่คือ "ความไม่แน่นอน" ที่ยังไม่มีใครรู้ว่าจะสิ้นสุดเมื่อไหร่.

ข่าวล่าสุด

นราธิวาสยกระดับกฎอัยการศึก ปิดล้อมตรวจค้น-ใช้อาวุธเมื่อถูกคุกคาม

นราธิวาสยกระดับกฎอัยการศึก ปิดล้อมตรวจค้น-ใช้อาวุธเมื่อถูกคุกคาม